Synology เปิดผลสำรวจความพร้อมธุรกิจไทยรับยุค AI พบ 86% เห็นความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI แต่ 64.4% ยังกังวลความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ขณะที่ 47.3% มองคุณภาพและความพร้อมใช้ของข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญ ชี้การลงทุน AI ต้องมองลึกกว่ากำลังประมวลผล พร้อมนำเสนอ PAS7700 ระบบจัดเก็บข้อมูลความเร็วสูง ActiveProtect สำหรับปกป้องและกู้คืนข้อมูล และโซลูชัน AI สำหรับการทำงานในองค์กร

การลงทุนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ของภาคธุรกิจกำลังเข้าสู่ช่วงที่องค์กรต้องพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงหรือไม่ หลังจากหลายองค์กรเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสนับสนุนการตัดสินใจ แต่เบื้องหลังการใช้ AI ยังมีอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่อาจถูกมองข้าม นั่นคือความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
เพราะแม้องค์กรจะลงทุนในหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง แต่หากระบบจัดเก็บข้อมูลและเส้นทางการส่งข้อมูลไม่สามารถรองรับปริมาณงานได้ทัน ก็อาจเกิดปัญหาคอขวด ทำให้ระบบ AI ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ และส่งผลต่อความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาว
ผลสำรวจ The Synology 2026 Southeast Asia Business AI Transformation Survey พบว่า 86% ของผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยมองว่าโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI มีความสำคัญต่อกระบวนการทำงานและการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่มีเพียง 31.3% ที่มองว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก สะท้อนว่าแม้องค์กรส่วนใหญ่จะเห็นความจำเป็นของระบบรองรับ AI แต่ระดับการให้ความสำคัญยังแตกต่างกัน

แอนโทนี่ หยาง (Antoine Yang) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด (Synology Inc.) กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจกำลังเปลี่ยนจากการเลือกเครื่องมือไปสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของโมเดล AI หรือหน่วยประมวลผลเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความพร้อมขององค์กรในการจัดเก็บ เข้าถึง ปกป้อง และนำข้อมูลมาใช้ได้ทันต่อการตัดสินใจ
“AI จะสร้างผลตอบแทนได้เมื่อข้อมูลพร้อม ระบบรองรับการทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้เร็วเมื่อเกิดเหตุ ทั้งสามเรื่องต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการนำ AI มาใช้” แอนโทนี่ กล่าว
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการนำ AI มาใช้คือความพร้อมของข้อมูล โดยผลสำรวจพบว่า 64.4% ของผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยมองความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง ตามด้วยคุณภาพและความพร้อมใช้ของข้อมูล 47.3% และต้นทุนการติดตั้งระบบ 33.7% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การลงทุน AI ไม่ได้จบเพียงการเลือกใช้โมเดลหรือเพิ่มกำลังประมวลผล แต่ต้องให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง ทั้งความเร็วในการเข้าถึง ความสามารถในการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบประมวลผล และการบริหารพื้นที่จัดเก็บให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น องค์กรจำเป็นต้องบริหารทั้งประสิทธิภาพและต้นทุนควบคู่กัน ผ่านการจัดระดับข้อมูลตามความถี่และความจำเป็นในการใช้งาน รวมถึงการลดปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บ เพื่อให้สามารถขยายระบบรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้อย่างคุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม ความพร้อมของ AI Infrastructure ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเร็วของระบบจัดเก็บข้อมูล แต่ยังครอบคลุมถึงความสามารถในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการฟื้นระบบให้กลับมาดำเนินงานได้เมื่อเกิดเหตุ
ผลสำรวจพบว่า มีเพียง 9.5% ของผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยที่มั่นใจมากว่าองค์กรพร้อมรับมือภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ 38.5% ระบุว่ายังไม่พร้อม แม้ 92% จะใช้เครื่องมือปกป้องข้อมูลแล้ว แต่มีเพียง 21.4% ที่มั่นใจอย่างมากว่าจะสามารถกู้คืนจากการโจมตีเรียกค่าไถ่ หรือแรนซัมแวร์ ได้อย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลสำรองยังปลอดภัย ขณะที่ 32.5% ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถกู้คืนข้อมูลได้เมื่อเกิดเหตุ แอนโทนี่ระบุว่า การมีระบบสำรองข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะทุกนาทีที่ระบบหยุดทำงานอาจส่งผลต่อรายได้ การให้บริการ และความเชื่อมั่นของลูกค้า องค์กรจึงต้องมีระบบสำรองข้อมูลที่แยกจากระบบหลัก ป้องกันการแก้ไขข้อมูลสำรอง และสามารถกู้คืนได้จริง อีกหนึ่งมิติสำคัญของการนำ AI มาใช้ในระดับองค์กร คือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรควบคู่กับการกำกับดูแลข้อมูล
รหัท บุญตันจีน ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด (Synology Inc.) กล่าวว่า AI มีโอกาสช่วยลดภาระงานที่ต้องทำด้วยตนเอง โดยผลสำรวจพบว่า 73% ของบุคลากรในประเทศไทยใช้เวลากับงานเอกสารมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตั้งแต่การเรียบเรียงเอกสาร สร้างงานนำเสนอ วิเคราะห์ตารางข้อมูล ไปจนถึงสรุปการประชุม
การนำ AI เข้ามาช่วยงานเหล่านี้จึงเปิดโอกาสให้บุคลากรนำเวลาไปใช้กับงานที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ AI ของพนักงานก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญ หากองค์กรไม่มีระบบควบคุมที่เหมาะสม
ผลสำรวจพบว่า 34% ขององค์กรไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ AI ของพนักงาน มีเพียง 26.1% ที่บังคับใช้มาตรการผ่านระบบทางเทคนิค ขณะที่ 47.1% ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเครื่องมือ AI ภายนอกจัดการกับข้อมูลที่ส่งเข้าไปอย่างไร
“AI ในที่ทำงานควรเริ่มจากโจทย์ที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ พร้อมคำตอบที่ชัดเจนว่าข้อมูลอยู่ที่ใด ใครเข้าถึงได้ และข้อมูลใดถูกส่งออกไป การควบคุมที่ตรวจสอบได้จะช่วยให้องค์กรขยายการใช้งานได้อย่างมั่นใจ” รหัท กล่าว
จากความท้าทายดังกล่าว ซินโนโลจี้เสนอให้องค์กรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI ใน 3 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) เพื่อให้ข้อมูลพร้อมสำหรับการประมวลผล ความสามารถในการรับมือและกู้คืนระบบ (Cyber Resilience) เพื่อลดผลกระทบเมื่อเกิดเหตุโจมตี และ การนำ AI มาใช้ในที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลข้อมูล (AI Governance) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยยังสามารถควบคุมข้อมูลสำคัญได้

ภายในงาน Synology Press Event 2026 บริษัทได้นำเสนอ PAS7700 ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ NVMe SSD รุ่นแรกของ Synology สำหรับงานสำคัญขององค์กร ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดคอขวดระหว่างระบบจัดเก็บข้อมูลกับระบบประมวลผล รองรับความต้องการเข้าถึงข้อมูลความเร็วสูงและปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบจัดเก็บข้อมูล FS Series และ RS Series รุ่นใหม่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการจัดเก็บข้อมูลทั่วไป ส่วนระบบปฏิบัติการ DSM 7.4 เพิ่มความสามารถในการจัดระดับข้อมูลและลดปริมาณพื้นที่จัดเก็บที่ต้องใช้บนฮาร์ดดิสก์ เพื่อช่วยให้องค์กรบริหารต้นทุนเมื่อข้อมูลเติบโตขึ้น
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนผลของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล คือ Ethos Media Production ซึ่งนำ PAS7700 มาใช้เป็นศูนย์กลางจัดเก็บไฟล์แบบ All-flash ความจุ 70 เทราไบต์ รองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 15 คน และสามารถลดเวลาอัปโหลดวิดีโอขนาด 100 กิกะไบต์ จากประมาณ 40 นาที เหลือเพียง 2 นาที ช่วยให้ทีมงานลดเวลารอระบบและมีเวลาสำหรับการผลิตและส่งมอบคอนเทนต์มากขึ้น
กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในกระบวนการทำงาน แม้จะไม่ใช่ผลจากการประมวลผล AI โดยตรง แต่สะท้อนบทบาทของระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีต่อความเร็วในการเข้าถึงและใช้งานข้อมูล ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI
ด้านการปกป้องข้อมูล ซินโนโลจี้นำเสนอ ActiveProtect Appliances ที่รวมการบริหารระบบสำรองข้อมูลจากศูนย์กลาง การป้องกันข้อมูลสำรองไม่ให้ถูกแก้ไข และทางเลือกในการแยกข้อมูลออกจากระบบหลักไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดย ActiveProtect Manager 2.0 ขยายการรองรับระบบเสมือน Nutanix AHV และ Proxmox VE พร้อมเพิ่มการเข้ารหัสข้อมูลและความยืดหยุ่นในการกำหนดปลายทางสำหรับการสำรองและกู้คืนข้อมูล
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างพัฒนาความสามารถในการใช้ AI ตรวจจับความผิดปกติของข้อมูลสำรอง การตรวจหามัลแวร์ก่อนกู้คืน และระบบค้นหาสำเนาข้อมูลล่าสุดที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากการนำข้อมูลที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง
ส่วนการนำ AI มาใช้ในองค์กร Synology Office Suite ช่วยปรับแก้เอกสาร สร้างเนื้อหาสำหรับงานนำเสนอ และค้นหาสูตรสำหรับตารางคำนวณบนระบบภายในองค์กร ขณะที่ Synology ChatPlus และ Meet รองรับการสื่อสาร การแปลบทสนทนา และการสรุปการประชุม
สำหรับ DSM Agent ช่วยให้ทีมไอทีสามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาระบบด้วยคำถามภาษาพูด โดยยังคงควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามที่กำหนดไว้ในระบบ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยีภายในองค์กร
แอนโทนี่กล่าวว่า “ธุรกิจไทยจะขยาย AI ได้อย่างมั่นใจ เมื่อข้อมูลพร้อมใช้ ระบบกู้คืนได้ และการกำกับดูแลทำงานได้จริง รากฐานเหล่านี้ช่วยให้องค์กรเดินหน้าตามความพร้อม พร้อมเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้”
สำหรับองค์กรที่กำลังขยายการลงทุน AI โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกโมเดลหรือเพิ่มกำลังประมวลผลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสามารถรองรับปริมาณงานได้เพียงใด ระบบสามารถกลับมาดำเนินงานได้เร็วแค่ไหนเมื่อเกิดเหตุ และองค์กรมีความสามารถในการกำกับดูแลข้อมูลที่นำไปใช้กับ AI มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุด ความคุ้มค่าของการลงทุน AI อาจไม่ได้วัดจากความสามารถของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบที่ทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ให้กับธุรกิจ
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด