การตลาดยุคใหม่ ต้อง Brands for Good มากกว่า Brands for Sale สรุปเนื้อหาจากงาน Sustainable Consumer Persona Workshop | Techsauce

การตลาดยุคใหม่ ต้อง Brands for Good มากกว่า Brands for Sale สรุปเนื้อหาจากงาน Sustainable Consumer Persona Workshop

Sustainable Brand หรือ SB  Community ของกลุ่มคนพลังบวกที่ต้องการพลิกโฉม ‘โลกธุรกิจ’ ให้มุ่งสู่ความยั่งยืนและสร้าง ‘คุณค่าที่มีความหมาย’ มากกว่าแค่เรื่องของ ‘การทำกำไร’ เพียงอย่างเดียว ดำเนินการมาแล้วกว่า 10 ปี ในหลายประเทศทั่วโลก ด้วยความร่วมมือของเครือข่าย SB ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย และไทย โดยในปี 2022 นี้ได้มีการจัดงาน SB 22 Asia Pacific ภายใต้แนวคิด Brands for Good #BuildBackBetter ให้ธุรกิจและสังคมร่วมเดินไปพร้อมกันอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม หลังผ่านวิกฤตโควิด-19 และครั้งนี้ได้มีการเน้นในเรื่องการตลาดเพื่อความยั่งยืน พร้อมการแนะนำเครื่องมือใหม่ในการสร้างแบรนด์และการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ ได้แก่ Brand Transformation Roadmap และ Brands for Good+ 

การตลาดยุคใหม่ ต้อง Brands for Good มากกว่า Brands for Sale สรุปเนื้อหาจากงาน Sustainable Consumer Persona Workshop

นอกจากนี้ในงานนี้ได้มีกิจกรรม Sustainable Consumer Persona Workshop  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ นับเป็นครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก กับที่จะช่วยนักการตลาดและนักสื่อสารค้นหา ทำความเข้าพฤติกรรมลูกค้า และเห็นภาพของกลุ่มผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์เพื่อความยั่งยืนได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถคิดและสร้างแผนงานการตลาดตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้า ธุรกิจ และอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม 

การตลาดในโลกใหม่ ต้องสร้าง Brands for good มากกว่า Brand for Sale

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล Director of Sustainable Brands Thailand กล่าวว่า การสร้างแบรนด์ในสมัยนี้ถือเป็นความท้าทายสำหรับผู้คิดค้นยุทธศาสตร์องค์กร เนื่องจากสินค้าในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น ดังนั้นบริษัทต่าง ๆ จึงเริ่มหันมาให้ความสนใจเรื่องการสร้างแบรนด์ โดยมุ่งเน้นไปที่องค์กรของตนเอง เมื่อใดที่ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ ผู้บริโภคก็จะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการของเรา และเทรนด์ในปัจจุบันบริษัทต่างๆได้หันมาสร้างแบรนด์โดยยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) กันมากขึ้นเช่นกัน

โดยหนึ่งในแนวทางที่องค์กรธุรกิจหลายแห่งกำลังให้ความสนใจ คือ  brands for good กล่าวคือ  ต่อไปนี้จะไม่ใช่แค่การวัดว่า แบรนด์เราทำอะไรลงไปบ้าง แต่มันต้องวัดได้เลยว่า เราทำอะไรดีๆ ให้กับโลกบ้าง เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นตัวชี้วัดแบบ brands for good คือการบอกว่า ถ้าอยากทำแบรนด์แบบยั่งยืน คุณก็ต้องมีความสามารถในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ด้วย โดย 4 ใน 5 ของผู้บริโภคหากซื้อสินค้าที่ใกล้เคียงกัน แบรนด์ไหนที่ทำด้าน ESG ได้ดีกว่าก็พร้อมไป  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคพร้อมที่จะเปลี่ยน ดังนั้นแบรนด์ต้องเปลี่ยนเป็น Brand for good มากกว่า Brand for Sale

จึงเป็นที่มาของ Thai Sustainable Consumer Persona Workshop ที่จะทำให้นักการตลาดหาคำตอบได้ว่า ลูกค้ากลุ่มที่มีความเชื่อเกี่ยวกับความยั่งยืนนี้มีจริงหรือไม่ และลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์เพื่อความยั่งยืนมีหน้าตาอย่างไร โดยออกแบบผ่าน Persona ของลูกค้าที่ได้มีการศึกษาลักษณะพฤติกรรมจาก Socio-cultural trend tracker Reportซึ่งเป็น ผลการศึกษาพฤติกรรมทัศนคติ และการให้คุณค่า รวมถึงมุมมองที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ โดยเฉพาะประเด็นด้านความยั่งยืน ทั้งในมิติของสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ได้มีการสำรวจจากกลุ่มเป้าหมายประมาณ 1,000 คน เพื่อทำความเข้าใจผู้บริโภคในมุมของความยั่งยืนให้มากขึ้น เพื่อจะถามว่ามีความพร้อมในการที่จะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ นิสัย นำพาตนเองไปสู่การเปลี่ยนสังคม ดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างความยั่งยืนหรือไม่ โดยมีพฤติกรรม 9 อย่าง ที่อยู่ใน ‘The Nine Most Impactful Behaviors’ ที่ผู้บริโภคอยากให้แบรนด์หรือธุรกิจทำอะไร เพื่อสนับสนุนให้เขามีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน 

ดังนั้นผู้ที่เข้า Workshop สามารถที่จะช่วยกันพัฒนา และสร้างภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ผ่านมุมมองของกลุ่มลูกค้าคนไทย ที่จะช่วยนำพาสังคมและแบรนด์ไปสู่ความยั่งยืนได้ดีขึ้น และ Outcome ที่ได้มาแม้จะไม่ได้เป็นภาพที่สมบูรณ์ แต่มีสินค้าจริงให้สามารถนำมาสร้างเป็นภาพได้ และสามารถสร้างความเข้าใจได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ทำให้นักการตลาดได้ทราบว่า หากจะทำการตลาดในแนวนี้ ตลาดโดยรวมมีความพร้อม และแบรนด์สามารถนำไปทำต่อได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งสามารถเจาะเซกเมนต์และนำไปปรับใช้ได้อย่างไร

นอกจากนี้ใน Workshop นี้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือ   BTR : Brand Transformation roadmap เพื่อหา 5 คุณลักษณะของแบรนด์ที่ยั่งยืน ได้แก่ 

  • Positive Social or Environmental Purpose  
  • System-Wide Brand Influence 
  • Net Positive Product & Service
  • Regenerative Operations & Supply Chain
  • Transparent & Proactive Governance

เผย Insight พฤติกรรมคนไทยกับการปรับเปลี่ยนสู่ ‘ความยั่งยืน’

ดร.ดั่งใจถวิล อนันตชัย MD & COO Intage Thailand เปิดเผยว่า  สำหรับประเทศไทยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการทำ Socio-cultural trend tracker เพื่อที่จะดูว่าพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความยั่งยืนที่ผู้บริโภคคนไทยทำมีอะไรบ้าง ซึ่งจะเป็น Framework ของ Sustainable Brand โดยได้ทำกับผู้บริโภค 1,000 ตัวอย่าง ผลสำรวจพฤติกรรมความยั่งยืนของคนไทยตาม 9 Most Impactful Behaviors แบ่งเป็น  3  กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มแรกที่ให้ความสนใจ  Address Climate Crisis จะมีพฤติกรรมเป็น Eat More Plants, Be Energy Smart, Think Durable
  • กลุ่มที่สองคือ กลุ่มที่ให้ความสนใจในเรื่องของ Foster Resilient Societies พฤติกรรมที่เป็น ได้แก่  Support Women & Girl, Expand Equity & Opportunity และ Show Up 
  • กลุ่มที่สามคือ Preserve Resources For Life พฤติกรรมที่เป็น Reduce Water & Food, Go Circular และ Chose Nature Friendly 

สำหรับคนไทยจะให้ความสำคัญกับ 2 กลุ่มแรก คือ Address Climate Crisis และ Preserve Resources For Life ค่อนข้างมาก เรียกได้ว่า 2 ใน 3 ของผู้บริโภคเลยก็ว่าได้ ซึ่งมีพฤติกรรมที่คิดก่อนซื้อมากขึ้น และซ่อมก่อนจะซื้อก็มีมากขึ้น หรือการใช้ถุงผ้าไปจับจ่ายใช้สอย ซึ่งถือได้ว่าชี้ประเด็นที่ดีให้กับแบรนด์ที่ว่า “คำว่ายั่งยืน” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ แต่ผู้บริโภคเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในส่วนของความยั่งยืนเป็นที่เรียบร้อย 

จากข้อมูลที่ปรากฏ ดังนั้นแบรนด์จะต้องดูใน 9 พฤติกรรมนี้ ว่ามีพฤติกรรมแบบใดที่แบรนด์จะช่วยผู้บริโภคได้ เพราะเมื่อผู้บริโภคทำ แต่แบรนด์ไม่ทำ ก็ไม่สามารถไปได้ไกล หรือในทางกลับกันหากแบรนด์ทำ แต่ไม่มีผู้บริโภคให้ความสนใจก็ไปได้ไม่ไกลเช่นกัน ฉะนั้นการทำ 9 พฤติกรรมของผู้บริโภคนี้จะเป็นการหาจุดที่มาเจอกันว่าสิ่งที่แบรนด์ทำได้ กับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการทำเพื่อความยั่งยืนจุดเชื่อมอยู่ตรงไหน และทั้งหมดนี้จะช่วยโลกได้อย่างไรนั่นเอง

แบรนด์ควรเคลื่อนไหวอย่างไรต่อ The Nine Most Impactful Behaviors 

คุณขนิษฐา ตั้งวรพจน์วิธาน นักวางกลยุทธ์เรื่องการสื่อสาร (IMC strategist) และผู้เชี่ยวชาญด้าน Consumer Insight กล่าวว่า สำหรับธีมงาน SB 22 Asia-Pacific ปีนี้คือ Brands for Good เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักการตลาด ในการช่วยสนับสนุนผู้บริโภคเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ผ่านพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยที่ต้องการมีไลฟ์สไตล์แบบยั่งยืนว่าเขามีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ใน 9 พฤติกรรมที่อยู่ใน ‘The Nine Most Impactful Behaviors’ และพวกเขาอยากให้แบรนด์หรือธุรกิจทำและสร้างอะไรบ้าง เพื่อสนับสนุนให้เขามีวิถีชีวิตที่ยั่งยืนได้ ดังนั้นการทำ Persona แบบใช้สินค้า สิ่งของ เสื้อผ้า ของจริงมาประกอบจะทำให้แบรนด์ต่างๆ เห็นภาพมากขึ้น 

“สิ่งที่แบรนด์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้คือ หากมีสินค้าหรือบริการ และมี Story เราควรจะนำออกมาพูดให้ชัด เพื่อที่ผู้บริโภคได้รับรู้ว่าสินค้าของแบรนด์เราตอบความต้องการของเขาหรือไม่ ทั้งนี้ในส่วนของ 9 พฤติกรรมสามารถตอบโจทย์แบรนด์ได้อย่างไรนั้น คนไทยมีนิสัยอยากทำสิ่งดีๆให้โลกและสังคมใต้ความสะดวก สบาย และง่าย ดังนั้นหากไม่มีสินค้าที่มาตอบโจทย์ตรงจุดนี้ก็ยากที่จะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใน segment นี้ เช่น ต้องการลดขยะ แต่ไม่ได้มีสิ่งที่บ่งบอกว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถลดขยะได้” 

ด้วยเหตุนี้แบรนด์จึงต้องมีการศึกษาให้ดี และดูว่าสามารถตอบสนองความต้องการในส่วนใดของผู้บริโภคได้ จึงจะถือเป็นโอกาสทางการตลาดที่ยิ่งใหญ่มาก สำหรับ Thai Sustainable Consumer Persona Workshop นี้จะช่วยหาว่าลูกค้าแนวยั่งยืนมีจริงหรือไม่ ถ้ามีอยู่จริงเขาเป็นคนแบบไหน ต้องการอะไร เพื่อที่จะสามารถยืนยันได้ว่าประเทศไทยมี Sustainable Consumer อยู่จริงๆ

คุณขนิษฐา กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากหัวใจของการสร้างแบรนด์ และการทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จ คือการรู้จักตัวตนที่แท้จริงของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นการค้นหาตัวตนของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หรือ Customer Persona จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำแบรนด์ และการตลาด และเมื่อเราต้องการมองหา ลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้บริโภคยั่งยืนว่ามีอยู่จริงหรือไม่ และพวกเขาต้องการอะไรจากแบรนด์กันแน่? ดังนั้นการทำ Persona จึงตอบโจทย์ตรงจุดนี้มากที่สุด

สำหรับ Workshop ในครั้งนี้ภายในงาน คุณสันติ อาภากาศ Co-Founder & CEO ของ Tastebud Lab ที่ได้มาเล่าถึงมุมมองของการมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนเรื่องนวัตกรรมอาหาร เพื่อสร้างความยั่งยืน ควบคู่กับการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เพื่อผลักดันอาหารแห่งอนาคต ผ่านแนวคิดการพัฒนาอาหารแห่งอนาคตยั่งยืน ภายใต้คอนเซ็ป 3ดี: ดีต่อใจ (Happiness) ดีต่อสุขภาพ (Health) ดีต่อโลก (Harmony) รวมทั้งยังได้มีการรังสรรค์เมนูอาหารจากพืชเป็นหลักเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย Bio Buddy และเชฟหนุ่ม เชฟ Curtis จาก Samuay & Son ด้วยเช่นกัน

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของกิจกรรมได้ที่: Facebook Page  Sustainable Brands Bangkok

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Apple ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 55% ตั้งเป้าสู่ Net Zero ในปี 2030

Apple เผยรายงานความก้าวหน้าด้านสิ่งแวดล้อม และประกาศปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก ประจำปี 2024...

Responsive image

โลกยิ่งร้อน คนจะยิ่งจน วิจัยเผยรายได้จะหาย 60% หากไม่รีบแก้

โลกยิ่งร้อน คนยิ่งจน การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์บนนิตยสาร Nature ชี้ผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกจะเลวร้ายขึ้นจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้รายได้เฉลี่ยทั่วโลกลดลงถึง 19% ใน...

Responsive image

อาเซียนรับกรรม ในบทบาท ‘ถังขยะโลก’ สังเวยชีวิตคนสิ่งแวดล้อม ด้วยการค้าขยะผิดกฎหมาย

ประเทศอาเซียนรับกรรม กลายเป็นถังขยะโลก จากการ ‘ค้าขยะ’ ผิดกฎหมายที่มาจากยุโรป สะท้อนกฎหมายอ่อนแอ ไร้ระบบจัดการขยะแบบยั่งยืน...