
ประธานาธิบดีสิงคโปร์ มองว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจโตอย่างเดียวอาจไม่พอจะสร้างงานดี ๆ ได้อีกแล้ว เขายกตัวอย่างจีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียน ที่เศรษฐกิจยังโตได้ค่อนข้างดี แต่การจ้างงานไม่ได้โตตาม สองเรื่องนี้เคยไปด้วยกัน ตอนนี้เริ่มแยกกันเดิน และถ้ารัฐบาลกับภาคธุรกิจไม่รีบปรับตัว AI อาจทำให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้นไปอีก
อีกเรื่องที่เขากังวลคือเศรษฐกิจและตลาดแรงงานแบบ 'K-shaped' ซึ่งคนบางกลุ่มได้ประโยชน์และโตต่อเนื่อง ขณะที่อีกกลุ่มถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
หลังเศรษฐกิจเจอวิกฤต คนกลุ่มหนึ่งฟื้นตัวได้และชีวิตดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่อีกกลุ่มกลับแย่ลงเรื่อย ๆ ฝั่งหนึ่งขึ้น อีกฝั่งลง เหมือนขาสองข้างของตัว K ที่แยกออกจากจุดเดียวกัน
ตัว K ไม่ได้แปลว่าบางคนฟื้นเร็ว บางคนฟื้นช้า แต่แปลว่าคนสองกลุ่มไปคนละทางเลย และยิ่งนานไป ทั้งสองกลุ่มก็ยิ่งห่างกันมากขึ้น เพราะแบบนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่เห็นในข่าวจึงหลอกตาได้ ข่าวอาจบอกว่าเศรษฐกิจโต หุ้นขึ้น ทุกอย่างกลับมาดีแล้ว แต่คนทำงานจำนวนมากยังรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเลย
คำว่า K-shaped เริ่มดังช่วงโควิด แต่ความเหลื่อมล้ำมีมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ในปี 2019 ที่อเมริกา คนที่รวยที่สุด 10% มีทรัพย์สินรวมกันราว 71% ของทั้งประเทศ ส่วนคนอีกครึ่งประเทศมีทรัพย์สินรวมกันแค่ประมาณ 2%
เรื่องนี้สำคัญกับคนทำงาน เพราะเงินเก็บเป็นเหมือนเบาะรองรับตอนล้ม คนที่มีเงินเก็บ แม้รายได้จะหายไปช่วงหนึ่งก็ยังพอประคองตัวเองไปต่อได้ ส่วนคนที่ไม่มีเงินเก็บ แค่ตกงานครั้งเดียวก็ลำบากทันที พอของแพงขึ้นก็ไม่มีเงินสำรองไว้รับมือ
โควิดจึงไม่ได้ทำร้ายทุกคนเท่ากัน คนที่ลำบากอยู่แล้วยิ่งลำบากขึ้น และช่องว่างระหว่างคนสองกลุ่มก็ยิ่งกว้างขึ้น
ช่วงโควิดทำให้เห็นความต่างของคนทำงานสองกลุ่มอย่างชัดเจน คือกลุ่มที่ทำงานหน้าคอมหรือออนไลน์ได้ ซึ่งยังมีรายได้ปกติและมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นจากการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในทางกลับกันกลุ่มพนักงานบริการ ร้านค้า และขนส่ง กลับต้องเผชิญการเลิกจ้างและถูกลดชั่วโมงงานอย่างหนัก ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การขาดรายได้ชั่วคราว แต่ได้สร้างช่องว่างความเหลื่อมล้ำระยะยาว ทั้งด้านความมั่นคงของชีวิตและโอกาสในการลืมตาอ้าปากของคนทั้งสองกลุ่ม
ช่วงวิกฤตโควิด ธุรกิจและผู้คนหันมาใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติกันเร็วขึ้น ส่งผลให้งานที่ต้องทำซ้ำๆ หรืองานที่ใช้ทักษะระดับกลางได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากคนทำงานกลุ่มนี้มักมีเงินออมน้อยอยู่แล้ว จึงเดือดร้อนเป็นสองเท่าเพราะเสี่ยงตกงานและไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน
ตลาดแรงงานจึงถูกแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน คืองานทักษะสูงที่ยังไปต่อได้ กับงานระดับกลางที่กำลังหดตัวลง นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำเตือนของประธานาธิบดีสิงคโปร์เรื่อง AI เป็นเรื่องที่ต้องจับตา เพราะหากระบบอัตโนมัติในช่วงโควิดยังบีบให้งานระดับกลางหายไปได้ขนาดนี้ เทคโนโลยี AI ที่ฉลาดและพัฒนาอย่างรวดเร็วก็มีแนวโน้มที่จะยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้กว้างขึ้นไปอีก
ขาบนคือคนทำงานในสายเทคโนโลยี อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ชิป และแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงสายการเงินที่ได้อานิสงส์จากราคาสินทรัพย์ที่พุ่งขึ้น แต่แม้ในฝั่งนี้ประโยชน์ก็ยังกระจุกอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้า
ขาล่างคือคนทำงานท่องเที่ยว โรงแรม และธุรกิจบันเทิง ซึ่งโดนหนักที่สุดและฟื้นช้า แม้ธุรกิจจะกลับมาเปิด ก็ยังเจอทั้งของแพงและลูกค้าที่ใช้จ่ายน้อยลง คนทำงานใน SME ก็อยู่ฝั่งนี้ เพราะธุรกิจเล็กหาเงินกู้ยาก เงินสำรองน้อย และต้องแข่งกับบริษัทใหญ่ที่ทั้งเงินหนาและเก่งดิจิทัลกว่า กลุ่มที่เปราะบางที่สุดคือคนเพิ่งเริ่มทำงานและคนทำงานอิสระหรือ Gig Worker รายได้ของพวกเขาขึ้นลงไม่แน่นอนและไม่มีความมั่นคง หลายคนการเงินแย่ลงยาว ๆ ไม่ได้แค่สะดุดชั่วคราว
ทั้งข้อมูลช่วงโควิดและคำเตือนของเขาชี้ไปทางเดียวกัน คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเศรษฐกิจโตไหม แต่ต้องถามว่าใครได้ประโยชน์จากการเติบโตนั้น และใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
วิกฤตหรือเทคโนโลยีใหม่ไม่ได้สร้างรอยแยกขึ้นมาเอง แค่ทำให้รอยเดิมกว้างขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองจะอยู่ขาไหนของตัว K ให้ลองถามตัวเองตั้งแต่ตอนนี้
อ้างอิง: fe.training, youtube
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด