
YouTube ประกาศเมื่อวันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2026 ว่าจะหยุดพึ่งครีเอเตอร์ในการแจ้งว่าวิดีโอใช้ AI ทำเอง โดยระบบภายในของแพลตฟอร์มจะตรวจจับและติดป้ายให้อัตโนมัติ หากตรวจเจอว่ามีการใช้ "AI สมจริงในระดับมีนัยสำคัญ" (Significant Photorealistic AI) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังโมเดลสร้างวิดีโอ AI ก้าวกระโดดจนคนทั่วไปแทบแยกไม่ออกว่าอันไหนจริง อันไหนสร้างจาก AI
นอกจากเริ่มติดป้ายอัตโนมัติแล้ว YouTube ยังย้ายตำแหน่งป้ายให้เด่นขึ้น จากเดิมที่ซ่อนอยู่ในส่วนคำอธิบายขยาย ตอนนี้ป้ายจะโผล่ใต้เครื่องเล่นวิดีโอโดยตรงสำหรับวิดีโอแบบยาว และโผล่เป็น overlay บน Shorts ทันที วิธีนี้ทำให้ผู้ชมเห็นป้ายได้ทันทีโดยไม่ต้องคลิกเปิดคำอธิบาย
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป YouTube จะใช้สัญญาณภายในแบบใหม่ในการตรวจจับวิดีโอที่ใช้ AI ระดับสมจริง ครีเอเตอร์ยังต้องแจ้งเองตามปกติเมื่ออัปโหลด แต่ถ้าลืมหรือจงใจไม่แจ้ง ระบบจะติดป้ายให้แทน
ที่น่าสนใจคือครีเอเตอร์ที่โดนติดป้ายแบบผิดพลาด ยังสามารถเข้าไปแก้สถานะการเปิดเผยข้อมูลใน YouTube Studio ได้ แต่จะมีบางเคสที่ลบป้ายไม่ได้เลย เช่น วิดีโอที่สร้างด้วยเครื่องมือ AI ของ YouTube เอง อย่าง Veo, Dream Screen และ Gemini Omni หรือวิดีโอที่มี C2PA metadata ระบุว่าสร้างจาก AI ทั้งหมด
Rene Ritchie หัวหน้าฝ่าย Editorial และ Creator Liaison ของ YouTube อธิบายในวิดีโอแนะนำการเปลี่ยนแปลงว่า "เป้าหมายคือให้บริบทแบบเห็นปุ๊บเข้าใจปั๊บ ถ้าดูเหมือนของจริงแต่สร้างด้วย AI ผู้ชมจะรู้ทันที"
จุดที่ทำให้ YouTube ต้องเร่งวางระบบนี้ คือการเปิดตัว Gemini Omni ในงาน Google I/O 2026 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตระกูลโมเดล AI แบบ Multimodal ใหม่ของ Google ที่ Sundar Pichai บอกว่าจะสร้างอะไรก็ได้จาก input อะไรก็ได้
Gemini Omni เริ่มจาก output แบบวิดีโอก่อน และสิ่งที่ทำให้แตกต่างจากเครื่องมือ Text-to-Video ทั่วไปอย่าง Veo คือมันรับ input ได้หลายรูปแบบ ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ แล้วเข้าใจฟิสิกส์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างวิดีโอที่สมจริงขึ้นไปอีกขั้น Demis Hassabis ซีอีโอของ Google DeepMind ระบุว่านี่คือก้าวสำคัญสู่ Artificial General Intelligence (AGI)
โมเดลรุ่นแรกของตระกูล Gemini Omni Flash เปิดให้สมาชิก Google AI Plus, Pro และ Ultra ใช้งานผ่านแอป Gemini และ Google Flow ตั้งแต่วันงาน และจะขยายไปยัง YouTube Shorts Remix และแอป YouTube Create แบบฟรีในสัปดาห์ถัดมา ซึ่งหมายความว่ามีคนเข้าถึงเครื่องมือสร้างวิดีโอ AI ระดับสมจริงเพิ่มขึ้นมหาศาลทันที
ระบบตรวจจับใหม่ของ YouTube อ่านข้อมูลได้ทั้ง C2PA metadata และ SynthID watermark ของ Google ซึ่งเป็นลายน้ำดิจิทัลที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่ระบบตรวจจับอ่านได้ ปัจจุบัน SynthID ถูกฝังในภาพและวิดีโอที่ AI สร้างไปแล้วกว่า 100,000 ล้านชิ้น
C2PA ย่อมาจาก Coalition for Content Provenance and Authenticity ซึ่งเป็นมาตรฐานเปิดที่ฝัง metadata บอกที่มาและประวัติการแก้ไขของไฟล์ ก่อตั้งในปี 2021 โดย Adobe, Arm, BBC, Intel, Microsoft และ Truepic ปัจจุบันมีองค์กรเข้าร่วมกว่า 6,000 แห่ง โดย OpenAI เพิ่งเข้าร่วม steering committee ของ C2PA เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 พร้อมจับมือกับ Google ฝัง SynthID ในภาพที่ AI สร้างของตัวเอง
นอกจาก OpenAI แล้ว ยังมี Nvidia, Kakao และ ElevenLabs ที่ประกาศสนับสนุนมาตรฐาน C2PA เช่นกัน ทำให้การติดตามที่มาของคอนเทนต์ AI ข้ามแพลตฟอร์มเริ่มมีโครงสร้างที่ใช้ได้จริง
จุดที่หลายคนน่าจะรู้สึกได้เป็นอันดับแรกคือตำแหน่งของป้ายที่เปลี่ยนไป เดิมป้าย AI จะอยู่ในส่วนคำอธิบายแบบขยายที่ต้องคลิกดูเอง ยกเว้นวิดีโอที่แตะประเด็นอ่อนไหวอย่างสุขภาพหรือข่าวสาร ที่ป้ายจะโผล่บนตัววิดีโอเลย
ตอนนี้ป้ายแบบเด่นจะเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด สำหรับวิดีโอแบบยาว ป้ายจะอยู่ใต้เครื่องเล่นวิดีโอเหนือคำอธิบาย ส่วน Shorts จะเป็น Overlay บนตัววิดีโอเลย ป้ายมีลักษณะเป็นวงรีเล็กๆ มีคำว่า AI และไอคอนข้อมูลกำกับ
ส่วนวิดีโอที่ใช้ AI แบบไม่สมจริง เป็นการ์ตูน หรือแก้ไขเล็กน้อย เช่น ยูนิคอร์นกำลังเดินในโลกแฟนตาซี ป้ายจะยังอยู่ในส่วนคำอธิบายขยายเหมือนเดิม ไม่ต้องเด่นออกมาให้รก
YouTube ย้ำว่าการติดป้ายไม่ส่งผลต่อการแนะนำวิดีโอหรือการทำเงินของครีเอเตอร์ ป้ายมีหน้าที่ให้บริบทเท่านั้น ไม่ใช่บทลงโทษ
การเปิดตัวระบบตรวจจับ AI อัตโนมัติครั้งนี้ มาไม่นานหลังจาก YouTube ขยายเครื่องมือตรวจจับ Deepfake ให้ผู้ใช้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไปทุกคนสามารถสแกนหาวิดีโอที่ใช้ใบหน้าตรงกับตัวเองได้ จากเดิมที่เปิดให้ใช้เฉพาะเซเลบ บุคคลสาธารณะ นักการเมือง และครีเอเตอร์รายใหญ่
เมื่อรวมกับสถิติของบริษัทวิจัย Kapwing ที่ระบุว่าฟีด YouTube ตอนนี้มี AI Slop หรือคอนเทนต์ AI คุณภาพต่ำอยู่ราว 21-33% จะเห็นว่าแพลตฟอร์มกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก ทั้งจากเครื่องมือสร้างวิดีโอที่เก่งขึ้น และจากคอนเทนต์ที่ผลิตแบบจำนวนมหาศาลจนกระทบประสบการณ์การดู
ระบบติดป้ายอัตโนมัติและตำแหน่งป้ายใหม่ของ YouTube กำลังทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วโลกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป
ที่มา: TechCrunch, YouTube Blog, Variety, The Next Web, Ars Technica, Google Blog
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด