
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) คือหน่วยงานที่ดูแลอัตราดอกเบี้ยและเสถียรภาพด้านราคาของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก การตัดสินใจแต่ละครั้งของ Fed จึงไม่ได้ส่งผลแค่ในอเมริกา แต่ส่งต่อไปถึงประเทศอื่นทั่วโลก ไม่แปลกที่ทุกคำพูดของประธาน Fed จะถูกจับตาเสมอ
บนเวทีประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ที่กรุงเทพฯ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ชวน Kevin Warsh ประธาน Fed มานั่งคุยในวงสนทนาแบบเป็นกันเอง (Fireside Chat) ซึ่งมีคนสนใจมากจนต้องเปิดห้องสำรองให้คนที่เข้าห้องหลักไม่ได้
Warsh เพิ่งรับตำแหน่งประธาน Fed คนที่ 17 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นเป็นนักวิจัยรับเชิญด้านเศรษฐศาสตร์ที่ Hoover Institution อาจารย์ที่ Stanford Graduate School of Business และหุ้นส่วนที่ Duquesne Family Office ส่วนในช่วงแรกของชีวิตการทำงาน Warsh เคยอยู่ที่ Morgan Stanley และเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดี George W. Bush ด้านตลาดทุนและการธนาคาร แต่ช่วงที่ Georgieva หยิบมาเล่าเป็นพิเศษ คือตอนที่ Warsh ได้เป็นผู้ว่าการ Fed ด้วยวัยเพียง 35 ปี ซึ่งอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และได้นั่งร่วมโต๊ะตัดสินใจในช่วงวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis)
Warsh รีบแย้งทันทีว่าช่วงนั้นไม่ใช่ช่วงโปรดของตัวเองแน่นอน และยอมรับว่าทุกครั้งที่กลับมาประชุมกับ IMF หรือกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหญ่ Group of Twenty (G20) ยังมี ‘แผลเป็นจากวันที่มืดมนที่สุดของวิกฤต’ ติดตัวอยู่ อาจระวังเกินเหตุไปบ้าง แต่ระวังเกินไปยังดีกว่าระวังน้อยเกินไป ความระมัดระวังแบบคนที่เคยผ่านวิกฤตมาแล้วนี้เอง สะท้อนออกมาในวิธีอ่านเศรษฐกิจของ Warsh ตลอดทั้งวงสนทนา
Georgieva เปิดคำถามแรกด้วยภาพเศรษฐกิจโลกที่ IMF พูดถึงตลอดสัปดาห์ คือเศรษฐกิจที่ยังยืนหยัดได้ แต่ความแข็งแรงนั้นเปราะบาง และแต่ละประเทศเริ่มเดินไปคนละทาง คำถามคือความแข็งแรงนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน และผู้กำหนดนโยบายควรตั้งหลักอย่างไรในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูงขึ้น
Warsh ตอบว่า แวดวงเศรษฐศาสตร์และนโยบายมักใช้เวลาไปกับ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือข้อมูลที่ดูเหมือนเป็นข้อมูลปัจจุบัน แต่ความจริงเป็นข้อมูลล่าช้าที่บอกสิ่งที่เกิดไปแล้ว ส่วนเรื่องที่สองคืออนาคต ซึ่งทุกคนอยากรู้ว่าปี 2027 และ 2028 จะเป็นอย่างไร แต่ไม่มีใครพยากรณ์ได้แม่นยำ สิ่งที่ Warsh พยายามทำจึงเป็นการมองออกไปนอกหน้าต่างให้ชัดที่สุดว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นจริง
ที่ Fed การมองแบบนี้เกิดขึ้นราว 8 ครั้งต่อปีในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee หรือ FOMC) ครั้งล่าสุดคือการประชุมเดือนกันยายน และตลอดราวหนึ่งเดือนหลังจากนั้น โลกก็เป็นไปตามที่ Fed ประเมินไว้ในภาพรวม ส่วนในช่วงระหว่างการประชุม โดยเฉพาะในเวทีอย่างครั้งนี้ Warsh บอกว่าตัวเอง ‘ฟังมากพอ ๆ กับพูด’ เพราะนโยบายของ Fed ส่งผลไปยังประเทศอื่น และนโยบายของประเทศอื่นก็ส่งผลย้อนกลับมาหาสหรัฐฯ เช่นกัน
สิ่งแรกที่ Warsh เห็นนอกหน้าต่าง คือภาพที่ต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง ตอนนั้นเวทีแบบนี้พูดกันถึงภาวะเศรษฐกิจซบเซายาวนาน (Secular Stagnation) แต่ตอนนี้กลับเป็นการเติบโตเชิงโครงสร้าง พร้อมคลื่นการลงทุนที่ยังไม่ได้เกิดกับทุกประเทศเท่ากัน แต่ในสหรัฐฯ นั้นเกิดขึ้นอย่างมหาศาล
Warsh ชี้ว่าแนวคิดภาวะซบเซายาวนานเคยทำให้ดูเหมือนเป็นชะตากรรมที่ผู้กำหนดนโยบายทำอะไรไม่ได้ ทว่าบทเรียนที่ได้คือ ‘นโยบายมีผลจริง’ คลื่นการลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดีควบคู่กับรากฐานเศรษฐกิจระดับจุลภาคที่แข็งแรง ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุดพูดถึง และนี่น่าจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลกในตอนนี้
ถึงอย่างนั้น ในฐานะนายธนาคารกลางที่ต้องมองให้รอบด้าน Warsh ยอมรับว่าแทบทุกวงที่ได้คุยกับนายธนาคารกลางประเทศอื่นในงานนี้ ต่างพูดตรงกันเรื่องราคาสินค้าที่พุ่งขึ้น Fed จึงประกาศชัดว่าจะรักษาเสถียรภาพด้านราคา และได้ลดการผ่อนคลายทางการเงินด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน ส่วนการประชุมที่เหลือของปีนี้ Warsh ไม่ขอตัดสินล่วงหน้า และเมื่อ Georgieva แซวว่าคนครึ่งห้องคงผิดหวัง Warsh ก็ตอบว่านี่คือ ‘บทใหม่ของ Fed’ ที่จะไม่บอกล่วงหน้าว่าการประชุมครั้งถัดไปจะออกมาอย่างไรอีกแล้ว

คลื่นการลงทุนกับแรงกดดันด้านราคา พาไปสู่คำถามถัดไปของ Georgieva ที่ผูกสองเรื่องนี้ไว้ด้วยกัน Georgieva มองว่าบางประเทศเศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูเพราะความคึกคักเรื่อง AI ขณะที่อีกหลายประเทศถูกฉุดลงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกที่คือเงินเฟ้อที่ลดลงยาก ซึ่งมีที่มาทั้งจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง และจากกระแสการลงทุนใน AI เอง คำถามคือในมุมนโยบายการเงิน ควรมองผลของ AI ทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร
Warsh ตอบว่าการมาถึงของเทคโนโลยีนี้น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในช่วงชีวิตของตัวเอง จึงต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง แต่ในฐานะนายธนาคารกลางก็ต้องมองอย่างมีสติและรับผิดชอบ โดยแบ่งผลกระทบออกเป็น 3 ด้าน
Warsh จึงสรุปจุดยืนของตัวเองว่า ‘มองโลกในแง่ดี แต่เป็นความหวังที่ถ่วงไว้ด้วยความจริงจังต่อหน้าที่’ และเชื่อว่าอีกสิบปีข้างหน้า คนจะมองย้อนกลับมาแล้วบอกว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เมื่อเป็นคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ Warsh มองว่าธนาคารกลางต้องลงทุนเพื่อเตรียมรับโจทย์นโยบายครั้งถัดไปด้วย หนึ่งในคณะทำงานภายนอก (Task Force) ที่ Warsh ตั้งขึ้นเมื่อราว 4-5 เดือนก่อน คือคณะทำงานด้านผลิตภาพและการจ้างงาน ซึ่งจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นนอกสถานที่ครั้งแรกในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ที่ย่าน Bay Area
Warsh ยอมรับว่ามั่นใจว่าตั้งคำถามถูกแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่ามีคำตอบที่ถูก จึงดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกทั้งในคณะทำงานและในวงกว้างเข้ามาช่วย และหวังว่าผลที่ได้จะกลายเป็น ‘สินค้าสาธารณะระดับโลก’ (Global Public Goods) ที่ IMF และธนาคารกลางในกลุ่ม G20 หยิบไปปรับใช้ได้ เพราะยิ่งประเทศอื่นทำได้ดี สหรัฐฯ ก็ยิ่งได้ประโยชน์
