คลื่นธุรกิจดิจิทัลที่มาพร้อมกับการทำลายล้างธุรกิจเก่า หรือ Disrupt นำไปสู่การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ซึ่งหากใครไม่พร้อมปรับตัว ก็ย่อมจะถูกละความสนใจจากผู้บริโภคที่แสวงหาความต้องการแบบใหม่ๆและทันใจเสมอ เช่นเดียวกับธุรกิจโลจิสติกส์ที่เสี่ยงต่อการถูก Disruption และแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ภาพของการบริการด้านการขนส่งในอดีตแตกต่างจากปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด และมีผู้ให้บริการหน้าใหม่เข้ามาท้าชิงกับผู้ให้บริการแบบเดิมตลอดเวลา  

SCG Logistic ซึ่งให้บริการโลจิสติกส์มาตั้งแต่ปี 2540 ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนจากหน่วยงานปฏิบัติการที่ให้บริการการขนส่งสินค้าของ SCG ไปสู่การให้บริการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (Business to Business - B2B) กระทั่งขยายการบริการสู่ลูกค้าทั่วไป (Business to Consumer- B2C) โดยการพลิกรูปแบบโมเดลธุรกิจให้มีความหลากหลายของการบริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน หรือที่เรียกว่าเป็นการปรับเปลี่ยน (Change) หรือ Disruption ตัวเอง เพื่อสร้างโอกาส (Chance) แทนการปล่อยให้เกิดวิกฤติ (Crisis) 

ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดมุมมองธุรกิจโลจิสติกส์ในปัจจุบันว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เติบโตเท่ากับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไปสู่การเติบโตที่สูงกว่าจีดีพี ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของตลาด พร้อมกับภาคธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีการปรับตัวพัฒนาโมเดลการบริการใหม่ จึงทำให้ SCG Logistic เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในตลาด 

“ธุรกิจโลจิสติกส์เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสจะถูก Disruption SCG Logistic จึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง (Change for Chance) เพื่อสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ๆ เพราะเชื่อว่าในวิกฤติมักมีโอกาสเสมอ เราจึงมีทั้งธุรกิจ B2B และ B2C เป็นบริการใหม่ๆ ด้านการขนส่งอย่างครบวงจร”

ผู้นำธุรกิจโลจิสติกส์ของ SCG กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งสำคัญว่า ต้องคิดว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ เพื่อให้มีความแม่นยำและลดการผิดพลาด ขณะเดียวกันก็มุ่งส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มทักษะในการทำงาน (Up-Skill, Re-Skill) ของพนักงาน โดยพนักงานในองค์กรที่ต้องปรับเปลี่ยนหน้าที่การทำงานเมื่อมีเทคโนโลยีแทนที่ จะได้รับการพัฒนาทักษะผ่านหลักสูตรพิเศษที่เรียกว่า 70-20-10 หมายถึง การมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจากการทำงานจริง ร้อยละ 70 การทำงานโดยมีการให้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ร้อยละ 20 และการเรียนรู้ทฤษฎีในการทำงานอีกร้อยละ 10 

“การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน ทำให้ SCG มุ่งพัฒนาและเพิ่มทักษะของพนักงานด้วยการขยายและปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของพนักงาน เช่น เสริมศักยภาพทางด้านขาย (Sale) เพื่อให้สามารถช่วยเพิ่มยอดขายให้บริษัทได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่างานขายไม่ได้เหมาะกับทุกคน ฉะนั้น อีกส่วนจึงเป็นการพัฒนาพนักงานให้ทำหน้าที่ควบคุมเทคโนโลยีแทนการนั่งคีย์ข้อมูลแบบเดิม”

ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มความหลากหลายด้านการบริการ เช่น การทำโลจิสติกส์กับกลุ่มลูกค้า B2B       ที่ SCG Logistic ได้ร่วมกับ “PSA International” หนึ่งในผู้ให้บริการท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของโลกจากสิงคโปร์ เพื่อให้บริการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมถึงคลังสินค้า โดยจะมีการปรับเปลี่ยนการทำงานให้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น เพื่อสอบถามปัญหา (Pain Point) และนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและครบวงจร (Solution) 

ด้านการบริการธุรกิจ B2C เป็นการบริการด้านการขนส่งให้กับลูกค้ารายย่อย ซึ่งเป็นสินค้าขนาดเล็ก และเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูงที่มาพร้อมกับกระแสธุรกิจซื้อขายออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) แต่ก็ถือเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด (Red Ocean) ซึ่งมีทั้งผู้เล่นหน้าใหม่และหน้าเก่า รวมถึงผู้เล่นที่เตรียมเข้ามาแข่งขันในอนาคต จึงต้องมีการปรับตัวให้รองรับกับการแข่งขัน

SCG Logistic จึงได้ขยายมาให้บริการด้านธุรกิจขนส่งแบบ B2C ภายใต้ชื่อ “SCG Express” โดยได้ผนึกกำลังกับผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจขนส่งพัสดุย่อย “ยามาโตะ เอเชีย” จากญี่ปุ่น เพื่อให้บริการขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วนภายในประเทศ โดยหัวใจของการบริการอยู่ที่การขนส่งสินค้าให้ถึงมือของผู้บริโภคปลายทางอย่างรวดเร็วและตรงเวลา

การให้บริการของ SCG Express ถือเป็นบริการใหม่ของ SCG Logistic ที่ได้เข้ามาแข่งขันในตลาดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากปีแรกที่มียอดขาย 40 ล้านบาท เพิ่มเป็น 600 ล้านบาทในปี 2019 ด้วยการเชื่อมต่อการบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์ ซึ่งถือเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่กำลังเติบโตกับผู้บริโภคปลายทาง นับเป็นจุดพลิกสำคัญทำให้ SCG Express ซึ่งเป็นหน้าใหม่ในวงการอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรง 

นอกจากนี้ SCG Logistic ยังได้จับมือกับสตาร์ทอัพดาวรุ่งของไทย “MyCloud Fulfillment” เพื่อให้บริการ Fulfillment ที่ช่วยจัดการเรื่องการเก็บ การแพ็ค การส่งสินค้า รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ซึ่งนับเป็นการกระโดดจาก Red Ocean สู่ Blue Ocean ที่ช่วยสร้างการเติบโตไปพร้อมกันและผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยเกิดเป็นยูนิคอร์นตัวแรกของไทยที่มีมูลค่าของธุรกิจ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ 

“ลูกค้าที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เก่งด้านการผลิตสินค้า และการตลาด แต่งานหลังบ้านที่เป็นเรื่องปวดหัว เช่น การเก็บสินค้า การนับสต็อก การขนส่ง SCG จะเข้าไปช่วยบริการให้ตอบโจทย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดเก็บสินค้า การแพ็คสินค้า ขนส่ง วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อให้ธุรกิจ และลูกค้าเติบโตไปพร้อมกัน”

RELATED ARTICLE

Responsive image

Schneider Electric เผย Solution จัดการพลังงาน 13 อาคาร ลด Carbon ได้ 130,000 ตัน

Schneider Electric เผย Solution จัดการพลังงาน 13 อาคารในเครือ ลด Carbon ได้ 130,000 ตันภายในปีเดียว ก้าวสู่การเป็นอาคารปลอด Carbon...

Responsive image

HERE Technologies แผนที่ดิจิทัล ช่วยในการติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 แบบเรียลไทม์

ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID -19 บนแผนที่ดิจิทัลจาก HERE Technologies ได้แบบเรียลไทม์แล้ววันนี้...

Responsive image

SCB จับมือ คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี เปิดตัว 'Rama App' โฉมใหม่

ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัว Rama App รามาธิบดีแอปพลิเคชัน โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ นัดหมาย-จ่ายเงิน-รับยา-ง่ายครบ-จบในแอปเดียว...