ธนาคารโลก คือสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ให้ประเทศต่าง ๆ กู้เงินหรือให้ทุนไปสร้างถนน โรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า และโรงเรียน ทุกปีธนาคารโลกจะจัดประชุมใหญ่ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และปีนี้กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพ
หนึ่งในเวทีของงานคือ Civil Society Townhall ที่ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก มานั่งคุยกับตัวแทนภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิ องค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มที่ทำงานกับชุมชน ทั้งในห้องและออนไลน์ นี่เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ Banga จัดเวทีแบบนี้ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของธนาคารโลกขึ้นมารับคำถามด้วย
ก่อนเปิดให้ถาม Banga อธิบายว่าทำไมธนาคารโลกถึงเอาเรื่องงานมาเป็นศูนย์กลาง และเงินที่จะใช้สร้างงานจะมาจากไหน ในวันที่เงินหายากกว่าเดิม

Banga เล่าว่าเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกเขาว่า ความยากจนมี 2 ด้าน ด้านแรกคือความขาดแคลนในชีวิต ซึ่งแก้ได้ด้วยการให้ความช่วยเหลือ แต่อีกด้านคือความรู้สึกข้างใน ซึ่งเงินช่วยเหลือแก้ไม่ได้ คนต้องมีความหวัง มีโอกาส และมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้สังคม
สิ่งที่ให้ทั้งหมดนี้ได้คืองาน
Banga อธิบายว่าตอนเด็ก คนต้องการอากาศสะอาด น้ำสะอาด การรักษาพยาบาล และการเรียนรู้ทักษะ แต่เมื่อโตพร้อมทำงานแล้ว สิ่งที่เขาต้องการคืองาน เพราะงานให้ทั้งรายได้และศักดิ์ศรี
เขาชี้ว่าทุกวันนี้ แม้ในประเทศที่เศรษฐกิจดีที่สุดในโลก ก็ยังเห็นคนหนุ่มสาวออกมาเรียกร้องเพราะไม่เห็นโอกาสของตัวเอง พวกเขาไม่ได้เรียกร้องเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังพูดถึงอนาคตและชีวิตทั้งชีวิต ธนาคารโลกจึงต้องหันมาให้คนรุ่นใหม่เป็นศูนย์กลางของการทำงาน เพื่อให้พวกเขากลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอีก 30-40 ปีข้างหน้า
ปัญหาคือการสร้างงานต้องใช้เงิน และตอนนี้เงินหายากกว่าเดิม หลายประเทศมีหนี้สูงขึ้นและมีเงินในมือน้อยลง ประเทศร่ำรวยก็ตัดงบช่วยเหลือต่างประเทศ ส่วนราคาพลังงานและปุ๋ยก็แพงกว่าเมื่อ 6-8 เดือนก่อนมาก
"ถ้างานคือโจทย์ เงินทุนก็คือข้อจำกัด" Banga กล่าว
เขาอธิบายว่าการสร้างงานต้องใช้เงิน 3 กระเป๋า และแต่ละใบทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน
"รัฐบาลเป็นคนเปิดทาง วางรากฐาน และกำหนดกติกา แต่คนที่สร้างงานคือภาคเอกชน" Banga กล่าว เขาระบุว่างานราว 90% ทั่วโลกมาจากภาคเอกชน ตั้งแต่ธุรกิจรายย่อยไปจนถึงบริษัทใหญ่
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เงินทุนจากภาคประชาสังคมและผู้มีจิตศรัทธานั้นมีมูลค่ามหาศาล Banga ระบุว่า ทุกๆ 5 ดอลลาร์ของเงินช่วยเหลือที่ไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนา จะมี 1 ดอลลาร์มาจากมูลนิธิและภาคเอกชน ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.5-2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และเพียงไม่นานก่อนขึ้นเวทีนี้ เขาเพิ่งเปิดตัว Philanthropy Hub ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ของธนาคารโลกที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับกลุ่มผู้บริจาคโดยตรง
ในปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกสามารถดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้สูงถึง 1.12 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดและเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 4 ปีก่อนถึง 3 เท่า โดยเงินทุนมากกว่าครึ่งถูกจัดสรรไปยังภาคธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างงานจำนวนมาก
แต่ถ้าแยกดูว่าเงินไปไหน จะเห็นว่าไม่ได้กระจายเท่ากัน
พูดง่าย ๆ คือ เงินเอกชนชอบไปที่ที่เสี่ยงน้อย ประเทศที่จนที่สุดจึงถูกข้ามไป ทั้งที่เป็นที่ที่ต้องการงานมากที่สุด Banga ยอมรับตรง ๆ ว่านี่คือปัญหา
ทางออกที่ธนาคารโลกเปิดตัวในสัปดาห์นี้คือกลยุทธ์ใหม่สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ตั้งแต่ร้านค้ารายย่อยไปจนถึงธุรกิจขนาดกลาง Banga ให้เหตุผลว่า แม้ในประเทศที่ยากจนที่สุดหรือมีสงครามความขัดแย้ง สิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่เสมอคือธุรกิจเล็ก ๆ ปัญหาคือพวกเขากู้เงินไม่ได้ และเข้าไม่ถึงตลาด เหมือนถูกกันไว้นอกระบบ ถ้าเปิดประตูให้คนกลุ่มนี้ได้ ก็จะเกิดงานในที่ที่เงินลงทุนก้อนใหญ่ยังไปไม่ถึง
Banga อธิบายว่ากลยุทธ์สร้างงานของธนาคารโลกเริ่มจากเสาหลักแรก คือโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านวัตถุและด้านคน ด้านวัตถุคือสะพาน ถนน น้ำ ไฟฟ้า และระบบดิจิทัล ด้านคนคือสุขภาพ ทักษะ และการศึกษาที่ตรงกับงาน เพราะคนจะทำงานได้ ต้องมีสิ่งเหล่านี้ก่อน
เขายกความคืบหน้าของโครงการหลักให้เห็น
อีกประเด็นที่ Banga ให้ความสำคัญอย่างมากคือ ความเร็ว โดยเน้นย้ำว่า การพัฒนาที่ล่าช้าก็ไม่ต่างอะไรกับการไม่ได้พัฒนาเลย
ธนาคารโลกจึงยกเครื่องการทำงานครั้งใหญ่ อาทิ
หลังจบการกล่าวเปิด Banga และคณะผู้บริหารธนาคารโลกได้เปิดรับคำถามจากตัวแทนภาคประชาสังคมทั่วโลก โดยหนึ่งในคำถามที่น่าสนใจมาจาก Megan Gardner แห่ง Culture Connect ซึ่งหยิบยกคำกล่าวของ Banga เรื่องความจนทั้งทางกายและทางใจมาขยายความต่อ
เธอระบุว่า ศักดิ์ศรีของการมีงานทำรวมถึงความพร้อมทางเศรษฐกิจล้วนผูกติดกับสภาพจิตใจ ทว่าทุกวันนี้ งานดูแลสุขภาพจิตกลับตกอยู่กับองค์กรเล็ก ๆ ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เธอจึงถามว่า ธนาคารโลกจะนับว่าสุขภาพจิตเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ควรได้รับเงินทุนสนับสนุนได้หรือยัง
Anna Bjerde ตอบว่า สุขภาพจิตถือเป็นส่วนหนึ่งของงานสาธารณสุขอยู่แล้ว ซึ่งรวมอยู่ในเป้าหมายการพาประชาชน 1,500 ล้านคนเข้าถึงการรักษาใกล้บ้าน โดยเฉพาะในประเทศที่มีความขัดแย้ง ธนาคารโลกยิ่งต้องลุยงานนี้หนักขึ้น เพราะผู้คนต้องแบกรับบาดแผลทางใจ ทั้งการสูญเสียและเด็กที่ผ่านเหตุการณ์รุนแรง งานเหล่านี้ไม่ได้จบลงเมื่อสงครามสิ้นสุด แต่ต้องทำต่อเนื่องเพื่อให้ผู้คนรู้สึกว่าชีวิตกลับมาเป็นปกติได้
ด้าน Paschal Donohoe เสริมว่า นอกเหนือจากงานสุขภาพ การศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็มีส่วนช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เด็กตั้งแต่เนิ่น ๆ และยินดีพูดคุยต่อหลังจบเวทีเพื่อดูความเป็นไปได้ในการนำไปใส่ไว้ในแผนงาน
Banga ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า ไม่ว่าเงินทุนจะมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน หรือมูลนิธิ คำถามสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องตอบให้ได้เหมือนกัน ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนเงิน แต่คือ "เงินก้อนนั้นได้เข้าไปเปลี่ยนชีวิตใคร และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้จริงหรือไม่"
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด