
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางวันกดเรียกรถผ่านแอปฯ แล้วรอนานกว่าปกติ หรือค่าโดยสารช่วงเร่งด่วนแพงขึ้นเรื่อย ๆ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่รถติดอย่างเดียว แต่อยู่ที่จำนวนคนขับที่กำลังหายไปจากระบบ
เวทีเสวนาโต๊ะกลม ในหัวข้อ การเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิบัติตามกฎระเบียบบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชั่นในประเทศไทย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีนักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมาย ตัวแทนคนขับ และ Bolt ประเทศไทยร่วมพูดคุย ฉายภาพปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมเรียกรถผ่านแอปฯ ว่า กฎระเบียบที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับมาตรฐาน อาจกลายเป็นกำแพงที่ทำให้คนขับเข้าสู่ระบบไม่ได้ และผลกระทบจะตกอยู่กับผู้โดยสารโดยตรง
ก่อนจะพูดเรื่องปัญหา ต้องเข้าใจก่อนว่าบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ไม่ใช่ธุรกิจชายขอบอีกต่อไป งานวิจัยพบว่า 93% ของคนขับบอกว่าสถานะการเงินครอบครัวดีขึ้นหลังเข้าร่วมแพลตฟอร์ม เกือบ 1 ใน 3 มีรายได้สูงถึง 40,000 บาทต่อเดือน คาดว่าจำนวนผู้ใช้จะเกิน 16 ล้านคนภายในปี 2573 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 30,000-50,000 ล้านบาทต่อปี
ตัวเลขเหล่านี้บอกว่านี่คือระบบนิเวศที่เลี้ยงปากท้องคนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินทาง
ประเทศไทยมีความคืบหน้าในการออกกฎกำกับดูแลบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ทั้งจากกรมการขนส่งทางบก (ฝั่งคนขับและรถ) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฝั่งแพลตฟอร์ม) หลักการไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันคือ ปัญหาอยู่ที่การนำไปปฏิบัติจริง
คนขับที่อยากทำถูกกฎหมายเจออุปสรรคเป็นชั้น ๆ ทั้งความซับซ้อนของการจดทะเบียนรถ ค่าประกันภัยรถสาธารณะที่แพง ค่าธรรมเนียมลิสซิ่งและไฟแนนซ์ ข้อจำกัดในการจัดหาเอกสาร และระยะเวลาตรวจสอบที่ยาวนาน
มณฑิตา ประดิษฐผล ตัวแทนคนขับสะท้อนว่า คนขับจำนวนมากตั้งใจจะทำตามกฎ แต่ติดเรื่องต้นทุนและขั้นตอน โดยเฉพาะคนที่ขับพาร์ทไทม์หรือใช้เป็นรายได้เสริมหลังเลิกงาน ถ้ากระบวนการยังแพงและยุ่งยากขนาดนี้ คนขับบางส่วนอาจตัดสินใจออกจากระบบไปเลย ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง นั่นหมายถึงการสูญเสียรายได้ที่เลี้ยงครอบครัวได้

ประเด็นที่ผู้ร่วมเสวนาเน้นหนักคือการมองบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ในฐานะ 'ตลาดสองด้าน' (Two-sided Market) ซึ่งจำนวนคนขับส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพบริการที่ผู้โดยสารได้รับ
ถ้าบังคับใช้กฎเร็วกว่าความพร้อมของคนขับและระบบรองรับ สิ่งที่จะตามมาคือ คนขับหายจากระบบ รอรถนานขึ้น ค่าโดยสารแพงขึ้นในชั่วโมงเร่งด่วน และที่อันตรายที่สุดคือผู้โดยสารหันไปใช้บริการนอกระบบที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยหรือการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งตรงข้ามกับเจตนาของกฎระเบียบทุกประการ
ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว มองภาพกว้างกว่าแค่เรื่องเรียกรถ โดยชี้ว่าบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ทำหน้าที่เป็น 'ระบบเชื่อมต่อการเดินทาง' (Feeder System) ที่ช่วยให้ระบบขนส่งสาธารณะที่รัฐลงทุนมหาศาลถูกใช้งานได้เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่รถไฟฟ้าหรือรถเมล์ยังเข้าไม่ถึง ถ้าเรียกรถผ่านแอปฯ ทำงานไม่ได้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนส่งของรัฐก็สูญเปล่าไปส่วนหนึ่ง
ดร.สุทธิกร ย้ำด้วยว่าหัวใจของบริการนี้คือแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) รถที่เจ้าของใช้แค่บางเวลาสามารถสร้างรายได้และเพิ่มจำนวนรถในระบบช่วงเร่งด่วน ดังนั้นภาครัฐควรแยกคนขับพาร์ทไทม์ออกจากคนขับเต็มเวลา ไม่ใช่กำหนดต้นทุนและเงื่อนไขเท่ากัน
มุมมองที่กว้างที่สุดจาก ดร.สุทธิกร คือ ถ้าไทยอยากก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง กฎระเบียบต้องตามโลกให้ทัน ไม่ใช่ปล่อยให้กฎหมายเก่ากลายเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจดิจิทัลและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ดร.สลิลธร ทองมีนสุข ให้มุมมองด้านกฎหมายว่า หลายประเทศอย่างออสเตรเลีย สิงคโปร์ และอังกฤษ ไม่ได้จับเรียกรถผ่านแอปฯ ไปอยู่ในกล่องเดียวกับแท็กซี่ แต่สร้างหมวดหมู่ทางกฎหมายแยกต่างหาก ให้แพลตฟอร์มเป็นศูนย์กลางรับผิดชอบ ทั้งตรวจสอบคนขับ เก็บข้อมูลการเดินทาง และรองรับมาตรการความปลอดภัย
จุดที่น่าสนใจคือหลายประเทศใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นกว่า เช่น ให้รถติดสติกเกอร์แทนการเปลี่ยนประเภทป้ายทะเบียนทั้งหมด ซึ่งลดอุปสรรคให้คนขับได้มากโดยไม่ต้องลดมาตรฐานความปลอดภัย
สุภัทธา เนียมวณิชกุล หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Bolt ประเทศไทย กล่าวว่าอุตสาหกรรมมีความคืบหน้ามากในการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ความท้าทายที่เหลือคือทำให้กระบวนการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและปฏิบัติได้จริงสำหรับคนขับ
'คนขับจำนวนมากตั้งใจจะทำตามกฎ แต่ยังติดข้อจำกัดด้านต้นทุนและขั้นตอน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์ม บริษัทประกันภัย ลิสซิ่ง และคนขับ จึงสำคัญอย่างยิ่ง' สุภัทธากล่าว
Bolt ระบุว่าบริษัทสนับสนุนคนขับผ่านหลายช่องทาง ทั้งศูนย์บริการ One-Stop Service ที่สำนักงานขนส่ง การอำนวยความสะดวกด้านใบขับขี่สาธารณะ และความร่วมมือด้านประกันภัยและสินเชื่อ เพื่อช่วยให้คนขับจดทะเบียนรถสาธารณะได้ง่ายขึ้น

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่ถูกกฎหมายจะสำเร็จได้ต้องอาศัยสามสิ่ง คือ ลดขั้นตอนจดทะเบียนให้กระชับขึ้น พัฒนาระบบดิจิทัลรองรับคนขับทั่วประเทศ และกำหนดเวลาบังคับใช้ให้สอดคล้องกับความพร้อมจริงของคนขับและอุตสาหกรรม
ไม่มีใครในเวทีนี้บอกว่าไม่ควรมีกฎ แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่ากฎที่ดีต้องทำตามได้ ไม่ใช่กฎที่สวยบนกระดาษแต่ผลักคนออกจากระบบในความเป็นจริง ในตลาดสองด้านอย่างเรียกรถผ่านแอปฯ ทุกคนขับที่หายไปหมายถึงผู้โดยสารอีกหลายคนที่ต้องรอนานขึ้น จ่ายแพงขึ้น หรือเสี่ยงกับบริการนอกระบบ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า 'จะกำกับดูแลหรือไม่' แต่คือ 'จะกำกับดูแลยังไงให้ระบบทั้งหมดอยู่รอดไปด้วยกัน'
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด