จับตาผลการประชุมธนาคารกลางหลักหลายแห่ง และความคืบหน้าในประเด็น Brexit วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 14 – 18 ก.ย. 2563

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (7 – 11 ก.ย.) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงต่อ จากแรงขายกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังราคาปรับเพิ่มขึ้นมามากตั้งแต่ต้นปี และความกังวงต่อสถานะการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯของ Softbank เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา Softbank เข้าลงทุนในหุ้นสหรัฐฯราว 10 พันล้านดอลลลาร์ สรอ. และยังเข้าลงทุนตราสารอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นสหรัฐฯค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ดัชนีฯยังได้รับปัจจัยกดดันจากการที่บริษัท AstraZeneca ได้ประกาศเลื่อนแผนการทดลองในเฟสที่ 3 ออกไป ด้านตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก แม้ว่าที่ประชุมธนาคารกลางยุโรป มีมติคงนโยบายการเงิน และยังไม่ส่งสัญญาณออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการเพื่อชะลอการเเข็งค่าของเงินยูโร ก็ตาม ขณะที่ นักลงทุนยังระมัดระวังการซื้อขาย เนื่องจากยังกังวลต่อประเด็นความเสี่ยง No-Deal Brexit สำหรับตลาดหุ้นจีน (A-Share) ปรับลดลง หลังทางการสหรัฐฯเตรียมพิจารณาขึ้นบัญชีดำกับ SMIC บริษัทผลิตชิปรายใหญ่ของจีน โดยให้เหตุผลว่า SMIC มีความสัมพันธ์กับกองทัพจีน ด้านตลาดหุ้นไทยปิดลบเช่นกัน จากความกังวลต่อความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในไทย และแรงขายนำในหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง เนื่องจากซาอุดี อารามโค ประกาศปรับลดราคา OSP (Official Selling Price) น้ำมันดิบทุกชนิด ในเดือน ต.ค.ลง

มุมมองของเราในสัปดาห์นี้

ในสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อ แต่ยังเคลื่อนไหวผันผวน ได้รับปัจจัยสนับสนุนมาจากแนวโน้มการส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของธนาคารกลางที่ต่างๆ ในการประชุมธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Fed), ญี่ปุ่น (BoJ) และอังกฤษ (BoE) ในสัปดาห์นี้ รวมทั้ง สัญญาณความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนและยาต้านโควิด-19 หลังบริษัท AstraZeneca ประกาศกลับมาทดลองวัคซีนต้านโควิด-19 ในเฟสที่ 3 อีกครั้ง และบริษัทยังตั้งเป้าในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ให้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้ ประกอบกับ ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนและสหรัฐฯที่มีแนวโน้มออกมาดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ-จีน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ที่มีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้น ทั้งในประเด็นเรื่อง SMIC และ TikTok รวมทั้ง ความล่าช้าในการออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังรอบใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯในระยะถัดไป ตลอดจนความเสี่ยงในเรื่อง No-Deal Brexit ที่เพิ่มขึ้น จะสร้างความผันผวน และยังคงกดดันการปรับเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นโลกโดยรวม ด้านราคาน้ำมันดิบ WTI มีแนวโน้มปรับลดลง จากความกังวลการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันโลก หลังยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขาย เพื่อจับตาการประชุมของกลุ่มโอเปกพลัสในสัปดาห์นี้

เหตุการณ์สำคัญ (KEY EVENTS)

  • ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในสหรัฐฯ ยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันทยอยปรับลดลงจากจุดสูงสุดช่วงกลางเดือน ก.ค. ขณะที่ รัฐนิวยอร์กได้อนุญาตให้ร้านอาหารบางส่วนราว 25% กลับมาเปิดอีกครั้ง ด้านยุโรป ยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันของสเปน และฝรั่งเศสล่าสุดอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และรัฐบาลอังกฤษกลับมาทยอยดำเนินมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด
  • ติดตามประเด็นข้อพิพาทด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังตามที่ปธน.ทรัมป์ ยืนยันว่าจะไม่ขยายกรอบเวลาที่ระบุให้ ByteDance ขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯจากวันที่ 15 ก.ย.ออกไป ในขณะที่ ByteDance มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถปฎิบัติตามกรอบเวลาได้ เนื่องจากทางการจีนได้ปรับกฎระเบียบควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีฉบับใหม่ ซึ่งทำให้ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลจีนก่อนถึงจะส่งออกได้ และทางรัฐบาลจีนยังต้องการให้ ByteDance ปิดกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ มากกว่าจะต้องยอมถูกบังคับให้ขายกิจการ
  • ติดตามประเด็น Brexit หลังนายกฯอังกฤษยื่นคำขาดว่า พร้อมที่จะแยกตัวแบบ No-Deal Brexit ซึ่งกำหนดการณ์เดิมคือวันที่ 15 ต.ค. ขณะที่ ทางสหภาพยุโรป (EU) เตรียมดำเนินคดีกับ UK ภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ หากนายกฯอังกฤษยังไม่เลิกแผนผลักดันกฏหมาย Internal Market Bill ซึ่งถือเป็นกฏหมายที่ละเมิดข้อตกลง Brexit ทั้งนี้ ทางสภาฯ UK จะถกกันในประเด็นเกี่ยวกับกฏหมายดังกล่าว ในช่วงสัปดาห์นี้
  • ติดตามความไม่แน่นอนในการออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังรอบใหม่ของสหรัฐฯ หลังวุฒิสภาสหรัฐฯมีมติไม่ผ่านร่างงบประมาณเยียวยาผลกระทบของโควิด-19 ที่ถูกเสนอจากพรรครีพับลิกัน โดยทั้งทางพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ยังเห็นต่างกันในเรื่องมาตรการช่วยเหลือคนว่างงาน และในเรื่องวงเงินงบประมาณรวมสำหรับมาตรการเยียวยา
  • ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) (16 ก.ย.) คาดที่ประชุมฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.0%-0.25% แต่มีการให้รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 2% นอกจากนี้ รายงานแนวโน้มตัวเลขเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยในอนาคต (Dot plot) มีแนวโน้มบ่งชี้ว่า ที่ประชุมฯมีแนวโน้มคาดการณ์ GDP และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ดีขึ้น จากรายงานในเดือน มิ.ย. พร้อมทั้ง มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงปี 2023 อย่างไรก็ตาม เราคาดว่า ที่ประชุมจะยังไม่หารือเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Yield curve control) และการปรับเปลี่ยนแผนการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE) ในการประชุมครั้งนี้
  • ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) (17 ก.ย.) คาดที่ประชุมฯ มีแนวโน้มคงนโยบายการเงิน แต่ให้ติดตามถ้อยแถลงของผู้ว่าการ BoJ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มเผชิญมากขึ้น ทั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ในประเทศ และความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจและด้านการต่างประเทศ ภายใต้นายกฯคนใหม่ ซึ่งคาดว่า น่าจะเป็นนายโยชิฮิเดะ สึกะ
  • ผลการประชุมธนาคารอังกฤษ (BoE) (17 ก.ย.) คาดที่ประชุมฯ มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ไว้ 0.1% และคงวงเงิน QE ที่ 745 พันล้านยูโร ในขณะที่ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร (UK) ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 และความเสี่ยง No-Deal Brexit ที่เพิ่มขึ้น ได้ส่งผลให้ที่ประชุมฯจะลดอัตราดอกเบี้ยลงในอนาคต ทั้งนี้ ปัจจุบัน ตลาดฯ คาดที่ประชุมฯ จะลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 0% ในเดือน ก.พ.2021 และมีโอกาสมากขี้น ที่ประชุมฯจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงติดลบในปี 2021
  • ตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ การผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ, การลงทุนสินทรัพย์ถาวร การผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดค้าปลีกของจีน, รายได้เฉลี่ย ดัชนีราคาผู้บริโภค และยอดค้าปลีกของอังกฤษ, เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจ้าของ Sinovac ตัวจริงออกมาย้ำ ป้องกันป่วยรุนแรง ป้องกันเสียชีวิต

CEO "Sinovac" นายหยิน เว่ยตง ยืนยันกับ Bloomberg ว่า วัคซีน CoronaVac ช่วยป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้...

Responsive image

Dare to Dream แรงบันดาลใจเบื้องหลัง FastWork Startup มาแรง มุ่งเชื่อมสะพาน freelance และผู้ประกอบการทั่วประเทศ พร้อมผลักดันให้คนไทยฝันให้ไกลไปให้ถึง

“Dare to Dream” คือโครงการผลักดันการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับทั้งผู้ประกอบการและกลุ่ม freelance แพลตฟอร์ม fastwork เปรียบเสมือนเครื่องมือ และห้องแล็บทดลองให้คนที่ม...

Responsive image

Schneider Electric รุกตลาดเน้นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Easy Series ใช้งานง่าย ราคาเบา พร้อมจับมือร้านค้า เปิด Schneider Easy Shop นำร่อง ในคอนเซ็ปต์ ง่าย ครบ จบที่เดียว

Schneider Electric เดินเกมรุกผลิตภัณฑ์กลุ่ม Easy Series หรือที่เรียกว่า Schneider Easy ชูจุดเด่นความคุ้มค่าในราคาเบาๆ ใช้งานง่ายตามความต้องการ ติดตั้งได้รวดเร็ว หาซื้อง่าย และยังคง...