
เงินกว่า 30 ล้านบาทที่ Bolt ใช้ไปกับการพาผู้ขับขี่บนแพลตฟอร์มเข้าสู่กระบวนการขอใบอนุญาตขับรถสาธารณะและจดทะเบียนรถให้ถูกต้อง คือตัวเลขที่บอกได้ตรงที่สุดว่าต้นทุนของการทำให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) เดินอยู่ในกรอบกฎหมายนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก และเป็นตัวเลขที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดบนเวทีที่กรมการขนส่งทางบกเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026
งานดังกล่าวคือ 'รวมพลังยกระดับผู้ขับขี่มืออาชีพ สู่มาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างยั่งยืน' ซึ่ง Bolt ประเทศไทย จัดร่วมกับกรมการขนส่งทางบก คณะกรรมการศึกษาแนวทางความปลอดภัย ป้องกัน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน (คศป.) กองบังคับการตำรวจจราจร สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะ และสมาคมไรเดอร์ไทย โดยมีตัวแทนผู้ขับขี่จากกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ ไรเดอร์ และผู้ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มเข้าร่วมกว่า 100 คน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านกฎหมาย การปฏิบัติตามข้อกำหนด การขับขี่ปลอดภัย ประกันภัย และหลักประกันทางสังคม
แนวคิดที่ร้อยทั้งเวทีเข้าด้วยกันมีเพียงข้อเดียว คือการปฏิบัติตามกฎหมาย ความเป็นมืออาชีพ และความปลอดภัยบนถนน เป็นสามเรื่องที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ใบอนุญาตขับรถสาธารณะและทะเบียนรถที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานของมาตรฐานวิชาชีพ ส่วนความรู้ วินัย พฤติกรรมการขับขี่ที่รับผิดชอบ อุปกรณ์นิรภัย และระบบความคุ้มครองที่เหมาะสม คือองค์ประกอบที่เปลี่ยนมาตรฐานบนกระดาษให้กลายเป็นความปลอดภัยจริงในแต่ละเที่ยวการเดินทาง
การจะทำให้หลักการข้างต้นเกิดขึ้นได้จริงจึงต้องเริ่มจากการตกลงกันก่อนว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน ซึ่งเป็นประเด็นที่ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางความปลอดภัย ป้องกัน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน (คศป.) วางกรอบไว้ตั้งแต่ช่วงเปิดงาน
"ความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นวาระร่วมของสังคมที่ทุกภาคส่วนต้องลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การยกระดับผู้ขับขี่ให้เป็นมืออาชีพจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพบริการ แต่คือมาตรการปกป้องชีวิตที่จับต้องได้" คุณวิชาญ ระบุ พร้อมแบ่งบทบาทให้เห็นชัดว่าภาครัฐต้องกำหนดมาตรฐานและบังคับใช้อย่างเสมอภาค ภาคเอกชนและแพลตฟอร์มต้องสนับสนุนให้ผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ขณะที่สมาคมและเครือข่ายผู้ขับขี่มีบทบาทในการสื่อสารและดูแลสมาชิก เมื่อทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนอย่างรับผิดชอบ ปลายทางคือระบบขนส่งที่ปลอดภัย เป็นธรรม และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
บทบาทของแพลตฟอร์มที่คุณวิชาญพูดถึงมีตัวเลขกำกับอยู่แล้วในทางปฏิบัติ เพราะที่ผ่านมา Bolt ลงทุนไปมากกว่า 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามข้อกำหนดและเข้าสู่กระบวนการขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะรวมถึงจดทะเบียนรถอย่างถูกต้อง ผ่านโครงการ Bolt Sure และกิจกรรม Booster Week ที่ครอบคลุมตั้งแต่การให้ข้อมูล คำแนะนำ ไปจนถึงการช่วยผู้ขับขี่เดินเรื่องในแต่ละขั้นตอน เพื่อลดอุปสรรคของการเข้าสู่ระบบให้เหลือน้อยที่สุด
นายณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โบลท์ ซัพพอร์ต เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายเหตุผลเบื้องหลังการลงทุนก้อนนี้ว่า "ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินควบคู่กัน แม้เราจะมีเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับผู้ขับขี่บนแพลตฟอร์ม แต่สิ่งสำคัญคือการนำมาตรฐานเหล่านั้นมาใช้อย่างจริงจังในชีวิตประจำวัน"
คุณณัฐดนย์ ระบุเพิ่มเติมว่า Bolt จึงเลือกทำงานร่วมกับผู้ขับขี่ ภาครัฐ และพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล รับฟังเสียงจากผู้ใช้งานจริง และยกระดับมาตรฐานบริการเรียกรถ บนความเชื่อที่ว่าความปลอดภัยทางถนนเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน โดยความมุ่งมั่นระยะยาวของบริษัทคือการทำงานเคียงข้างทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นมืออาชีพของผู้ขับขี่ ไปจนถึงการสร้างระบบนิเวศการเดินทาง (Ecosystem) ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
คำถามที่ตามมาคือเมื่อผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบแล้ว อะไรคือเส้นที่บอกว่าใครเป็นมืออาชีพจริง ซึ่ง นายอดิเรก แตงทอง ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก ให้คำตอบไว้ว่าไม่ใช่ตัวเลขชั่วโมงหรือจำนวนเที่ยว
"คำว่า 'ผู้ขับขี่มืออาชีพ' ไม่ได้วัดจากจำนวนเที่ยวหรือระยะเวลาที่ขับรถเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่านการมีคุณสมบัติและเอกสารครบถ้วน การใช้รถที่จดทะเบียนถูกต้อง การเคารพกฎหมาย การดูแลสภาพรถให้พร้อมใช้งาน การมีน้ำใจบนท้องถนน และการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเหนือความเร่งรีบหรือรายได้ในแต่ละเที่ยว" คุณอดิเรก อธิบาย
ข้อสังเกตสำคัญของคุณอดิเรกอยู่ที่การตีความสถานะของเอกสาร โดยชี้ว่าใบอนุญาตขับรถสาธารณะและการจดทะเบียนรถอย่างถูกต้องไม่ใช่เพียงข้อกำหนดทางเอกสารที่ต้องทำให้ครบ แต่เป็นกลไกสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่เลือกใช้บริการ
เมื่อมาตรฐานถูกวางไว้แล้ว โจทย์ต่อไปคือการทำให้มันอยู่ในพฤติกรรมประจำวันของผู้ขับขี่ พันตำรวจเอก สรพงษ์ นาคะโยคี ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการตำรวจจราจร ซึ่งมาให้ความรู้เรื่องการขับขี่ปลอดภัยและกฎหมายจราจรที่ผู้ขับขี่มืออาชีพควรรู้ ย้ำจุดนี้ไว้ชัดเจน
"สำหรับผู้ขับขี่มืออาชีพ การเคารพกฎหมายจราจรและการขับขี่อย่างมีวินัยไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำเฉพาะเมื่อมีเจ้าหน้าที่กำกับดูแล แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในทุกเที่ยว การสวมหมวกนิรภัย การไม่ใช้ความเร็วเกินกำหนด การไม่ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร และการมีสติอยู่เสมอ เป็นเรื่องพื้นฐานที่สามารถช่วยป้องกันอุบัติเหตุและลดความสูญเสียได้จริง" พันตำรวจเอก สรพงษ์ กล่าว
ภายในงาน คุณสรพงษ์ ยังเป็นผู้นำพิธีกล่าวคำปฏิญาณด้านความปลอดภัยทางถนน และพิธีสวมหมวกนิรภัยตราสัญลักษณ์พระราชทาน เพื่อย้ำความรับผิดชอบของผู้ขับขี่ที่มีต่อทั้งตนเอง ผู้โดยสาร และผู้ใช้ถนนคนอื่น
การป้องกันอย่างเดียวยังไม่ครบวงจร เพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ความรู้เรื่องความคุ้มครองคือสิ่งที่ตัดสินว่าผู้ขับขี่และผู้ประสบภัยจะเข้าถึงความช่วยเหลือได้เร็วแค่ไหน เวทีนี้จึงมี นายสมชาย สุดเสนาะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด มาให้ความรู้ในหัวข้อ 'สร้างความมั่นใจด้วยความคุ้มครองประกันภัย: สิทธิประโยชน์ที่ผู้ขับขี่ควรรู้'
"การป้องกันอุบัติเหตุเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ในกรณีที่เกิดเหตุขึ้น ผู้ขับขี่ควรมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิและความคุ้มครองที่ตนเองและผู้ประสบภัยพึงได้รับ การเข้าใจระบบประกันภัยและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว" คุณสมชาย อธิบาย พร้อมระบุว่าความเข้าใจเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการลดผลกระทบจากอุบัติเหตุทางถนน
อีกด้านหนึ่งที่เวทีให้พื้นที่ไว้ชัดเจนคือมุมของคนที่ต้องนำทุกข้อกำหนดไปใช้จริงบนถนน นายสันติ ปฏิภาณรัตน์ นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะ อธิบายว่าผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการเดินทาง แต่เป็นบุคลากรสำคัญของระบบขนส่งที่ประชาชนฝากความไว้วางใจไว้ในทุกการเดินทาง
"การยกระดับความปลอดภัยไม่อาจอาศัยเพียงความระมัดระวังเฉพาะบุคคล แต่ต้องเกิดจากความรู้ วินัย อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ระบบคุ้มครองที่เหมาะสม และความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน งานในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการอบรมระยะสั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นพฤติกรรม เปลี่ยนความตั้งใจให้เป็นมาตรฐานวิชาชีพ และเปลี่ยนความร่วมมือให้เป็นความปลอดภัยที่เกิดขึ้นจริงบนท้องถนนทุกวัน" คุณสันติ กล่าว
ตลอดการจัดงาน ผู้ขับขี่ได้รับฟังและแลกเปลี่ยนโดยตรงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นที่เชื่อมกับการทำงานจริง ตั้งแต่ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ การจดทะเบียนรถและข้อกำหนดทางกฎหมาย พฤติกรรมการขับขี่ การป้องกันอุบัติเหตุ ไปจนถึงความคุ้มครองด้านประกันภัยสำหรับผู้ขับขี่ ซึ่งสะท้อนแนวคิดร่วมกันว่าการยกระดับมาตรฐานของระบบการเดินทางไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องระหว่างภาครัฐ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม หน่วยงานด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ประสบภัย และตัวผู้ขับขี่เอง
หลังจากนี้ Bolt ระบุว่าจะเดินหน้าทำงานร่วมกับกรมการขนส่งทางบก หน่วยงานภาครัฐ เครือข่ายผู้ขับขี่ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง เข้าใจมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และนำหลักความปลอดภัยไปใช้ได้จริงในทุกเที่ยวการเดินทาง เงินกว่า 30 ล้านบาทที่ลงไปแล้วจึงเป็นเพียงต้นทุนก้อนแรกของโจทย์ที่ยาวกว่านั้น นั่นคือการทำให้มาตรฐานวิชาชีพของผู้ขับขี่กลายเป็นสิ่งที่ผู้โดยสารทุกคนคาดหวังได้โดยไม่ต้องลุ้น
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด