World Bank ชี้ไทยติดท็อป 5 ประเทศที่ได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน AI

ธนาคารโลกเปิดรายงานล่าสุดเรื่อง AI ประจำปี 2026 ระบุว่าไทยติดอันดับ 5 ของประเทศกำลังพัฒนาที่มีโอกาสได้ประโยชน์มากที่สุดจากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ AI ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจีนครองอันดับ 1 ตามมาด้วยเม็กซิโก มาเลเซีย เวียดนาม และไทย ภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้นคือตอนนี้ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกมีสัดส่วนรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับระบบ AI ทั้งหมด

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยด้าน AI ของธนาคารโลก ที่พยายามตอบคำถามว่าประเทศกำลังพัฒนาจะดึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก AI ได้อย่างไร โดยไม่ต้องแข่งเรื่องเงินลงทุนหรือกำลังการประมวลผลกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก ธนาคารโลกถึงกับมองว่า AI อาจเป็นทางลัดที่ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาก้าวข้ามข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่ติดขัดมานานหลายสิบปีได้ และถ้าบริหารจัดการดี เทคโนโลยีนี้อาจดันให้เศรษฐกิจโลกโตเร็วที่สุดนับตั้งแต่ยุคบูมช่วงปี 2000 พร้อมกระจายตัวไปทั่วโลกเร็วกว่าคลื่นเทคโนโลยีลูกก่อนๆ ด้วยซ้ำ

แต่ผลกระทบต่อตลาดแรงงานกลับต่างกันมากระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา  งานวิจัยที่ธนาคารโลกเพิ่งเผยแพร่ระบุว่าสัดส่วนงานในประเทศกำลังพัฒนาที่เสี่ยงถูก AI แทนที่อยู่ที่ราว 4.5% เท่านั้น ขณะที่ประเทศรายได้สูงตัวเลขนี้พุ่งไปถึง 14.2%

บทบาทใหม่ของ SEA ในโลก AI 

มาเลเซียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขยับตัวนี้ หลังทำหน้าที่เป็นฐานผลิตและประกอบชิปมานานหลายทศวรรษ ตอนนี้ประเทศเริ่มพัฒนาความสามารถด้านออกแบบชิปของตัวเองแล้ว บริษัท SkyeChip ของมาเลเซียเปิดตัว MARS1000 ในปี 2025 ซึ่งเป็นชิป Edge AI ตัวแรกที่ออกแบบในประเทศ ผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับ 7 นาโนเมตร

ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่พุ่งสูงเกินกว่าที่ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคจะตามทัน S&P Global Ratings ประเมินว่า Alphabet, Amazon, Meta, Microsoft และ Oracle จะใช้งบลงทุนรวมกันราว 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ส่วนใหญ่ทุ่มไปกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ตัวเลขนี้คิดเป็น 38% ของรายได้รวมทั้งห้าบริษัท และสูงกว่า GDP ทั้งปีของหลายประเทศในภูมิภาครวมกัน ทั้งสิงคโปร์ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกบอกว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรปล่อยให้ตัวเลขการลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคเหล่านี้ทำให้ตัวเองท้อ เขาพูดตรงๆ ว่า AI คือเชือกช่วยชีวิตที่ยื่นมาให้ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศเหล่านี้ควรรีบคว้าไว้ เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่หรือดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลด้วยตัวเองเลย แค่นำเครื่องมือที่เล็กกว่าและถูกกว่ามาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นและความต้องการเร่งด่วนของประเทศก็เพียงพอ

ธนาคารโลกวางแนวทางไว้ 3 ขั้นสำหรับประเทศที่มีความพร้อมทางเทคโนโลยีต่างกัน ขั้นแรกคือนำเครื่องมือ AI ที่มีอยู่แล้วและราคาไม่แพงมาใช้งานก่อน ขั้นที่สองคือปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับข้อมูลและภาษาท้องถิ่น เช่น ในงานสาธารณสุข การศึกษา และเกษตรกรรม ส่วนขั้นสุดท้ายคือพัฒนาต่อยอดสู่เทคโนโลยี AI ที่ซับซ้อนขึ้นเองเมื่อโครงสร้างพื้นฐานและทักษะพร้อมแล้ว ทั้งนี้ไฟฟ้าที่เสถียรและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ รวมถึงทักษะการอ่านออกเขียนได้ การคำนวณ และทักษะพื้นฐานอื่นๆ ของแรงงานก็สำคัญไม่แพ้กัน

ธุรกิจไทยเริ่มใช้ AI แต่ยังอยู่ในขั้นพื้นฐาน

ไทยเองก็แสดงให้เห็นการใช้งาน AI ในระดับค่อนข้างสูง จากการสำรวจ Enterprise Survey on AI Adoption ของธนาคารโลก ที่ครอบคลุมธุรกิจภาคการผลิต ก่อสร้าง และบริการใน 7 ประเทศ กลุ่มตัวอย่างในไทยมีทั้งหมด 360 ธุรกิจ ในกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-19 คน มีถึง 20% ที่ใช้ AI แชทบอทในการทำงาน ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับสหรัฐฯ ที่อยู่ที่ 25%

แต่การที่ธุรกิจไทยใช้ AI ในสัดส่วนค่อนข้างสูงไม่ได้แปลว่า AI เปลี่ยนวิธีทำงานของธุรกิจไทยไปแล้ว ธนาคารโลกพบว่าส่วนใหญ่ยังใช้ AI แค่ในงานพื้นฐาน เช่น ค้นหาข้อมูล ร่างและแก้ไขเอกสาร หรือแปลภาษา ยังไม่ถึงขั้นปรับโครงสร้างการทำงานหลักขององค์กรใหม่ทั้งหมด

สิ่งที่จะตัดสินว่าเครื่องมือ AI ที่นำเข้ามาจะมีประโยชน์จริงแค่ไหน อยู่ที่การปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น ธนาคารโลกยกตัวอย่างโมเดล AI จากอังกฤษที่พัฒนาขึ้นเพื่อคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 พอนำไปทดสอบกับผู้ป่วยในเวียดนาม ประสิทธิภาพกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะลักษณะทางประชากรของผู้ป่วยแตกต่างจากข้อมูลที่ใช้ฝึกโมเดลตั้งแต่แรก ปัญหานี้ทำให้นักพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกันสร้าง SEA-LION หรือ Southeast Asian Languages in One Network กลุ่มโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาให้เข้าใจภาษา กฎหมาย และบริบททางวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้โดยเฉพาะ แทนที่จะพึ่งพาโมเดลที่ฝึกจากข้อมูลของภูมิภาคอื่นทั้งหมด

รัฐบาลเริ่มทดลองใช้ AI พร้อมคุมเข้มไปด้วย

ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจเท่านั้น รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองก็เริ่มทดลองนำ AI มาใช้ในบริการสาธารณะ ควบคู่ไปกับการวางกฎเกณฑ์ควบคุมความเสี่ยง กรมสรรพากรของสิงคโปร์เปิดตัวผู้ช่วย AI ให้ประชาชนตรวจสอบยอดค้างชำระและเปลี่ยนแผนการผ่อนชำระได้เอง ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่าบริการนี้ช่วยประหยัดเวลาของประชาชนไปเกือบ 12,000 ชั่วโมงในปี 2024

ขณะเดียวกัน อาเซียนก็ออกแนวทางด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรมของ AI ในระดับภูมิภาค เพื่อให้ประเทศสมาชิกมีหลักการร่วมกัน ส่วนรัฐบาลแต่ละประเทศก็เข้าแทรกแซงเองเมื่อเจอความเสี่ยงเฉพาะหน้า อย่างฟิลิปปินส์ที่สั่งระงับการเข้าถึงโมเดล Grok ชั่วคราว เพราะกังวลเรื่องเนื้อหาทางเพศที่ระบบสร้างขึ้นมา

ธนาคารโลกมองว่าความเชื่อมั่นของประชาชนคือเงื่อนไขสำคัญที่สุดสำหรับการขยายการใช้ AI ในภาครัฐ กฎระเบียบต้องปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงที่ระบบอัตโนมัติจะสร้างอคติซ้ำในกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐ เพราะถ้าไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ AI อาจยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่แล้วให้หนักขึ้นแทนที่จะช่วยลด และยังบั่นทอนความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อหน่วยงานที่นำ AI มาใช้ด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว ข้อเสนอของธนาคารโลกสำหรับประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้อยู่ที่การไล่ตามแข่งขันในแนวหน้าเทคโนโลยีทันที แต่คือการเริ่มจากสิ่งที่เข้าถึงได้ก่อน ปรับให้เข้ากับความต้องการของตัวเอง แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อไปเมื่อโครงสร้างพื้นฐานและทักษะพร้อมมากขึ้น

ในงาน Techsauce Global Summit (TSGS) ปีนี้ จะมีตัวแทนจากธนาคารโลกอย่าง Alejandro Alcala Gerez Manager, Operations - Thailand, Myanmar at The World Bank มาร่วมงานด้วย ใครที่อยากฟังมุมมองจากองค์กรระดับโลกต่อทิศทางเศรษฐกิจในภูมิภาค งาน TSGS น่าจะเป็นอีกโอกาสที่ได้ฟังแบบใกล้ชิด 

อ้างอิง: nation

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รถ EV นำเข้าไม่มีโรงงานในไทย เตรียมเจอภาษีแพงขึ้น บอร์ดอีวีเคาะแนวคิดใหม่ 'ยิ่งผลิตในไทยมาก ใช้ชิ้นส่วนในไทยเยอะ ภาษียิ่งถูกลง'

รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่มีโรงงานผลิตในไทยกำลังจะเสียภาษีสรรพสามิตแพงขึ้น ขณะที่ค่ายรถที่ลงทุนตั้งโรงงานในไทยและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากขึ้นจะได้อัตราภาษีที่ต่ำล...

Responsive image

Krungsri Finnovate เปิดเกม Wellness Economy ชูสุขภาพสู่การลงทุนแห่งอนาคต ในงาน Future Wellness Economy Forum 2026

Krungsri Finnovate ตอกย้ำบทบาท Corporate Venture Capital ที่มุ่งเชื่อมโยง “เงินทุน นวัตกรรม และ Ecosystem” เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจ Healthcare และ Wellness จัดงาน Future Wel...

Responsive image

บีโอไอ อัดฉีดกว่า 4,800 ล้านบาท เสริมแกร่งธุรกิจไทย ปั้นบุคลากรทักษะสูงกว่า 7.6 หมื่นคน

บีโอไอไฟเขียวเพิ่ม 55 โครงการ ภายใต้มาตรการ Business Transformation และ Skill Bridge รวมสะสม 108 โครงการ วงเงินสนับสนุนกว่า 4,800 ล้านบาท ยกระดับธุรกิจไทยด้วย AI และระบบอัตโนมัติ พ...