ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทัพสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมด้วยบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และพันธมิตรใหม่ Foodland Ventures จากไต้หวัน ร่วมเปิดตัว “SPACE-F Batch 7” หรือ “SPACE-F รุ่น 7” โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสานต่อความสำเร็จในการแก้โจทย์ท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารผ่านนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ศ.ดร. ยศชนัน กล่าวถึงการผลักดัน “SPACE-F Batch 7” สู่ระดับนโยบายและการสร้างความตระหนักรู้ ว่า อว. มีเป้าหมายที่จะนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารจากสตาร์ตอัปใน Batch นี้ เข้าไปในการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทดลองชิม เพื่อสร้างความตระหนักว่า FoodTech คืออนาคตใหม่ของประเทศ และเตรียมนำผลิตภัณฑ์ไปนำเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า
ในส่วนของหัวใจคือเทคโนโลยีที่มาพร้อม "รสชาติแบบไทย" ศ.ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำว่าแม้จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพียงใด แต่ต้องรักษามาตรฐานรสชาติที่ดีของอาหารไทย (Nice taste of Thailand) โดยยกตัวอย่าง "ไข่เจียวไฮเทค" ที่เคยชิมว่ายังมีพื้นที่ให้พัฒนาให้รสชาติใกล้เคียงไข่เจียวไทยจริงๆ มากขึ้น เพื่อให้เทคโนโลยีเข้าถึงใจผู้บริโภคได้จริง
รมว.อว. กล่าวต่อว่า ขณะที่ นวัตกรรมอาหารภายใต้เศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) นั้น ในปีนี้มุ่งเน้นการใช้ Wellness Economy เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่เรื่องอาหาร แต่รวมถึง AI, ICT, และซอฟต์แวร์ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism Hub) ของโลก โดยได้รับการสนับสนุนจาก BOI ในการเชื่อมโยงโอกาสการลงทุน
ศ.ดร.ยศนัน กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในประเด็น การใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบคุณภาพ (Biodiversity & GI) จะสนับสนุนให้สตาร์ตอัปนำความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบที่เป็นสินค้า GI ของไทย มาปรับใช้ทดแทนวัตถุดิบทดแทนจากต่างประเทศ เพื่อช่วยลดต้นทุนและสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“สำหรับการ เชื่อมโยง "ผู้คิด" กับ "ผู้ทำ" (Thinker & Doer) นั้น โครงการนี้เน้นการเชื่อมโยงสตาร์ตอัปเข้ากับบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และนักลงทุน เพื่อช่วยให้สตาร์ตอัปในกลุ่ม Accelerator ก้าวไปสู่การระดมทุนระดับ Series A หรือ B และช่วยกลุ่ม Incubator ให้เรียนรู้ประสบการณ์การทำธุรกิจและการ Pitching จากรุ่นพี่ เพื่อก้าวข้ามช่วง Death Valley ของธุรกิจ รวมไปถึงประเด็นเรื่อง ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการในยุคสงคราม ในสภาวะโลกปัจจุบันที่เผชิญกับภาวะสงคราม ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และโภชนาการ (Nutrition Security) เป็นสิ่งสำคัญ โครงการนี้จึงเป็นโอกาสที่สตาร์ตอัปจะได้สร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนทั้งโลก โดยรัฐบาลจะทำงานร่วมกับ SPACE-F อย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ” รมว.อว. กล่าว
อย่างไรก็ตาม ใน “SPACE-F Batch 7” มีสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการ โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วม (Proof of Concept: POC) เพื่อให้สามารถเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า NIA มุ่งเสริมสร้างศักยภาพสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการนวัตกรรมให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตทางธุรกิจ และเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา โครงการ SPACE-F ได้ตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการบ่มเพาะและเร่งสร้างสตาร์ตอัปมากกว่า 100 ราย จาก 18 ประเทศทั่วโลก และสามารถสร้างมูลค่าการระดมทุนรวมได้สูงกว่า 5,100 ล้านบาท สำหรับโครงการ SPACE-F ปีที่ 7 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมสร้างสถิติใหม่ในระดับสากล โดยมีจำนวนผู้สมัครสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 204 ราย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 156 รายในรุ่นที่ 6 และ 148 รายในรุ่นที่ 2 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสตาร์ตอัปทั่วโลกต่อศักยภาพของโครงการ ขณะเดียวกัน โครงการยังขยายการเข้าถึงในระดับนานาชาติอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้สมัครจาก 57 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 34 ประเทศในรุ่นก่อนหน้า เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า SPACE-F เป็นแพลตฟอร์มระดับสากลที่เชื่อมโยงและขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารของโลกอย่างแท้จริง
“โครงการ SPACE-F ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารให้มีความแข็งแกร่งและครบวงจร ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้ร่วมพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์จริง (Proof of Concept: POC) ร่วมกับพันธมิตรองค์กรขนาดใหญ่ ตลอดจนโอกาสเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล เช่น การทดสอบนวัตกรรมโปรตีนที่มุ่งเน้นด้านรูปลักษณ์ ความสดใหม่ และรสชาติ ร่วมกับไทยยูเนี่ยน การพัฒนาโซลูชันด้านสุขภาพและโภชนาการยุคใหม่ร่วมกับไทยเบฟและเนสท์เล่ การใช้ห้องปฏิบัติการวิจัยเชิงลึกจากมหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนการเสริมศักยภาพด้านการระดมทุนจาก Foodland Ventures ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับ SPACE-F ปีที่ 7มุ่งยกระดับการพัฒนาสตาร์ตอัปผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Incubator Program ที่เน้นวางรากฐานธุรกิจและพัฒนาต้นแบบสู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทดสอบตลาด และ Accelerator Program ที่มุ่งเร่งการขยายธุรกิจผ่านการเชื่อมโยงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนักลงทุน โดยครอบคลุม 7 สาขาสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ 1) โภชนาการส่วนบุคคล 2) โปรตีนแห่งอนาคต3) ระบบอาหารหมุนเวียน 4) การผลิตอัจฉริยะ 5) การผลิตที่ยั่งยืน 6) ความปลอดภัยอาหาร และ 7) ประสบการณ์ผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการตลาดอย่างตรงจุด พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก”
นางสิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director - Group Innovation บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ SPACE-F บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสนับสนุนให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด ผ่านการส่งเสริมการพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมในระดับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกระบวนการ Proof of Concept (POC) เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์โปรตีนแห่งอนาคตให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและการถนอมอาหารที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่การคงคุณภาพและความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ การพัฒนารูปลักษณ์ให้มีความน่าสนใจ ไปจนถึงการวิจัยด้านประสาทสัมผัส (Sensory) เพื่อสร้างเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ โครงการ SPACE-F ยังคงยึดมั่นในแนวทางการดำเนินงานแบบ “No Equity Taken” เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปสามารถรักษาสิทธิความเป็นเจ้าของในผลงานนวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และเติบโตได้อย่างอิสระและยั่งยืนในระยะยาว
รศ. ดร.พสิษฐ์ ภควัชร์ภาณุรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร โภชนาการ เทคโนโลยีชีวภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยมหิดลจึงทำหน้าที่เป็นขุมพลังทางวิชาการและโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงห้องปฏิบัติการชั้นสูง โรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) และเครื่องมือวิจัยที่ทันสมัย พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกจากทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเปลี่ยนผ่านงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้จริง (Lab-to-Market) ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารที่ยั่งยืน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีอาหารระดับโลก การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยมหิดลในโครงการ SPACE-F ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารของประเทศอีกด้วย
อีกหนึ่งพันธมิตรที่สำคัญ คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่องเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับสตาร์ตอัป ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการ SPACE-F มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ที่ส่งเสริมศักยภาพของฟู้ดเทคสตาร์ตอัปและให้คำแนะนำทางธุรกิจและเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้สตาร์ตอัปค้นพบแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอาหารโลกได้อย่างแท้จริง
นางสาวเจนิกา คอนเด ครูซ หัวหน้าฝ่าย Business Manager – Cereal Partners Worldwide & Incubator บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า เนสท์เล่ (Nestlé) ผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ได้สร้างบทบาทสำคัญเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในโครงการ SPACE-F โดยมุ่งยกระดับสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหาร ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) และประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด “Good food, Good life” พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์โภชนาการ สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี (Nutrition, Health and Wellness) และสนับสนุนการใช้นวัตกรรมเพื่อแก้ไขความท้าทายของระบบอาหารในระดับโลก ควบคู่กันนี้ เนสท์เล่ยังผลักดันการพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืน ผ่านการเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้เรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายศูนย์วิจัยระดับโลก ในด้านเทคโนโลยีการถนอมอาหาร บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ
วิคเตอร์ เฉิน ซีอีโอ ฟู้ดแลนด์ เวนเจอร์ส กล่าวทิ้งท้ายว่า Foodland Ventures เป็นบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) และ Accelerator ชั้นนำจากไต้หวัน ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในโครงการ SPACE-F เพื่อผลักดันสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารให้สามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมุ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนวัตกรรมจากไต้หวันกับเครือข่ายอุตสาหกรรมอาหารในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีสำคัญ เช่น Restaurant Automation, Alternative Protein และ Smart Supply Chain Foodland Ventures พร้อมสนับสนุนสตาร์ตอัปผ่านการเข้าถึงตลาดและทรัพยากรในไต้หวัน การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและกลยุทธ์ธุรกิจ รวมถึงการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อทดสอบโซลูชันในสภาพแวดล้อมจริง โดยที่ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง “FoodTech Corridor” ระหว่างไทย–ไต้หวันเพื่อยกระดับศักยภาพสตาร์ตอัป และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสู่อนาคตที่ยั่งยืนในระดับสากล
โครงการ “SPACE-F ปี 7” ยังได้เปิดตัวสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ เกาหลีใต้ สเปน แคนาดา สหรัฐอเมริกา/อาร์เจนติน่า ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อังกฤษ ซาอุดิอาระเบีย ไต้หวัน และประเทศไทย ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โปรแกรมในปีนี้ โดยทั้งหมดจะมีโอกาสร่วมพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมจริงกับพันธมิตรอุตสาหกรรมชั้นนำ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดสอบในระดับอุตสาหกรรม ไปจนถึงการต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในตลาดจริง
ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นจุดเด่นสำคัญของโครงการ ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปทดลองใช้ในสภาพแวดล้อมจริง ลดข้อจำกัดในการพัฒนา และเพิ่มโอกาสในการสร้างโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด