สมาคม Health Tech เสนอแผน Quick Win 90 วัน เร่งนำ Medical AI เข้าระบบสาธารณสุข ขยายการเข้าถึงผู้ป่วยทั่วประเทศ

ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยกำหนดทิศทางการบริหารประเทศภายใต้กรอบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ และสังคม  นายพงษ์ชัย เพชรสังหาร นายกสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย ได้แสดงการสนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยเห็นว่าเป็นจังหวะสำคัญที่ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนการใช้เทคโนโลยีจากระดับ “โครงการนำร่อง” ไปสู่ “การใช้งานจริงในระบบสุขภาพ” และต่อยอดสู่การสร้างอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคตของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

คำแถลงนโยบายของรัฐบาลระบุชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพื่อพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังประกาศแนวทางปรับบทบาทภาครัฐเป็นระบบบูรณาการแบบ Cluster และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Government Digital Transformation เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการขับเคลื่อน AI ในภาคสุขภาพและภาคเศรษฐกิจโดยรวม

ในมุมของภาคเฮลท์เทค นายพงษ์ชัย เพชรสังหาร นายกสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย ระบุว่า นโยบายชุดนี้ถือเป็น “การส่งเสริมสตาร์ทอัพด้านสุขภาพ โดยเฉพาะด้าน Medical AI” ของประเทศไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่แกนเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ในระบบสุขภาพ และสังคมสูงวัย ถูกวางอยู่ในกรอบนโยบายเดียวกันอย่างชัดเจน หากสามารถเชื่อมโยงหน่วยงานกำกับ หน่วยงานงบประมาณ โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาล กองทุนสุขภาพ ประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยเข้าด้วยกันได้จริง ประเทศไทยจะไม่เพียงใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการ แต่ยังสามารถสร้างตลาดใหม่ สร้างผู้ประกอบการไทย และยกระดับประเทศสู่การเป็น Medical AI Hub of Asia ได้ในระยะต่อไป หนึ่งในสาระสำคัญของนโยบายรัฐบาลด้านสังคมคือการ พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที และการ ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้น การใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

นายพงษ์ชัยกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณเช่นนี้ ภาคเฮลท์เทคไทยจึงขอเสนอให้เกิด Quick Win ภายใน 3 เดือน ด้วยการนำ Medical AI Startup ของไทยที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว เข้าสู่การใช้งานจริงในโรงพยาบาลรัฐ และหน่วยบริการเครือข่ายให้มากขึ้นในทันที โดยเฉพาะระบบ AI ที่ช่วยคัดกรองและวินิจฉัยโรคในภาวะที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก เพื่อให้ระบบสาธารณสุขเห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์อย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการลดเวลารอคอย เพิ่มโอกาสเข้าถึงการคัดกรอง และลดภาระงานซ้ำซ้อนของบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้การจัดตั้ง Telemedicine Center โดยเปิดคล้ายโรงพยาบาลเสมือนจริง (Virtual Hospital)ในกรุงเทพที่มีแพทย์ต่อประชากรมาก แล้วให้บริการไปยังโรงพยาบาลของรัฐในพื้นที่ห่างไกลนอกเวลาราชการ จะช่วยให้แพทย์หน้างานที่มีจำนวนน้อยมากและเหนื่อยล้า ได้พักผ่อนและดูแลเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉิน

เขาอธิบายว่า หากประเทศต้องการเดินเกมเร็ว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่คือการเร่งขยายผลจาก นวัตกรรมจากสตาร์ทอัพไทยที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะนวัตกรรมไทยที่ผ่านการรับรองและมีการใช้งานในสถานพยาบาลต้นแบบแล้ว เพราะในอดีตประเทศไทยมักใช้เวลานานมากตั้งแต่งานวิจัย งานทดลอง การขึ้นทะเบียน การพิสูจน์ผลลัพธ์ การบรรจุใช้งานจริง ไปจนถึงการขยายสเกลระดับประเทศ ทำให้นวัตกรรมจำนวนไม่น้อยหมดแรงก่อนถึงจุดที่เกิดผลกระทบเชิงระบบ ดังนั้นสิ่งที่สมาคมฯ เสนอคือการลดระยะเวลาจากเดิมที่อาจกินเวลาหลายปี หรือในบางกรณีอาจยาวถึง ราว 8 ปี นำ Medical AI พร้อมใช้สามารถขยายผลได้ใน 3 เดือน และส่วนที่ต้องพัฒนานวัตกรรมรายใหม่ให้เหลือเพียง 1–2 ปี ผ่านการบูรณาการเชิงนโยบาย กลไกกำกับดูแล ที่ทันต่อความเป็นจริงของเทคโนโลยี

สำหรับแนวทางเชิงปฏิบัติ สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเร่งขับเคลื่อน 3 แกนหลักที่สอดรับกับนโยบายรัฐบาล ได้แก่

แกนแรก Medical AI เพื่อช่วยแพทย์คัดกรองและวินิจฉัยโรค ในบริบทที่ระบบบริการมีปริมาณผู้ป่วยจำนวนมาก เทคโนโลยีจะช่วยให้เคสทั่วไปถูกคัดกรองได้เร็วขึ้น ลดภาระงานอ่านซ้ำ ลดความเหนื่อยล้า และเปิดพื้นที่ให้แพทย์ใช้เวลากับเคสซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่เคสยากก็มีโอกาสได้รับความแม่นยำสูงขึ้นจากการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจทางคลินิก ปัจจุบันมี Medical AI คนไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้วหลายผลิตภัณฑ์ และ เตรียมขึ้นทะเบียนอีกจำนวนมาก

แกนที่สองคือ Digital Therapeutics หรือการจ่ายแอปช่วยจ่ายยา ใช้ซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันที่ผ่านหลักฐานเชิงคลินิกเพื่อช่วยรักษาหรือปรับพฤติกรรมแทนการพึ่งยาในบางกลุ่มโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งสมาคมฯ มองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของไทยในอนาคต แม้ประเด็นนี้ยังไม่ถูกเขียนไว้เป็นคำเฉพาะในคำแถลงนโยบายรัฐบาล แต่ก็สอดคล้องกับเจตนารมณ์เรื่องการแพทย์มุ่งเป้า การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการสร้างระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงควรถูกผลักดันให้เป็นหนึ่งในวาระถัดไปของประเทศบนฐานนโยบายที่รัฐบาลเพิ่งประกาศ

แกนที่สามคือ AI Assistant สำหรับโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นงานสรุปเวชระเบียน งานช่วยจัดการเอกสาร งานสนับสนุนการบริการ งานประสานสิทธิ์รักษา การเบิกจ่าย หรืองานธุรการที่กินเวลาบุคลากรจำนวนมาก สมาคมฯ เห็นว่าการเพิ่มผลิตภาพในโรงพยาบาลไม่ได้เกิดจากการเพิ่มคนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการลดงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงเชี่ยวชาญของมนุษย์ลงด้วย หากระบบ AI สามารถเข้ามาช่วยตรงจุดนี้ได้ บุคลากรจะกลับไปใช้เวลากับงานรักษา งานดูแลผู้ป่วย และการตัดสินใจที่มีคุณค่าทางคลินิกสูงกว่าเดิม

อีกประเด็นที่สมาคมฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ นโยบายด้านสังคมของรัฐบาลที่ระบุเรื่องการ สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุและประชากรทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้ และมีส่วนร่วมในสังคม พร้อมทั้งส่งเสริม เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยในการดำรงชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ การส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือกิจการรองรับสังคมสูงวัย ตลอดจนการส่งเสริมรายได้ การออม และการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุ

ในมุมของภาคเฮลท์เทค นี่คือสัญญาณว่าตลาดสุขภาพไทยจะไม่หยุดอยู่แค่การรักษาโรค แต่กำลังขยายไปสู่เศรษฐกิจการดูแล การฟื้นฟู การดูแลระยะยาว การเฝ้าระวังสุขภาพที่บ้าน เทคโนโลยีช่วยดำรงชีวิต และบริการเชิงป้องกันที่เหมาะกับผู้สูงวัยมากขึ้น ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาโซลูชันใหม่จำนวนมาก ตั้งแต่ remote monitoring, telehealth, เครื่องมือช่วยพึ่งพาตนเอง, ระบบติดตามผู้ป่วยเรื้อรัง, digital therapeutics, ไปจนถึง AI caregiver assistant และระบบข้อมูลที่ช่วยให้ท้องถิ่นหรือหน่วยบริการสามารถดูแลประชากรสูงวัยได้อย่างแม่นยำขึ้น

นายพงษ์ชัยระบุว่า หากจะทำให้ภาพนี้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยต้อง ทลายคอขวด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้นน้ำคือการทำให้โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลรัฐ และระบบวิจัยของประเทศสามารถร่วมมือกับสตาร์ทอัพไทยได้เร็วขึ้น มีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและจัดสรรทรัพยากรและทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกันระหว่างนักวิจัย มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และสตาร์ทอัพ มีสนามทดสอบ มีข้อมูล มี clinician adoption และมีเส้นทางกำกับดูแลที่ชัดเจน กลางน้ำคือการทำให้เทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วเข้าสู่ระบบจัดซื้อ การเบิกจ่าย หรือการใช้งานในหน่วยบริการได้ง่ายขึ้น ส่วนปลายน้ำคือการสร้างช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้เร็วขึ้น โดยอาศัยการรับรอง มาตรฐาน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสนับสนุนเชิงพาณิชย์จากภาครัฐ

เขามองว่า หากรัฐบาลต้องการให้ AI เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่อย่างที่แถลงต่อรัฐสภา การวัดผลจะต้องไม่หยุดอยู่แค่จำนวนโครงการนำร่องหรือต้นแบบ แต่ต้องดูว่ามีเทคโนโลยีไทยกี่ตัวที่ได้ใช้จริงในโรงพยาบาล จำนวนประชาชนเข้าถึงการคัดกรองได้เร็วขึ้น บุคลากรลดภาระงานได้มากน้อยเพียงใด และมีสตาร์ทอัพไทยกี่รายที่เติบโตจากตลาดภายในประเทศไปสู่ภูมิภาคและตลาดโลกได้จริง นี่คือการเปลี่ยน AI จาก ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

ในเชิงข้อเสนอ สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งรัดการขยายผล Medical AI และ HealthTech ไทย และผสานความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแล กองทุนสุขภาพ หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน และภาคผู้ประกอบการเข้าด้วยกันให้เกิดกลไกแบบ mission-driven อย่างแท้จริง เพราะคำแถลงนโยบายครั้งนี้เองก็วางแนวคิดเรื่อง Cluster และการบูรณาการภาครัฐไว้อย่างชัดเจนแล้ว

นายพงษ์ชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า นโยบายรัฐบาลรอบนี้มีศักยภาพสูงมาก หากทำให้เกิดผลเชิงระบบได้จริง ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงมีโรงพยาบาลที่ทำงานเร็วขึ้นหรือประชาชนเข้าถึงบริการดีขึ้นเท่านั้น แต่จะมีอุตสาหกรรมสุขภาพยุคใหม่ที่สร้างงาน สร้างผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างความสามารถแข่งขันให้ประเทศในระยะยาว “วันนี้รัฐบาลได้ส่งสัญญาณชัดแล้วว่าต้องการส่งเสริมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พร้อมยกระดับบริการสุขภาพและรองรับสังคมสูงวัย สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือเปลี่ยนคำแถลงนโยบายให้กลายเป็นผลลัพธ์จริงในโรงพยาบาล เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสุขภาพ ลดภาระงานบุคลากร เพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล”

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

กฎหมายตามทัน หรือสกัดดาวรุ่ง? อนาคตของ Ride-hailing ไทย ถอดบทเรียนกฎหมายเรียกรถผ่านแอปฯ สากล สู่ทางรอดอุตสาหกรรมไทย

กฎหมาย Ride-hailing ไทยส่อแววสะดุด ต้นทุนจดทะเบียนดันคนขับพาร์ทไทม์ออกจากระบบ ผู้เชี่ยวชาญแนะรัฐใช้ความยืดหยุ่นแบบสากล เซฟตลาด 5 หมื่นล้านบาท ก่อนผู้โดยสารรับกรรมค่าโดยสารแพง...

Responsive image

กสิกรไทย จับมือ StraitsX ต่อยอด Q Wallet เชื่อมการชำระเงินไทย-สิงคโปร์ คนไทยสแกนจ่าย Grab QR ได้ทันที

ธนาคารกสิกรไทยและ StraitsX ผนึกความร่วมมือ เดินหน้าต่อยอดนวัตกรรมการชำระเงินดิจิทัล สู่การใช้งานข้ามประเทศ (Outbound Tourist) เปิดทางให้คนไทยที่เดินทางไปสิงคโปร์สามารถสแกนจ่ายค่าสิ...

Responsive image

ยุคใหม่ของ SME เมื่อ AI รู้จักธุรกิจคุณดีกว่าพนักงาน

Saifa AI แพลตฟอร์ม AI อัจฉริยะทางธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) กว่า 400 ล้านรายทั่วโลกประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้...