Georgieva ต่อคำถามด้วยการวางสามเหลี่ยมให้เห็นภาพ มุมแรกคือผลต่อเงินเฟ้อ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดให้เงินเฟ้อชะลอลงในอนาคต มุมที่สองคือความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน และมุมที่สามคือโอกาสด้านผลิตภาพ แล้วถามว่ามุมไหนคือเรื่องที่คณะทำงานควรให้น้ำหนักมากที่สุด
Warsh ตอบว่าหลักของการตั้งคณะทำงานคือต้องตั้งคำถามให้ แต่ก็ต้องปล่อยให้เป็นตัวของตัวเอง คณะทำงานทั้งด้านผลิตภาพและการจ้างงาน ด้านข้อมูล และด้านเงินเฟ้อ มีหน้าที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ แล้วนำมาวางบนโต๊ะ FOMC และเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อจุดประกายความคิดใหม่ ไม่อย่างนั้นนายธนาคารกลางก็จะวนอยู่กับไอเดียเดิม ๆ
ส่วนเรื่องความเสี่ยง Warsh มองว่าทุกแรงกระแทกล้วนมีความเสี่ยงสุดขั้วทั้งขาขึ้นและขาลง ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังลงทุนผ่านเงินทุนภาคเอกชนในเทคโนโลยีและบริษัทใหม่จำนวนมาก โดยเดิมพันกับโครงสร้างตลาดคนละแบบ ซึ่งการตัดสินว่าใครถูกใครผิดเป็นหน้าที่ของตลาดการเงิน ไม่ใช่ของ Fed สิ่งที่ Fed ต้องถามคือ ถ้าแต่ละฉากทัศน์เกิดขึ้นจริง จะกระทบพันธกิจด้านเสถียรภาพราคา การจ้างงานเต็มที่ และเสถียรภาพทางการเงินอย่างไร
Warsh ยอมรับด้วยว่าอาจมองเรื่องเสถียรภาพทางการเงินต่างจากคนอื่นเล็กน้อย เพราะเห็นว่าธนาคารกลางไม่ควรทำหน้าที่กันไม่ให้ผลลัพธ์เบี่ยงออกจากกรณีที่น่าจะเกิดที่สุด แต่ควรถามว่ามีความเสี่ยงขาลงแบบสุดขั้วที่พอจะทำอะไรได้หรือไม่ และต้องตั้งคำถามนี้อย่างถ่อมตน

จากคำถามเชิงนโยบาย Georgieva พาวงสนทนามาสู่ตัว Warsh เอง ด้วยการนับให้ฟังว่าวันนี้เป็นวันที่ 148 ของการทำงานในตำแหน่ง แล้วถามว่ามีข้อสรุปอะไรที่ไม่เคยมีในวันแรก
Warsh บอกว่าโชคดีที่เคยทำงานที่ Fed มาก่อนกว่า 5 ปี ในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญ ไม่อย่างนั้นคงลังเลที่จะนำไอเดียใหม่เข้าไปทดลองในองค์กรที่มีคนราว 23,000 คน คนที่เข้าองค์กรใหม่มักอยากนำมุมมองสดใหม่แบบคนนอกเข้าไป แต่ก็ต้องมีความรู้แบบคนในด้วย Warsh จึงวางตัวเองไว้ที่ ‘ขอบของความเป็นคนใน’
บทเรียนแรกคือ Fed ยังมีคนเก่งอยู่มาก ก่อนกลับมา Warsh แอบกังวลว่าตลอด 15 ปีที่จากไป คนเก่งอาจออกไปหมดแล้ว แต่กลับพบว่ายังอยู่ครบ และยังทุ่มเทกับพันธกิจ คนภายนอกอาจคิดว่าทุกคนใน Fed อ่านจากบทเดียวกัน แต่ลึกลงไปกลับมีการทดลองไอเดียใหม่และถกเถียงกันอย่างเข้มข้น โจทย์ของผู้นำจึงอยู่ที่การดึงศักยภาพเหล่านี้ออกมาใช้และจัดองค์กรใหม่ให้เกิดประโยชน์ เพราะการทำนโยบายให้ถูกต้องต้องเริ่มจากวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกต้อง
บทเรียนที่สองคือสิ่งที่ Warsh ยอมรับว่ายังทำได้ไม่ดี คนกว่า 75% ใน Fed ไม่ได้ทำงานด้านนโยบายการเงินโดยตรง แต่ดูแลงานที่สภาคองเกรสมอบหมาย เช่น การกำกับดูแลสถาบันการเงิน ระบบการชำระเงิน และงานด้านผู้บริโภคและชุมชน ช่วงที่ผ่านมา Warsh ยังทำให้คนกลุ่มนี้รู้ไม่มากพอว่าใส่ใจงานเหล่านั้นไม่น้อยกว่านโยบายการเงิน เพราะช่วงเวลานี้ดึงความสนใจไปที่นโยบายการเงินเป็นหลัก ทั้งที่ ‘ผู้นำของ Fed ต้องเป็นผู้นำของทุกส่วนใน Fed’
เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญ เพราะพลังของธนาคารกลางไม่ได้อยู่ที่ ‘เครื่องพิมพ์เงิน’ ซึ่ง Warsh แซวว่าเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ใครมีก็คงชอบ แต่อยู่ที่ความน่าเชื่อถือของสถาบัน ซึ่ง Warsh บอกว่าได้รับสืบทอดมาจากประธานรุ่นก่อน และ Fed จะทำนโยบายได้ถูกต้องก็ต่อเมื่อช่วยกันขัดเกลาความน่าเชื่อถือนั้นให้แข็งแรงขึ้น ถ้าส่วนไหนของ Fed พลาดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานกำกับดูแลหรือระบบชำระเงิน ความน่าเชื่อถือขององค์กรทั้งหมดก็เสียหายไปด้วย ในร้อยวันถัดไป Warsh จึงตั้งใจให้น้ำหนักกับงานส่วนอื่นเท่ากัน พร้อมตั้งคำถามจากหลักการพื้นฐาน แทนการทำแบบเดิมเพียงเพราะ ‘เคยทำแบบนี้มาตลอด’ ซึ่ง Warsh ย้ำว่าไม่ดีพอ
คำว่า ‘เคยทำแบบนี้มาตลอด’ พาไปสู่คำถามเรื่องอดีต Georgieva ถามว่าในฐานะประธาน Fed คนที่ 17 ได้แรงบันดาลใจอะไรจากผู้นำรุ่นก่อน และอยากให้คนจดจำอย่างไร Warsh ตอบว่าเพิ่งทำงานมา 148 วัน จึงยังไม่ได้คิดเรื่องมรดกที่จะทิ้งไว้ แต่กำลังมุ่งทำนโยบายให้ถูก และยอมรับว่าไม่ได้รับตำแหน่งในช่วงเวลาที่ง่ายที่สุด
Warsh มีโอกาสได้รู้จักหรือทำงานกับอดีตประธาน Fed 5 คนล่าสุด และเล่าย้อนว่าตอนถูกเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการ Fed ในวัย 35 ปี สมาชิกอาวุโสของคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาเห็นว่ายังดูเด็กเกินไปสำหรับงานนี้ จึงส่งไปพบ Paul Volcker ซึ่ง Warsh ขำว่าถ้าเป็นยุคนี้คงขอถ่ายเซลฟี่ หรืออาจพกสมุดไปขอลายเซ็นด้วยซ้ำ
Warsh มองว่ายุคของ Paul Volcker, Alan Greenspan และ Ben Bernanke ล้วนรับมือกับโจทย์ของยุคตัวเองได้ ทั้งที่เป็นโจทย์ที่ผู้นำรุ่นก่อนไม่เคยเจอและไม่มีอยู่ในตำราเล่มไหน ทั้งสามคนมีนิสัยต่างกันมาก แต่เหมือนกันตรงที่รักสถาบันมากพอที่จะกล้าท้าทายและปฏิรูป และต่างพบว่าในสถาบันมีคนเก่งอยู่มาก เช่นเดียวกับที่ Warsh พบในวันนี้ แม้ไม่มีใครมีผลงานสมบูรณ์แบบ แต่ก็ทำนโยบายได้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ส่วนตัว Warsh หวังว่าตลอดวาระที่เหลืออีกราว 3 ปีกว่าจะไม่ต้องเจอความท้าทายระดับนั้น ซึ่ง Georgieva รับปากว่าจะช่วยภาวนาให้
แต่ถึงจะได้แรงบันดาลใจจากรุ่นก่อน Warsh ยืนยันว่าประธานคนที่ 17 จะไม่ทำตัวเหมือนคนที่ 13, 14 หรือ 15 เพราะ ‘ไม่มีสถานะเดิมให้ย้อนกลับไป’ โลกกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าช่วงไหนในชีวิตวัยผู้ใหญ่ของ Warsh จึงต้องตื่นตัวอยู่ตลอด และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการมองออกไปนอกหน้าต่าง มากกว่าการมองย้อนหลัง
แนวคิดนี้ตรงกับธีมหลักที่ Warsh พูดไว้บนเวทีสัมมนาเศรษฐกิจ Jackson Hole ว่างานแรกของผู้กำหนดนโยบายคือการ ‘ตรวจสอบความจริงให้ถี่ถ้วน’ (Interrogate Reality) พร้อมยกแนวคิดของ George Orwell ว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการมองให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การมาประชุมเพื่อฟังมุมมองจากประเทศอื่นจึงสำคัญ และ Warsh ตั้งใจจะทำให้มากขึ้น
เมื่อถามว่าการประชุมครั้งนี้มีอะไรที่จะนำกลับไปบอกเพื่อนร่วมงาน Warsh เล่าว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแรงส่งจากคลื่นการลงทุนที่ไม่ได้มีแค่ AI แต่กำลังขยายวงกว้างขึ้น จึงช่วยให้เศรษฐกิจแข็งแรงและทนทาน ทว่าแรงส่งแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกที่ในโลก
สิ่งที่ทำให้ Warsh สะดุดใจจึงมี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือความยืดหยุ่นที่เห็นได้แทบทุกที่ในเศรษฐกิจโลก ถ้าให้พยากรณ์เมื่อ 5-6 เดือนก่อน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์และจุดร้อนทั่วโลก Warsh ไม่แน่ใจว่าจะคาดได้ว่าสมาชิก G20 จำนวนมากยังประคองเศรษฐกิจไว้ได้ดีขนาดนี้ อาจคาดได้แค่สหรัฐฯ เท่านั้น
ส่วนเรื่องที่สองคือความท้าทายร่วมกัน เพราะเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาของสหรัฐฯ ประเทศเดียว แต่ละประเทศตัดสินใจตามพันธกิจที่รัฐสภาของตัวเองมอบหมาย ทว่าผลของนโยบายก็ส่งต่อถึงกัน Warsh บอกว่าได้ยินความมุ่งมั่นจากเพื่อนร่วมวงทั่วโลกที่จะรักษาเสถียรภาพด้านราคา แม้จะใช้เครื่องมือและลำดับขั้นต่างกัน แต่ภาพรวมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาคือ ‘การคุมเข้มนโยบายการเงินพร้อมกันทั่วโลก’ ซึ่งหมายความว่าไม่มีประเทศไหนขอนั่งรถฟรี รอให้คนอื่นแบกภาระคุมเงินเฟ้อแทน และ Warsh มองว่านี่คือพัฒนาการเชิงบวก
Georgieva เห็นด้วย และมองว่าวิสัยทัศน์ร่วมกันเรื่องเสถียรภาพด้านราคาจะสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งสำคัญมากต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และนี่คือหนึ่งในสารสำคัญของการประชุมครั้งนี้
ก่อนจบ Georgieva เปิดโอกาสให้ Warsh พูดสิ่งที่ยังไม่ได้ถาม Warsh แซวว่าจะชวน Georgieva ไปถามในงานแถลงข่าวครั้งหน้า เพราะคำถามบนเวทีนี้สุภาพกว่าที่เจอในงานแถลงข่าวมาก ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกขอบคุณ ทั้งต่อเพื่อนร่วมงานและเจ้าหน้าที่ของ Fed และต่อความเปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ที่ได้สัมผัสทั้งจาก Georgieva และเพื่อนร่วมวง G20
Warsh ย้ำว่าเป้าหมายคือการทำนโยบายให้ถูกและคิดใหม่กับทุกคำถาม สิ่งที่ไม่อยากได้ยินคือ ‘เราทำแบบนี้มาตลอด’ หรือ ‘แบบจำลองบอกว่าจะเกิดสิ่งนี้ต่อจากสิ่งนั้น’ เพราะ Warsh ชอบใช้กรอบคิดมากกว่าแบบจำลองที่ทึกทักว่าทุกอย่างจะกลับสู่ค่าเฉลี่ยเดิม
Warsh ยอมรับว่าอาจมองโลกในแง่ดีจนดูไร้เดียงสา แต่เชื่อว่าอย่างน้อยสหรัฐฯ จะผ่านช่วงเวลาสำคัญนี้ไปได้และแข็งแรงกว่าเดิม มีเศรษฐกิจที่ทนทานขึ้นและนำการเติบโตของโลกได้ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่เกมที่ฝ่ายหนึ่งได้แล้วอีกฝ่ายต้องเสีย พร้อมหวังว่าไอเดียใหม่ที่ Fed กำลังพัฒนา จะเป็นสิ่งที่ประเทศอื่นหยิบไปใช้ได้ด้วย Georgieva จึงปิดวงสนทนาด้วยการแนะนำ Warsh อีกครั้งในฐานะ ‘ผู้พิทักษ์เสถียรภาพด้านราคา’
ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วที่สุด งานของประธาน Fed จึงเริ่มจากสิ่งที่ฟังดูง่ายแต่ทำยากที่สุด คือการมองให้เห็นว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นตรงหน้าจริง ๆ
อ้างอิง : IMF
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด