ถ่านหินยังป้อนไฟฟ้าให้จีนอยู่เกือบ 60% ขณะที่ประเทศเดียวกันนี้กุมห่วงโซ่การผลิตแผงโซลาร์ของทั้งโลกไว้ถึง 80% และยังวางแผนสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่อีกราว 150 เตาภายในปี 2035 ตัวเลขสามชุดที่ดูขัดกันเองนี้คือภาพรวมของประเทศที่เป็นทั้งผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่ที่สุดของโลก และผู้ติดตั้งพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ที่สุดในเวลาเดียวกัน
บนเวทีเสวนาหัวข้อ 'Inside China's Energy System' ในงาน Summer Davos 2026 กลุ่มผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้บริหารบริษัทพลังงานข้ามชาติ มานั่งถกกันว่าเส้นทางพลังงานของจีนกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน โจทย์ที่ทุกคนเห็นตรงกันคือจีนต้องทำสามเรื่องพร้อมกันให้ได้ นั่นคือรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูง และเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

คำถามเปิดวงที่ว่าอะไรคือความท้าทายหรือโอกาสที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจีน ได้คำตอบที่สะท้อนความตึงเครียดในระบบได้ชัดเจน ที่ปรึกษานโยบายอาวุโสฝั่งจีนสรุปสั้น ๆ ว่าพลังงานใหม่เติบโตเร็วมากจนโครงข่ายไฟฟ้าและกลไกที่มีอยู่เดิมตามไม่ทัน ความขัดแย้งระหว่างของใหม่ที่โตพรวดกับของเก่าที่ขยับช้า คือต้นตอของปัญหาแทบทั้งหมด
มุมของผู้ดูแลระบบส่งไฟฟ้าเสริมภาพให้คมขึ้นไปอีก เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบสูงขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ตามมาคือความเปราะบางและความซับซ้อนของโครงข่าย ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในอเมริกาใต้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งกระทบสังคมเป็นวงกว้างและเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบที่มีพลังงานใหม่สัดส่วนสูงต้องแลกมากับความเสี่ยง โจทย์จึงเป็นการหาสมดุลระหว่างการรับรู้ว่าเทรนด์พลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กับการเตรียมทางออกรับมือความเปราะบางของโครงข่าย เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการจ่ายไฟ พร้อมกับเดินหน้าพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นระบบไปด้วย
ฝั่งนักวิชาการด้านนโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศมองว่าหัวใจของทั้งความท้าทายและโอกาสอยู่ที่ความมั่นคงทางพลังงาน เพราะแรงกดดันด้านนี้ยังหนักหน่วง จึงทำให้จีนถอยห่างจากถ่านหินได้ยากกว่าที่ควร ทั้งที่ถ่านหินคือหัวใจของปัญหาสภาพภูมิอากาศ สองเรื่องนี้พันกันอยู่และกำลังบีบให้จีนต้องตัดสินใจในจังหวะที่ยากลำบาก
ที่น่าสนใจคือมีเพียงเสียงเดียวบนเวทีที่มองต่างออกไปในเชิงบวก ผู้บริหารบริษัทพลังงานข้ามชาติชี้ว่าภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ที่หลายคนมองเป็นแรงกดดัน จริง ๆ แล้วคือโอกาสก้อนใหญ่ เพราะในโลกที่ทุกประเทศอยากพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานให้ได้มากที่สุด การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนยิ่งสมเหตุสมผล ส่วนความท้าทายที่แท้จริงคือ 'ความเร่งด่วน' เพราะหลังสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา แรงกดดันให้ต้องเร่งมือสูงขึ้นกว่าเดิมมาก และยังมีคำถามตัวโตว่าการเติบโตของ Artificial Intelligence (AI) กับศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะดันความต้องการใช้พลังงานพุ่งไปอีกแค่ไหน

หลายคนกลัวว่าการทุ่มงบไปกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานคาร์บอนต่ำจะฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขจากฝั่งจีนกำลังบอกตรงกันข้าม ที่ปรึกษานโยบายอาวุโสเล่าว่าหลังจากตั้งเป้าหมาย Dual Carbon การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในรอบสิบปีคือการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมสีเขียวคาร์บอนต่ำ ซึ่งมาจากการที่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ คาร์บอนเป็นศูนย์ ไปจนถึงเทคโนโลยีดูดกลับคาร์บอน เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเก่าอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
คำสำคัญคำที่สองคือการลงทุน โดยประเมินว่ามีเม็ดเงินอย่างน้อย 10 ล้านล้านหยวน (RMB) ไหลเข้าสู่ด้านนี้ และเงินก้อนนี้แปลงกลับมาเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ สถิติจากห้องวิจัยด้านคาร์บอนต่ำระบุว่าในปี 2024 เศรษฐกิจสีเขียวคิดเป็นราว 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) แต่ถ้าดูเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นของ GDP เศรษฐกิจสีเขียวกินสัดส่วนถึง 20% และถ้าดูเฉพาะการลงทุนใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เศรษฐกิจสีเขียวคิดเป็นครึ่งหนึ่งหรือ 50% เลยทีเดียว พูดง่าย ๆ คือเศรษฐกิจจีนกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานสีเขียว
ประเด็นที่ตอกย้ำเรื่องนี้คือ AI ที่กินไฟมหาศาล ซึ่งกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบของจีน เพราะจีนมีพลังงานสีเขียวรองรับความต้องการมหาศาลนี้ได้ การพัฒนาสีเขียวจึงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต แต่กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุด และข้อสรุปบนเวทีก็ชัดเจนว่าจีนควรเดินหน้าให้เร็วเท่าเดิมหรือเร็วกว่าเดิม ไม่ใช่ชะลอลง

เมื่อพลังงานใหม่มีสเกลใหญ่ขึ้น คำถามคือจะทำอย่างไรให้ไฟเหล่านี้เชื่อมเข้าโครงข่ายและส่งถึงผู้ใช้ได้อย่างมั่นคง ผู้ดูแลระบบส่งไฟฟ้าให้ตัวเลขสองชุดเพื่อให้เห็นสเกลก่อน นั่นคือภายในสิ้นปี 2025 กำลังการผลิตติดตั้งของพลังงานใหม่ในจีนแตะระดับ 1.2 พันล้านกิโลวัตต์ และเฉพาะปี 2025 มีการติดตั้งเพิ่มราว 434 ล้านกิโลวัตต์ คิดเป็นราว 25% ของกำลังการผลิตพลังงานใหม่ทั้งโลก
วิธีรับมือถูกวางไว้เป็นสี่ด้าน ด้านแรกคือการวางรากฐานทางกายภาพให้แข็งแรง โดยลงทุนไปแล้ว 2.8 ล้านล้านหยวนในช่วงแผนพัฒนาห้าปีฉบับที่ 14 พร้อมสร้างระเบียงส่งไฟฟ้าจากตะวันตกไปตะวันออก ซึ่งเพิ่มความสามารถในการส่งไฟได้อีก 350 ล้านกิโลวัตต์ ทำให้ระบบรองรับการจ่ายไฟได้ถึงระดับ 500 ล้านกิโลวัตต์ทั่วประเทศ ด้านที่สองคือนวัตกรรมเทคโนโลยี ซึ่งยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นการบุกเบิกดินแดนที่ยังไม่มีใครเคยไป ทั้งเทคโนโลยีการผลิตไฟแบบใหม่และระบบควบคุมโครงข่ายที่ต้องตรวจจับและสั่งการได้แม่นยำ จึงทุ่มงบราว 4 หมื่นล้านหยวนต่อปี รวมห้าปีเป็น 2 แสนล้านหยวน เพื่อทลายคอขวดทางเทคโนโลยีเหล่านี้
ด้านที่สามคือการเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับสมดุลระบบ เพราะพลังงานใหม่มีลักษณะผลิตไม่ต่อเนื่องและผันผวน จึงต้องมีระบบบริหารการรับไฟที่ทรงพลัง ผลคือในรอบห้าปีที่ผ่านมา ความสามารถในการรองรับพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า โดยมีกำลังราว 120 ล้านกิโลวัตต์ที่สร้างขึ้นในช่วงแผนห้าปีฉบับที่ 14 ส่วนด้านที่สี่คือการดึงกลไกตลาดมาใช้เต็มที่ ด้วยการตั้งตลาดซื้อขายไฟฟ้าระดับประเทศที่ครอบคลุมทั้งตลาดทันที (Spot) และตลาดระยะกลางถึงยาว เพื่อกระจายไฟจากตะวันตกไปตะวันออก และทำให้พลังงานสะอาดเข้าสู่กลไกการซื้อขายที่สะท้อนมูลค่าความเป็นพลังงานสีเขียวได้จริง ทั้งสี่ด้านนี้คือเครื่องมือที่ทำให้จีนรักษาทั้งความมั่นคงและความสามารถในการรองรับพลังงานหมุนเวียนไปพร้อมกัน

จากมุมของคนที่ดูแลกิจการพลังงานในหลายภูมิภาคทั่วโลก ปัญหาที่จีนเจอแทบไม่ต่างจากที่อื่นเลย ผู้บริหารบริษัทพลังงานข้ามชาติชี้ว่าพลังงานหมุนเวียนมาพร้อมโจทย์เรื่องความยืดหยุ่นและการบริหารโครงข่ายเสมอ เพราะช่วงที่แดดแรงหรือลมดีที่สุดมักไม่ตรงกับช่วงที่คนใช้ไฟมากที่สุด ทางออกที่หลายประเทศกำลังพัฒนาจึงไม่ได้มีแค่เรื่องโครงข่ายที่จีนนำหน้าไปไกล แต่ยังรวมถึงการใช้แบตเตอรี่กักเก็บไฟส่วนเกินที่ผลิตได้แต่ยังป้อนเข้าโครงข่ายไม่ได้ การวางเครื่องแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Electrolyzer) ไว้ข้างแบตเตอรี่เพื่อเปลี่ยนไฟส่วนเกินเป็นไฮโดรเจน ไปจนถึงการรักษากำลังผลิตพื้นฐาน (Baseload) ที่เดิมเคยพึ่งโรงไฟฟ้าก๊าซเพราะเร่งและลดกำลังได้เร็ว แต่วันนี้จีนกำลังคิดว่าจะทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นพอจะทำหน้าที่นี้ได้ดีขึ้นอย่างไร
จุดที่ถูกย้ำคือจีนมาถูกทางตรงที่ลงทุนหนักและจัดระเบียบการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ การลงทุนในโครงข่าย หรือการคิดต่อว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินรุ่นต่อไปควรหน้าตาเป็นอย่างไร ขณะที่หลายประเทศยังไม่ได้จัดระเบียบเรื่องนี้อย่างจริงจัง บ้างก็ไม่ได้ทุ่มงบกับนวัตกรรม บ้างก็ไม่ได้ให้พลังงานเป็นวาระสำคัญ และนี่คือเหตุผลที่ภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นโอกาส เพราะประเทศที่ไม่เคยคิดแบบจีนกำลังจะถูกบีบให้ต้องคิดแบบนั้น หากอยากมีความมั่นคงด้านพลังงาน
มองย้อนกลับไปทั้งเส้นทาง นักวิชาการด้านนโยบายพลังงานเล่าว่าจุดเริ่มต้นของจีนเริ่มจากความมั่นคงทางพลังงานล้วน ๆ เพราะจีนรู้ดีว่าตัวเองมีน้ำมันและก๊าซในเชิงพาณิชย์จำกัด และไม่อยากพึ่งพาการนำเข้ามากเกินไป จากนั้นจีนคือประเทศแรก ๆ ที่มองเห็นว่าพลังงานสะอาดคือโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ภาระที่มาแย่งพื้นที่เศรษฐกิจฟอสซิลแบบเดิม ถึงขั้นประกาศให้พลังงานสะอาดเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เกิดใหม่ตั้งแต่ปี 2010 ลำดับถัดมาจึงเป็นแรงผลักด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลพิษทางอากาศในเมืองที่รุนแรงในช่วงเวลาเดียวกัน ก่อนจะตามมาด้วยความรับผิดชอบต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศที่ไม่เคยถูกตั้งคำถามในบริบทจีน
ผลของยุทธศาสตร์แบบบูรณาการนี้คือวันนี้จีนมีความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่าที่ควรจะเป็นถ้าไม่ได้ลงมือทำทั้งหมดนั้น และหลายประเทศก็เริ่มมองว่าสูตรพลังงานหมุนเวียนบวกระบบกักเก็บบวกโครงข่ายที่แข็งแรง สร้างทั้งความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจและโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้จริง แต่โจทย์ที่ยากของประเทศอื่นคือจะรับมือกับจีนที่ครองตลาดเบ็ดเสร็จขนาดนี้อย่างไร และคำถามที่ค้างคาคือยังมีที่ว่างให้บราซิล อินโดนีเซีย หรือแม้แต่สหรัฐฯ ก้าวขึ้นมาเป็น 'ผู้ผลิต' ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคเทคโนโลยีจีน หรือไม่

คำว่าความร่วมมืออาจถูกพูดถึงจนเฝือ แต่ผู้บริหารบริษัทพลังงานข้ามชาติยอมรับว่ามันสมเหตุสมผลจริงในโลกที่เชื่อมโยงกัน เพราะความมั่นคงด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือปัญหาร่วมที่ต้องช่วยกันแก้ ประเด็นคือหลายประเทศที่ไม่ได้ลงแรงแบบจีน ต่อให้อยากลงทุนก็คงไม่มานั่งคิดค้นวิธีผลิตแผงโซลาร์ใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะทุกคนรู้ว่าจีนทำได้ดีที่สุดแล้ว โจทย์ที่แท้จริงจึงเป็นการหาทางร่วมมือเพื่อผลักดันความเป็นอิสระด้านพลังงานของตัวเอง โดยไม่กลายเป็นว่าเปลี่ยนจากการพึ่งพาผู้ค้าน้ำมัน ไปพึ่งพาผู้ผลิตเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนแทน และต้องสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ประเทศตัวเองไปด้วย
ภาพที่ถูกหยิบมาเทียบคือการลงทุนของชาติตะวันตกในจีนช่วงยุค 80 ที่บริษัทอย่าง Apple เข้ามาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริษัทจีนก็เรียนรู้ ต่อยอด จนแข็งแกร่งขึ้นมา โมเดลแบบนี้ในทิศทางกลับกันอาจเป็นไปได้ เพราะดีมานด์ใหญ่มากจนแม้จะแบ่งสัดส่วนเล็ก ๆ ไปตั้งฐานผลิตร่วมกับบริษัทท้องถิ่นในประเทศอื่น ส่วนที่เหลือก็ยังรองรับด้วยการส่งออกจากจีนได้สบาย
ฝั่งที่ปรึกษานโยบายอาวุโสตอบรับว่าหลายประเทศต้องการร่วมมือกับจีนอย่างเร่งด่วน และเส้นทางของจีนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือเน้นนวัตกรรม การลงทุน และการเปลี่ยนผ่าน แต่ย้ำว่าพลังงานหมุนเวียนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก ๆ อนาคตจึงเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ 'ต้องมีกรอบความคิดแบบร่วมมือกัน ไม่ใช่กีดกันทางการค้า' พร้อมอธิบายว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์มีจุดเด่นห้าข้อ คือมีอย่างเหลือเฟือ มีเสถียรภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะดวก และคุ้มค่า ต้นทุนที่เคยสูงลดลงอย่างรวดเร็วจากนวัตกรรม ถึงขั้นที่บริษัทจีนรายหนึ่งผลิตไฟในซาอุดีอาระเบียได้ในต้นทุนเพียง 1 เซนต์สหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)
ส่วนปัญหาเสถียรภาพที่มักถูกยกมาว่าพลังงานหมุนเวียนไม่มั่นคงนั้น ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงเล็กน้อยที่จัดการได้ ด้วยการประสานรากฐานทางกายภาพเข้ากับกลไกตลาด ทั้งระบบกักเก็บพลังงานแบบเคมีที่ต้นทุนกำลังร่วงเร็ว และศักยภาพฝั่งผู้ใช้ไฟ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าถ้าจัดประชุมตอนหนึ่งทุ่มแล้วค่าไฟถูกกว่า ก็ย่อมคุ้มกว่าการเริ่มตอนห้าโมงครึ่ง การเลื่อนช่วงเวลาใช้ไฟจึงเป็นอีกทางออก
อีกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือการผลิตไฟแบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation) จากเดิมที่มีโรงไฟฟ้าใหญ่แห่งเดียว วันนี้หลังคาบ้านแต่ละหลังกลายเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตไฟ มีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นแหล่งกักเก็บ เมื่อในเมืองเล็กหรือหมู่บ้านหนึ่งมีผู้ผลิตไฟหลักร้อยหลักพันราย คำถามคือจะบริหารสมดุลอุปสงค์อุปทานในสภาพที่ซับซ้อนแบบนี้อย่างไร คำตอบคือต้องออกแบบโครงข่ายใหม่ให้เป็นแบบล่างขึ้นบน (Bottom-up) แทนระบบบนลงล่าง (Top-down) แบบเดิม และนวัตกรรมที่สำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีคือนวัตกรรมเชิงโมเดลธุรกิจ อย่างการเปิดตลาดซื้อขายคุณค่าความเป็นพลังงานสีเขียว (Green Attribute) ที่ทำให้ไฟสีเขียวมีมูลค่าต่างจากไฟจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างชัดเจน
ผู้ดูแลระบบส่งไฟฟ้าเห็นพ้องว่าพลังงานใหม่ยังอยู่ช่วงเริ่มต้น มีปัญหาให้แก้อีกมาก จึงเปิดกว้างต่อความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อทำให้ก้อนเค้กใหญ่ขึ้น ทั้งพื้นที่การพัฒนาที่ยังเหลือเยอะ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีตั้งแต่เซลล์แสงอาทิตย์แบบ Photovoltaic (PV) ทั้งซิลิคอนเดี่ยวและหลายชั้น ไปจนถึงกังหันลมนอกชายฝั่งขนาด 50 เมกะวัตต์ที่พัฒนากันเร็วมาก เมื่อร่วมมือกันบนเทคโนโลยี ก็จะเกิดการพัฒนาร่วมและสร้างอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่ใหญ่ขึ้นสำหรับทุกประเทศ
แต่ฝั่งนักวิชาการมองต่างในรายละเอียด โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีในระดับรัฐต่อรัฐน่าจะมีจำกัด เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่พอจะเกิดขึ้นได้คือการแข่งขันที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้โลกได้เห็นการสาธิตการผสมผสานเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบ จนเรียนรู้ร่วมกันได้ในระดับโลก แต่ความเสี่ยงคือวันนี้จีนเกือบจะผูกขาดเทคโนโลยีพลังงานสะอาดหลายชนิด และหลายประเทศคงไม่ยอมให้สถานะแบบนั้นคงอยู่ จึงอาจเข้าสู่ยุคของการตั้งกำแพงภาษี การกีดกันการค้า และการบังคับใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันความร่วมมือก็ยังเป็นไปได้ในหลายเรื่อง ทั้งประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) การช่วยพัฒนาระบบพลังงานในประเทศกำลังพัฒนา และการทำงานผ่านองค์กรอย่างทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA) ไปจนถึงการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์
ในระดับปฏิบัติของภาคบริษัท ผู้บริหารบริษัทพลังงานข้ามชาติบอกว่ามีพื้นที่ให้พัฒนาและร่วมลงทุนเยอะ แต่ทุกอย่างขึ้นกับว่าบริษัทตั้งอยู่ที่ไหน เพราะประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ลงมาถึงตัวบริษัทเต็ม ๆ ต่อให้คุ้มค่าทั้งเชิงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ บริษัทก็ยังต้องดูข้อจำกัดที่รัฐบาลแต่ละประเทศตั้งไว้ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือเมื่อสร้างโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ จะนำเข้าแผงโซลาร์จากจีนไม่ได้ แต่บางประเทศกลับทำได้ การลงทุนให้ครอบคลุมพอจะได้ประโยชน์จากนวัตกรรม ภายใต้กติกาการเมืองที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่ จึงเป็นโจทย์ที่ต้องบริหารตลอดเวลา
ภาพอนาคตที่เริ่มมีคนลงมือทำคือการเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ด้วยสายเคเบิลไฟฟ้า เพื่อผลิตพลังงานหมุนเวียนในประเทศหนึ่งแล้วส่งไปอีกประเทศ ประเทศที่แดดยังแรงในช่วงที่อีกโซนเวลาหนึ่งใช้ไฟพีค ก็ส่งไฟส่วนเกินออกไปได้ และเก็บไฟไว้ใช้เองเมื่อความต้องการในประเทศสูงขึ้น แม้วันนี้จะฟังดูไกลตัว แต่ก็มีโครงการที่เริ่มคิดกันแล้วทั้งในเอเชียและระหว่างยุโรปกับเมดิเตอร์เรเนียน สอดคล้องกับมุมของผู้ดูแลระบบส่งไฟฟ้าที่ชี้ว่าทรัพยากรพลังงานใหม่กระจายตัวไม่เท่ากัน อย่างในจีนแหล่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ผู้ใช้อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ จึงต้องใช้ระบบส่งไฟแรงดันสูงพิเศษ (Ultra-High Voltage หรือ UHV) ลากไฟข้ามระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร และวิธีเดียวกันนี้ก็นำไปใช้เชื่อมโครงข่ายระหว่างประเทศ เพื่อแบ่งปันพลังงานใหม่ในวงที่กว้างขึ้นได้

เสียงจากผู้แทนภาครัฐด้านพลังงานของจีนช่วยเติมภาพความสำเร็จให้ครบ ทั้งระดับการพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานที่ราว 80% การมีระบบพลังงานหมุนเวียนใหญ่ที่สุดในโลก โดยปี 2025 มีกำลังการผลิตลมบวกแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นราว 430 ล้านกิโลวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของกำลังการผลิตใหม่ทั้งโลก จนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ไฟจากพลังงานหมุนเวียนแซงหน้าโรงไฟฟ้าพลังความร้อน สัดส่วนการบริโภคพลังงานหมุนเวียนทะลุ 40% และจีนยังเป็นอันดับหนึ่งด้านระบบกักเก็บพลังงาน พร้อมส่งออกอุปกรณ์โซลาร์ราว 80% และอุปกรณ์พลังงานลมราว 70% ให้กว่า 100 ประเทศ โดยมีแนวทางความมั่นคงสี่ด้าน ตั้งแต่การค้ำฝั่งอุปทานและลดสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังความร้อน การเปลี่ยนผ่านสีเขียวที่ประสานนิวเคลียร์ ลม แสงอาทิตย์ และพลังน้ำเข้าด้วยกัน การส่งเสริมการบริโภคพลังงานสะอาดผ่านอาคาร การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านโครงการ Belt and Road Initiative (BRI)
แต่คำถามที่แหลมที่สุดมาจากผู้ร่วมงานรายหนึ่ง ที่ถามว่าในเมื่อจีนมีนวัตกรรม มีการลงทุน และมีดีมานด์มหาศาลจาก AI แล้วทำไมการแข่งขันด้านราคาในตลาดแบตเตอรี่ยังดุเดือดถึงขั้นเป็นสงครามราคาที่เลือดสาด และจะหลุดออกจากวงจรนี้ได้อย่างไร
ที่ปรึกษานโยบายอาวุโสยอมรับว่านี่คือคำถามที่ถามตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน และมองว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ปัญหาอุปทานล้นตลาด เพราะวันนี้ลมและแสงอาทิตย์เพิ่งคิดเป็นราว 20% ของภาคการผลิตไฟฟ้า อนาคตน่าจะไปถึง 60% หรือมากกว่านั้น และถ้าดูในระดับพลังงานปฐมภูมิยังอยู่แค่ 6 ถึง 7% เท่านั้น ศักยภาพจึงมหาศาล ปัญหาที่แท้จริงคือดีมานด์จำนวนมากยังไม่ถูกปลดล็อก การชวนให้คนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นต่างหากที่เป็นโจทย์
อีกประเด็นคืออุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ผูกขาด ไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดสงครามราคาที่ทุกคนกดราคาแข่งกันจนทำกำไรยาก ที่น่าสนใจกว่านั้นคือการชี้ว่าการพัฒนาเทคโนโลยี 'เร็วเกินไป' จนบางบริษัทไม่กล้าลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เพราะรู้ว่าปีหน้าจะมีรุ่นถัดไปออกมาอีก เมื่อบวกกับการกีดกันในระดับท้องถิ่นและบริษัทซอมบี้ที่ยังลอยตัวอยู่ในตลาด ภาพรวมจึงค่อนข้างวุ่นวาย และเมื่อบริษัทจีนจำนวนมากแห่ออกไปขยายตลาดต่างประเทศ ก็ตามมาด้วยเสียงบ่นจากประชาคมโลก ข้อเสนอที่ทิ้งท้ายไว้อย่างตรงไปตรงมาคือสักวันอยากเห็นการจัดระเบียบตลาดให้มีความเป็นระบบมากขึ้น แต่ต้องไม่ใช่การผูกขาดที่ปิดกั้นการแข่งขันจริง ๆ
บทสรุปของวงเสวนาตรงกันว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย และการที่จีนจะไปถึงเป้าหมายได้ต้องอาศัยความก้าวหน้าและนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งทั้งในเชิงนโยบาย เทคโนโลยี และตลาด แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นความร่วมมือจากทั่วโลก
ที่มา: การเสวนาหัวข้อ 'Inside China's Energy System' ในงาน Summer Davos 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด