ช่องแคบฮอร์มุซปิดไม่กี่สัปดาห์ แต่เขย่าแผนที่พลังงานทั้งโลก! 5 ผู้นำถอดบทเรียนเส้นทางพลังงานใหม่บนเวที Summer Davos 2026

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐมนตรีพลังงาน 57 ประเทศ พร้อมผู้บริหารบริษัทน้ำมัน ก๊าซ และพลังงานหมุนเวียนอีกจำนวนหนึ่ง นั่งประชุมแบบปิดห้องอยู่ที่กรุงปารีส ในการประชุมระดับรัฐมนตรีของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA) แต่ไม่มีใครในห้องนั้นหยิบความเป็นไปได้ที่ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดขึ้นมาพูดเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงและสั่นสะเทือนทั้งระบบพลังงานโลก

เรื่องนี้มาจากปากของ John Defterios กรรมการบอร์ดขององค์กร Sustainable Energy for All (SEforALL) หน่วยงานภายใต้สหประชาชาติที่ทำงานเรื่องการเข้าถึงพลังงานในแอฟริกาและขยายมาถึงอาเซียน คุณ John รับบทผู้ดำเนินรายการเซสชัน 'Energy Corridors, Reshuffled' หรือ 'จัดระเบียบเส้นทางพลังงานใหม่' บนเวที Annual Meeting of the New Champions (AMNC) ปี 2026 หรือที่หลายคนเรียกว่า Summer Davos ซึ่งจัดที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 23 ถึง 25 มิถุนายน 2026

คุณ John เปิดวงด้วยวลีของ Winston Churchill ที่ว่า 'อย่าปล่อยให้วิกฤตดี ๆ สักครั้งต้องสูญเปล่า' แล้วชวนทุกคนกลับมาดูตัวเลขจริง ปี 2025 โลกลงเงินไปกับพลังงานรวม 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และในจำนวนนั้นมากถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่พลังงานสะอาดหรือพลังงานคาร์บอนต่ำ คำถามที่ค้างคาจึงเป็นว่า เมื่อเจอวิกฤตอย่างช่องแคบฮอร์มุซ โลกควรทุ่มน้ำหนักไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานให้มากขึ้นหรือไม่ และถ้าใช่ หน้าตาของมันจะเป็นอย่างไร โจทย์ของวงเสวนาถูกตั้งไว้ชัดเจน คือชี้จุดคอขวดที่วิกฤตที่สุด มองหาเส้นทางพลังงานสายใหม่ ดึงทรัพยากรในตลาดเกิดใหม่ออกมาใช้ผ่านความร่วมมือ และที่มักถูกลืมคือโมเดลทางเศรษฐกิจและการเงินที่จะทำให้โครงการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

ผู้ร่วมวงครั้งนี้มาจากคนละมุมโลกและคนละบทบาทอย่างตั้งใจ ได้แก่ Liu Xiaoming ผู้ว่าการมณฑลไหหลำของจีน, Leila Benali รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการพัฒนาที่ยั่งยืนของโมร็อกโก, Li Bo รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) และ Bajabulile Tshabalala (ที่เพื่อนร่วมวงเรียกสั้น ๆ ว่า Swazi) กรรมการบอร์ดของ Eskom Holdings รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าแห่งแอฟริกาใต้ ซึ่งเคยนั่งตำแหน่งบริหารระดับสูงที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแอฟริกา (African Development Bank)

คอขวดพลังงานของโลกวันนี้ ไม่ได้มีแค่ช่องแคบ

คุณ John ไล่รายชื่อจุดคอขวดทางกายภาพที่ควรอยู่ในเรดาร์ตอนนี้ ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบไต้หวัน ช่องแคบบับเอลมันเดบกับทะเลแดง ช่องแคบมะละกา ช่องแคบโมซัมบิกที่มักไม่ค่อยมีใครพูดถึง ไปจนถึงคลองปานามาที่ถูกดึงเข้าสู่เกมการเมืองระหว่างสหรัฐกับจีน แม้จะไม่ใช่ในมิติพลังงานโดยตรงก็ตาม

คุณ Leila มองว่าเส้นทางพลังงานกำลังถูกบีบให้คิดใหม่จริง ๆ โดยยกคำของรัฐมนตรีพลังงานยูเครนที่เคยพูดในวง IEA ว่ายุโรปต้องการเส้นทางแนวนอนน้อยลงและต้องการเส้นทางแนวตั้งมากขึ้น คุณ Leila ย้อนความไปถึงช่วงต้นที่เพิ่งรับตำแหน่ง ตอนที่แอลจีเรียตัดก๊าซส่งยุโรปเมื่อเดือนตุลาคม 2021 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ทุกคนไปรวมตัวกันที่เวที COP (Conference of the Parties) ที่เมืองกลาสโกว์ เพื่อสาบานว่าจะไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ ทั้งที่ในเช้าวันนั้นโมร็อกโกเองไม่มีก๊าซในระบบ และไม่มีใครอยากลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซเลย เหตุการณ์นี้เกิดก่อนสงครามรัสเซีย ยูเครน เพียงสี่เดือน

ประสบการณ์ชุดนี้ทำให้คุณ Leila บอกว่ารู้สึกโชคดีที่ได้เป็นรัฐมนตรีพลังงานของราชอาณาจักรที่ตัดสินใจกล้า ๆ มาตั้งแต่ปี 2009 ด้วยการวางยุทธศาสตร์พลังงานบนฐานของพลังงานหมุนเวียนและการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ตามด้วยการตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้งในปี 2016 ที่ริเริ่มโครงการ African Atlantic Initiative ร่วมกับไนจีเรีย เพื่อเชื่อม 13 ประเทศแอฟริกาให้กลายเป็นเส้นทางพลังงานสายใหม่ ซึ่งภายหลังพัฒนาเป็นแผนท่อส่งก๊าซความยาวกว่า 5,600 กิโลเมตรมูลค่าราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (African Business) เป็นรูปธรรมของแนวคิดเส้นทางแนวนอนกับแนวตั้งที่โลกอยากเห็น

ประเด็นที่คุณ Leila ฝากไว้คือ จุดคอขวดทางกายภาพหลายแห่งถูกสร้างและถูกลงเงินโดยประชาคมการเงินระหว่างประเทศ บนสมมติฐานที่ถูกต้องว่าการรวมการขนส่งไว้ในเส้นทางเดียวจะเกิดการประหยัดต่อขนาดและกดต้นทุนการขนส่งพลังงานให้ถูกลง แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่า 'เมื่อใดที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนค่าประกันของการขนส่งพลังงานจะพุ่งสูงและผันผวนอย่างรุนแรง' คุณ Leila จึงสรุปว่าการจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทางเลือกที่ต่างออกไปได้ ต้องมีสองวัตถุดิบหลัก หนึ่งคือเสถียรภาพเชิงนโยบายที่เดินหน้าต่อเนื่องไม่ว่าการเมืองหรือการเงินจะผันผวนแค่ไหน และสองคือการดึงภาคการเงินให้เข้ามากล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงานข้ามทวีป

โมร็อกโกเดินตามแนวทางนี้จนกลายเป็นประเทศแอฟริกาประเทศเดียวที่เชื่อมต่อกับยุโรปทั้งระบบไฟฟ้าและระบบก๊าซ มีสายส่งเชื่อมกับสเปนแล้วสองเส้นแบบสองทิศทาง ซึ่งคุณ Leila ย้ำว่าสำคัญมากในแง่การกระจายความเสี่ยงของการลงทุน และกำลังเพิ่มการเชื่อมต่อกับโปรตุเกส ฝรั่งเศส และมอริเตเนีย เพื่อสร้างหลักประกันสำหรับอนาคตในฐานะหุ้นส่วน

'จุดคอขวดทางการคลัง' ในมุมมองของ IMF

คุณ Li Bo มองคำว่าคอขวดต่างออกไป เพราะ IMF โฟกัสที่นโยบายเศรษฐกิจมหภาคทั้งด้านการคลัง การเงิน และระบบการเงิน คุณ Li Bo จึงเสนอคำว่า 'จุดคอขวดทางการคลัง' ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศรายได้น้อยกำลังเผชิญและผูกโยงกับคอขวดด้านพลังงานอย่างแยกไม่ออก

ตัวอย่างแรกคือหนี้ ระดับหนี้ของประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งพุ่งขึ้นต่อเนื่องในรอบ 10 ปี และจำนวนไม่น้อยถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะวิกฤตหนี้ ตัวอย่างที่สองคือความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance หรือ ODA) ที่ไหลเข้าสู่ประเทศรายได้น้อยลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีหลัง และตัวอย่างที่สามคือเงินโอนกลับประเทศจากแรงงานและชุมชนชาวต่างถิ่น ซึ่งหลายประเทศพึ่งพาเป็นรายได้สำคัญ แต่กำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ทั้งหนี้ ODA และเงินโอน ล้วนกลายเป็นจุดคอขวดของประเทศกำลังพัฒนาได้ และพลังงานก็เกี่ยวพันโดยตรง เพราะราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลัง ก่อหนี้และขาดดุลมากขึ้น คุณ Li Bo ชี้ว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้คือกลุ่มที่เจ็บหนักที่สุดจากวิกฤตตะวันออกกลางรอบล่าสุด เพราะมันเกิดต่อเนื่องจากแรงกระแทกหลายระลอกก่อนหน้า ทั้งโควิด สงครามในยูเครน และวิกฤตค่าครองชีพ ทำให้หลายประเทศอยู่ในสถานะที่ยากลำบากกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนมาก ทั้งในแง่การบริหารฐานะการคลังและการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง

แอฟริกานั่งทับขุมทรัพย์ แต่ติดกับดักสายส่งและเงินทุน

คุณ Bajabulile เริ่มด้วยมุมที่ต่างออกไป โดยมองว่าความปั่นป่วนระดับโลกเหล่านี้คือโอกาสของทวีปแอฟริกา แต่จะคว้าโอกาสได้ก็ต่อเมื่อแก้จุดคอขวดได้ก่อน คุณ Bajabulile ตั้งข้อสังเกตว่าหลังโควิด เหตุการณ์แบบ Black Swan กลับกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะแทบทุกปีจะมีบางอย่างเกิดขึ้นในโลกที่บีบให้ทุกประเทศต้องทบทวนแผนใหม่

โครงการที่คุณ Bajabulile ยกขึ้นมาคือ Mission 300 (World Bank) ที่ธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารเพื่อการพัฒนาแอฟริกาทำร่วมกัน เป้าหมายคือต่อไฟฟ้าให้คนแอฟริกา 300 ล้านคน จากทั้งหมดราว 600 ล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้า แต่การจะใช้โอกาสจากคอขวดระดับโลกเหล่านี้ได้ ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานก่อน อย่างกรณีโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Power Pool) ที่ครอบคลุมหลายประเทศ ปัญหาเชิงระบบที่ใหญ่ที่สุดคือสายส่ง

คุณ Bajabulile อธิบายว่าทั่วทั้งทวีปมีศูนย์ผลิตไฟฟ้าอยู่ก็จริง แต่ไม่มีความสามารถพอที่จะส่งไฟจากจุดผลิตไปยังจุดที่ต้องการใช้ หรือถ้าส่งได้ก็สูญเสียระหว่างทางมหาศาล จึงต้องการการลงทุนก้อนใหญ่ และยังต้องเจอคอขวดซ้อนคือจะหาเงินมาลงทุนตรงนี้ได้อย่างไร คุณ Bajabulile ชี้กลับไปที่ตัวเลข 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ที่โลกลงไปกับพลังงานหมุนเวียนว่า เม็ดเงินที่ไหลมาถึงทวีปแอฟริกานั้นน้อยมาก ทั้งที่แอฟริกาคือพื้นที่ที่มีช่องว่างมากที่สุด ทั้งยังเป็นแหล่งแร่สำคัญ (Critical Minerals) จำนวนมากที่จำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน หัวใจจึงอยู่ที่การทำพื้นฐานให้ถูกต้อง เพื่อพลิกทรัพยากรเหล่านั้นให้เป็นโอกาสในการพัฒนาของแอฟริกา

คุณ John เสริมด้วยความอัดอั้นจากการเป็นนักข่าวมา 30 ปีว่า โลกพูดเรื่อง 'ทศวรรษแห่งแอฟริกา' มานานมาก แต่ก็ยังยอมรับสภาพที่คนกว่า 600 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ได้ ทั้งที่พอ AI เข้ามา ทุกคนกลับบอกว่าต้องเร่งจัดหาพลังงานให้ AI ให้ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องแก้ให้ตก

เทคโนโลยีและ 'มาตรฐาน' คือคอขวดที่ถูกลืม

ผู้ว่าการ Liu Xiaoming เพิ่มอีกสองมิติที่รัฐบาลท้องถิ่นมองเห็นแต่มักไม่ถูกพูดถึง นั่นคือคอขวดด้านเทคโนโลยี และคอขวดด้านมาตรฐานกับกติกา ผู้ว่าการ Liu ชี้ว่าภูมิทัศน์พลังงานโลกกำลังเปลี่ยนเชิงโครงสร้างจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การจะรับมือเรื่องความมั่นคงทางพลังงานจึงต้องการมากกว่าโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเทคโนโลยีก็สำคัญไม่แพ้กัน

ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังต้องสร้างระบบพลังงานหมุนเวียนของตัวเอง แต่ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ ลม ไฮโดรเจน หรือระบบกักเก็บพลังงาน ชิ้นส่วนเทคโนโลยีสำคัญยังต้องพึ่งการนำเข้า ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างและการเดินเครื่องบำรุงรักษายังสูง และกลายเป็นคอขวดในตัวเอง อีกมิติคือเรื่องการกำหนดมาตรฐานและกติกา เช่น มาตรฐานคาร์บอน หรือใบรับรองเชื้อเพลิงสีเขียว ซึ่งผู้ว่าการ Liu ระบุว่าองค์กรที่นำการวางมาตรฐานมักออกแบบกฎตามจุดแข็งดั้งเดิมของตัวเอง ทำให้เวลาประเทศกำลังพัฒนาส่งออกเทคโนโลยีจึงเจอกำแพงมาตรฐาน ทางออกคือสินค้าและเทคโนโลยีสีเขียวต้องผลักดันให้เกิดการยอมรับร่วมกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง

ผู้ว่าการ Liu ยังเตือนถึงสัญญาณถอยหลัง เพราะบางภูมิภาคที่เคยให้คำมั่นว่าจะลดการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า กลับเริ่มหวนกลับไปใช้อีก จึงเสนอว่าต้องหาจุดสมดุลให้ได้ระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับการเปลี่ยนผ่านสีเขียว

โลกที่ 'ไร้กติกา' กับการให้รางวัล 'นักเรียนดี'

คุณ John ยิงคำถามแรงขึ้นว่า ช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนหรือไม่ว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่ประมาทเลินเล่อ เพราะทั้งสหรัฐและอิหร่านต่างก็ไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea หรือ UNCLOS) เช่นเดียวกับอีกราว 40 ประเทศ ซ้ำด้วยเหตุการณ์ในเวเนซุเอลาที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เมื่อสถาบันพหุภาคีถูกผลักไปอยู่ข้างทาง การเจรจาและการเผชิญหน้าก็กลายเป็นเรื่องทวิภาคีแทน

คุณ Leila รีบออกตัวว่า 'คำว่าโลกที่ประมาทเลินเล่อนั้นคุณ John พูดเอง ดิฉันไม่ได้พูด' ก่อนจะย้ำว่าเราไม่มีทั้งทางเลือกและเวลาให้ลังเลกับเรื่องนี้ และยกกรณีช่องแคบยิบรอลตาร์เป็นตัวอย่าง เพราะท่ามกลางโลกแบบที่ว่ามานี้ สิ่งสำคัญคือต้องหากลไกมา 'ให้รางวัลกับนักเรียนดีในประชาคมโลกที่รักษาพรมแดนให้ปลอดภัยและสร้างเส้นทางอ้อมจุดคอขวดทางกายภาพได้อย่างมีเสถียรภาพ' โดยชี้ว่าช่องแคบยิบรอลตาร์ไม่เคยถูกปิด สเปนกับโมร็อกโกเป็นภาคีที่ดีของอนุสัญญาทะเลมาตลอด และเคยกลับทิศทางการไหลของท่อก๊าซได้สำเร็จในวันที่ทุกฝ่ายต่างขัดขวาง

ข้อเสนอของคุณ Leila จึงตรงไปที่ภาคการเงินและภาคประกันภัยว่า ถึงเวลาต้องหาวิธีให้รางวัลกับนักเรียนดีและเลิกตอบแทนนักเรียนแย่ด้วยต้นทุนค่าประกันที่ถูกกว่าและเงื่อนไขทางการเงินที่ดีกว่า พร้อมฝากถึงเพื่อนจาก IMF ว่าอยากเห็นเครื่องมืออย่างการแลกเปลี่ยนหนี้กับพลังงาน (Debt-to-Energy Swaps) มากขึ้น เพื่อใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่จำเป็นทั้งสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์และความต้องการเดิมที่มีอยู่ คุณ Leila ทิ้งภาพคลื่นความร้อนในยุโรปสัปดาห์นั้นที่มีผู้เสียชีวิต เพื่อย้ำว่าถึงเวลาดึงเรื่องการเข้าถึงพลังงานในแอฟริกาและการบริโภคพลังงานอย่างมีศักดิ์ศรีในส่วนอื่นของโลกกลับมาอยู่บนโต๊ะ

คุณ John เล่าต่อว่าตอนวิกฤตปะทุ IEA, IMF, ธนาคารโลก และองค์การการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) ออกแถลงการณ์ร่วมกันทันที สะท้อนพลังของความร่วมมือพหุภาคี และมีเงินทุนถูกระดมออกมารับมือวิกฤตราว 2 ถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ คำถามคือจะรักษาความร่วมมือแบบนี้ไว้ได้อย่างไรในวันที่โลกสั่นคลอน

คุณ Li Bo ยอมรับว่าระบบพหุภาคีกำลังเจอแรงท้าทายหนัก ทั้งการกระทำฝ่ายเดียวและการเผชิญหน้า แต่ข่าวดีคือสถาบันพหุภาคีอย่าง IMF, IEA และธนาคารโลก ยังพยายามดึงทุกฝ่ายมาแก้โจทย์ร่วมกัน และยังทำงานได้จริงในระดับสถาบัน เพราะสามารถพาประเทศจากทั้งตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้ มาตกลงทางออกร่วมกันได้ ตัวอย่างที่ยกมาคือกองทุน Poverty Reduction and Growth Trust (PRGT) ซึ่งเป็นกองทุนปล่อยกู้ดอกเบี้ยศูนย์ให้ประเทศรายได้น้อย โดยเงินอุดหนุนการระดมทุนรอบล่าสุดมาจากทั้งกลุ่ม G7 กลุ่ม BRICS และตลาดเกิดใหม่บางแห่งในเอเชียและแอฟริกา ที่น่าสนใจคือเงินช่วยเหลือ 2 ถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่คุณ John พูดถึงนั้น ส่วนใหญ่ก็มาจาก PRGT นี่เอง

คุณ Li Bo ปิดท้ายด้วยประเด็นที่ลึกกว่านั้น เหตุที่สถาบันเหล่านี้ยังทำงานได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพเพราะประเทศต่าง ๆ ยังเชื่อใจ ไม่ใช่แค่ประเทศพัฒนาแล้วแต่รวมถึงประเทศกำลังพัฒนา ความเชื่อใจนี้ตั้งอยู่บนความชอบธรรมของโครงสร้างธรรมาภิบาล IMF และธนาคารโลกจึงต้องวิวัฒน์ต่อเนื่องให้ครอบคลุมและเป็นตัวแทนของทุกฝ่ายมากขึ้น เพราะตลาดเกิดใหม่หลายแห่งยังมีสัดส่วนเสียงน้อยเกินไป 'ถ้าไม่ปฏิรูปให้ครอบคลุมกว่านี้ เราอาจสูญเสียความเชื่อใจ และถ้าความเชื่อใจหายไป ระบบพหุภาคีก็อาจล้มเหลวตามไปด้วย'

เส้นทางพลังงานใหม่: เอเชียกระจายความเสี่ยง และคอร์ริดอร์ไหหลำ อ่าวอาหรับ

คุณ John ดึงจากประสบการณ์ที่เคยประจำอยู่ที่อาบูดาบี 10 ปีและทำข่าวพลังงานมา 30 ปีว่า น้ำมันและก๊าซที่ออกจากช่องแคบฮอร์มุซถึง 80% มุ่งหน้าสู่เอเชีย ทั้งจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอาเซียน คำถามคือวิกฤตครั้งนี้จะเร่งให้เอเชียร่วมมือกันเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางหรือไม่

คุณ Li Bo ตอบทันทีว่าใช่อย่างแน่นอน และจะเห็นความร่วมมือทั้งภายในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาค เพราะ 20 ปีที่ผ่านมาเอเชียกับตะวันออกกลางเชื่อมโยงกันลึกมาก และความเชื่อมโยงนี้จะขยายไปไกลกว่าพลังงาน ทั้งการลงทุนข้ามพรมแดนในหลักทรัพย์และการลงทุนทางตรง คุณ Li Bo เชื่อว่าสงครามรอบล่าสุดจะยิ่งทำให้ความร่วมมือแน่นขึ้น ทั้งในพลังงานดั้งเดิมและพลังงานหมุนเวียน เพราะทุกประเทศตระหนักแล้วว่าทางที่ดีกว่าคืออย่าพึ่งพาแหล่งพลังงานแหล่งเดียว แต่ต้องกระจายทั้งแหล่งพลังงานและเส้นทางลำเลียง บทสรุปที่คุณ Li Bo ทิ้งไว้คือ 'ทางออกไม่ใช่การค้าที่น้อยลง แต่คือการค้าที่มากขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น'

คุณ John เชื่อมโยงเข้ากับคอร์ริดอร์สายใหม่ระหว่างไหหลำกับคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council หรือ GCC) ในด้านพลังงานหมุนเวียน ผู้ว่าการ Liu เล่าว่าด้วยแสงแดด ลม พลังงานหมุนเวียน และพลังงานนิวเคลียร์ที่มีอยู่มาก ไหหลำกำลังถูกปั้นให้เป็นเกาะพลังงานสะอาดต้นแบบของทั้งประเทศ ปัจจุบันกำลังการผลิตติดตั้งของทั้งมณฑลเป็นพลังงานสีเขียวถึง 87% และไฟฟ้าที่ผลิตได้ 70% มาจากพลังงานสะอาด

แผนความร่วมมือกับกลุ่ม GCC ของไหหลำมีสี่เสาหลัก ทั้งการเชื่อมโยง การประสานงาน การแบ่งปันเทคโนโลยี และการสนับสนุนทางการเงินซึ่งกันและกัน โดยใช้จุดแข็งที่ไหหลำกำลังสร้างท่าเรือการค้าเสรี (Free Trade Port) แห่งเดียวของจีนซึ่งจะมีอัตราภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ และในเวที Boao Forum ปีนี้ก็ได้จับมือกับบริษัทพลังงานน้ำและบริษัทน้ำจากซาอุดีอาระเบีย ตั้งพันธมิตรพลังงานสีเขียวขึ้นมา นอกจากนี้ไหหลำยังเดินหน้าเชื่อมโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างเกาะกับมณฑลกวางตุ้ง เพื่อขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งผ่านพลังงานสีเขียวของจีนตอนใต้ ส่วนท่าเรือ Yangpu จะถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางรับส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas หรือ LNG) และเชื้อเพลิงสีเขียวอื่น ๆ

ที่น่าสนใจคือไหหลำไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่ตั้งใจจับมือกับพันธมิตร GCC โดยใช้เทคโนโลยีจีนกับเงินทุนจากกลุ่มอ่าวอาหรับ เพื่อร่วมกันบุกตลาดในประเทศอย่างอาเซียน และแบ่งปันผลได้จากการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก พร้อมสร้างวงจรเศรษฐกิจพลังงานแบบครบลูปบนเกาะ โดยตั้งแพลตฟอร์มความร่วมมือทางการเงินสีเขียวระหว่างประเทศ มีศูนย์ซื้อขายคาร์บอน และเปิดทางสำรวจการค้าคาร์บอนนอกชายฝั่งร่วมกับพันธมิตรต่างชาติ ผู้ว่าการ Liu บอกว่านี่คือการแปลงพลังงานสีเขียวให้กลายเป็นสินทรัพย์สีเขียวที่จับต้องได้

พลังงานสะอาดในบ้าน: Eskom Green กับการพลิกโฉมไฟฟ้าแอฟริกาใต้

คุณ John หันมาถามถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของแอฟริกาใต้ ที่เพิ่งเปิดตัว Eskom Green ไปเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน คุณ Bajabulile อธิบายว่าแอฟริกาใต้กำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในเรื่องการผลิตและการขายไฟฟ้า มีแผนสร้างสายส่งไฟฟ้าราว 14,000 กิโลเมตรเฉพาะในแอฟริกาใต้เท่านั้น ยังไม่นับโครงข่ายภูมิภาค และกำลังมองหาภาคเอกชนเข้ามาลงเงินกับสายส่งเหล่านี้

ขณะเดียวกันตลาดค้าส่งไฟฟ้าของแอฟริกาใต้ก็กำลังถูกจัดตั้งขึ้น มีทั้งหน่วยกำกับดูแล และผู้ดำเนินการสายส่งอิสระที่จะเปิดให้ภาคเอกชนส่งไฟฟ้าผ่านโครงข่ายได้เอง ปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชนแล้วกว่า 20 กิกะวัตต์ และการลงทุนในสายส่งก็เพื่อย้ายไฟจากพื้นที่ผลิตพลังงานหมุนเวียนไปยังศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ จุดที่คุณ Bajabulile ภูมิใจคือเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน Eskom ประกาศว่าผ่านพ้น 365 วันที่ไม่มีการดับไฟเป็นช่วง (Load Shedding) แปลว่าหลุดพ้นจากปัญหาเดิมขององค์กรแล้ว และกำลังมองไปข้างหน้า เพราะความต้องการไฟฟ้าของแอฟริกาใต้ในไม่กี่ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ราว 30 ถึง 50 กิกะวัตต์หรือมากกว่านั้น

Eskom จะพัฒนากำลังผลิตส่วนใหญ่ผ่าน Eskom Green โดยเน้นพลังงานหมุนเวียนอย่างแผงโซลาร์เซลล์ (Solar PV) ควบคู่กับการลงทุนในแบตเตอรี่ เพราะยิ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของระบบก็ยิ่งสูง อย่างที่รัฐแคลิฟอร์เนียเจอปัญหานี้เป็นประจำ ส่วน Eskom เองจะลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซซึ่งเป็นของใหม่สำหรับแอฟริกาใต้ที่กำลังถอยห่างจากถ่านหิน รวมถึงนิวเคลียร์ แบตเตอรี่ และระบบกักเก็บแบบสูบกลับ และยังมองไกลออกไปนอกประเทศ ทั้งศักยภาพของแม่น้ำคองโกผ่านโครงการ Inga และความต้องการไฟฟ้ากับการเชื่อมโยงของนามิเบียที่โฟกัสเรื่องแร่สำคัญและไฮโดรเจน หัวใจที่คุณ Bajabulile ย้ำคือการดึงภาคเอกชนเข้ามาผูกกับการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างแน่นแฟ้น ซึ่งถือว่าใหม่มากสำหรับแอฟริกาใต้ที่เคยนำโดยภาครัฐมาตลอด

เมื่อคุณ John ถามถึงโครงการก๊าซในโมซัมบิกมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ที่สะดุดเพราะความขัดแย้ง และโครงการก๊าซธรรมชาติในแทนซาเนียมูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ว่าจะแปลงจากทฤษฎีที่ดูดีให้เป็นการส่งมอบทรัพยากรได้จริงอย่างไร คุณ Bajabulile ชี้ปัญหาที่รากว่า แอฟริกามีแร่มาตลอด แต่โครงสร้างพื้นฐานถูกสร้างมาเพื่อส่งออกแร่ ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ ก๊าซในโมซัมบิกจึงต้องการท่อส่งภายในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ การสร้างท่าเรือเพื่อส่งออกนั้นง่าย แต่การวางท่อกระจายก๊าซทั่วภูมิภาคต่างหากที่ยาก จุดนี้เองที่องค์กรพหุภาคีต้องเข้ามาลดความเสี่ยงผ่านการเงินแบบผสม (Blended Finance) เพื่อให้เกิดการกระจายทรัพยากร การพัฒนาอุตสาหกรรม และการค้าภายในแอฟริกา

คุณ Bajabulile ยกตัวอย่างโรงกลั่นในไนจีเรียที่เดิมส่งออกหรือใช้ในประเทศเป็นหลัก แต่ตอนนี้เริ่มส่งออกไปทั่วทวีปอันเป็นผลจากเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และเชื่อว่าจะเห็นภาพแบบนี้มากขึ้นภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีภาคพื้นทวีปแอฟริกา (African Continental Free Trade Area หรือ AfCFTA) รวมถึงเป็นการตอบสนองต่อความจริงทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่โลกกำลังเผชิญ

โมร็อกโก Poster Child ของกรีนคอร์ริดอร์ และคอขวดที่ชื่อว่า 'คน'

คุณ John ยกให้โมร็อกโกเป็นเหมือน Poster Child ของเส้นทางพลังงานสีเขียว ทั้งโครงการ Noor Ouarzazate ที่เป็นหนึ่งในโครงการโซลาร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังผลิตจากลมที่โตขึ้นสองในสามภายในห้าปี และข้อตกลงไฮโดรเจนกับยุโรป แต่คุณ Leila กลับสวนว่าในมุมของโมร็อกโกแล้ว ไหหลำต่างหากที่เป็น Poster Child เพราะคอขวดหลักของแอฟริกาคือศักยภาพและขีดความสามารถของคน ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับชาติ

เหตุผลคือเวลาจะลงเงินในโครงการ เร่งการออกใบอนุญาต หรือผลักดันให้ฝ่ายบริหารทุ่มเทกับการจัดหาเงินทุน ทุกอย่างต้องการทีมงานที่มีความสามารถทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับรัฐ คุณ Leila ชมแอฟริกาใต้ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีมากแม้จะเจอความท้าทายสารพัด และมองว่าทศวรรษแห่งแอฟริกาที่พูดกันมานานน่าจะมาถึงจริง ๆ เสียที เพราะแอฟริกามีพรของโครงสร้างประชากร โดย 70% ของประชากรเป็นคนหนุ่มสาวที่ได้รับการฝึกฝนอย่างหนัก โดยเฉพาะในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แต่ก็ต้องสร้างสถาบันและรัฐวิสาหกิจที่ยืดหยุ่นและทนทาน พร้อมขีดความสามารถของคนที่จะปลดล็อกการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งจากองค์กรพหุภาคีและแหล่งอื่น เพราะนี่คือวิธีลดความเสี่ยงให้ทุกฝ่าย

ในแง่ตัวเลข โมร็อกโกทำกำลังผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนทะลุ 46% ไปแล้ว และตั้งเป้าไปที่ 52% ซึ่งเดิมวางไว้ปี 2030 แต่เพราะค่าความสามารถในการผลิต (Capacity Factor) ดีขึ้นมากจนต้องเพิ่มกำลังผลิตเข้าไปอีก ทำให้กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ต้องการทั้งกำลังลมและแผงโซลาร์เซลล์มากขึ้น คุณ Leila คาดว่าจะแตะ 52% ได้ภายในปีหน้า (WEF)

ด้านการเชื่อมโยงพลังงาน โมร็อกโกกำลังเดินเครื่องเต็มที่ ทั้งคณะกรรมาธิการระดับสูงกับฝรั่งเศสที่จะประชุมกลางเดือนกรกฎาคมที่กรุงราบัต เพื่อเร่งสร้างสายเคเบิลจาก Nador ไปยัง Marseille การเพิ่มสายเชื่อมเส้นที่สามกับสเปน และการต่อสายไปยังมอริเตเนียและโปรตุเกส ส่วนโครงการ Xlinks ที่เคยพูดถึงนั้น เท่าที่ทราบตอนนี้เป็นการเชื่อมระหว่างสหราชอาณาจักรกับเยอรมนี คุณ Leila ย้ำหลักการเดียวกับทุกโครงการเชื่อมโยงว่า 'มันต้องใช้สองคนถึงจะเต้นแทงโก้ได้' จึงต้องมีเสถียรภาพเชิงนโยบายไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ครั้ง โมร็อกโกจะมีเลือกตั้งในเดือนกันยายนและอาจได้รัฐบาลใหม่ แต่นโยบายพลังงานจะยังเหมือนเดิม ไม่ว่ารัฐมนตรีพลังงานคนต่อไปจะเป็นใคร การเชื่อมโยงกับโลก พลังงานหมุนเวียน เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ และกรีนแอมโมเนียสำหรับอุตสาหกรรมปุ๋ย จะยังเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์พลังงานโมร็อกโกต่อไป

ปลดล็อกเงินทุน: PPA ระยะยาว ตลาดคาร์บอน และการตั้งราคาคาร์บอน

ช่วงถามตอบจากผู้ฟัง Agnes Tai จากฮ่องกงต่อยอดประเด็นการให้รางวัลนักเรียนดีของคุณ Leila ว่า หากไม่มีทิศทางนโยบายและแรงจูงใจที่ชัดเจน ภาคเอกชนก็ยังต้องดูแลผู้ถือหุ้นเป็นหลัก แล้วรัฐบาลและเขตอำนาจต่าง ๆ จะรวมพลังกันออกแบบนโยบายและแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินและบริษัทประกันเลือกให้รางวัลแทนการลงโทษได้อย่างไร

คุณ Leila ตอบจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในบริษัทมหาชนและต้องเจอแรงกดดันจากการประกาศผลประกอบการรายไตรมาส จึงเข้าใจดีว่าการคิดสั้นเป็นอย่างไร แต่ความมั่นคงทางพลังงานไม่ใช่ธุรกิจที่เปลี่ยนได้ทุกสามเดือน แม้แต่เทคโนโลยีใหม่อย่างแบตเตอรี่ ระบบกักเก็บ และพลังงานหมุนเวียน ก็ต้องการเสถียรภาพเชิงนโยบายอย่างน้อยสามถึงสี่ปี และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (Power Purchase Agreement หรือ PPA) อย่างน้อยห้าปี เพื่อให้ทยอยคืนทุนและกดต้นทุนการเงินให้ลดลงได้ คุณ Leila จึงเห็นว่าต้องผลักให้บริษัทประกันและบริษัทการเงินเข้ามาดูแลความมั่นคงทางพลังงาน โดยสะท้อนต้นทุนนี้เข้าไปในราคาพลังงาน และรัฐบาลต้องคุยกันอย่างจริงจังเรื่องการอุดหนุนและการสร้างแรงจูงใจให้แหล่งพลังงานแต่ละชนิด เพื่อส่งสัญญาณตลาดที่ชัดเจน คุณ Leila ย้ำว่าโมเดลทางการเงินแบบทุกวันนี้ไม่เหมาะกับตลาดพลังงานในอนาคต และยกตัวเลขจากสมัยเป็นนักวิเคราะห์พลังงานว่าเบี้ยประกันเคยพุ่งขึ้น 50 ถึง 60% จึงถึงเวลาที่ประชาคมโลกต้องตีมูลค่าของเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำ คาร์บอนต่ำ และปลอดภัยอย่างพลังงานหมุนเวียนและไฟฟ้าเข้าไปในราคาด้วย

คุณ Bajabulile เสริมว่าศักยภาพของตลาดคาร์บอนในการสร้างมาตรฐานและกรอบกติกาสำคัญมาก และอยากฟังว่าไหหลำกำลังทำอะไรในเรื่องนี้ พร้อมชี้ปัญหาเรื้อรังของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานใหม่ว่า เรายังไม่มี 'ภาษากลางที่เป็นมาตรฐานเดียวกันให้สถาบันการเงินใช้ตั้งราคาความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่' จะปล่อยให้ต่างพื้นที่ต่างกรอบไม่ได้ ส่วนคุณ Li Bo สรุปสั้นและตรงว่าแรงจูงใจเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดคือการตั้งราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) เพราะภาษีคาร์บอนหรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยจะสร้างสัญญาณราคาที่ชี้ทิศทางการไหลของเงินทุน ธนาคารโลกและ IMF จึงช่วยหลายประเทศออกแบบกลไกเหล่านี้ เพราะนี่คือสัญญาณราคาและแรงจูงใจขั้นสูงสุดที่บอกภาคเอกชนได้ว่าควรลงทุนในภาคไหนและภาคไหนคืออนาคต

ผู้ว่าการ Liu ปิดวงนี้ด้วยมุมนวัตกรรมว่า การคิดค้นรูปแบบพลังงานใหม่คือหัวใจ อันดับแรกต้องกระจายแหล่งพลังงานโดยดูเงื่อนไขและทรัพยากรในพื้นที่ ถ้ามีลมก็ควรพัฒนาลม จากนั้นต้องแปลงและกระจายวิธีใช้พลังงาน เช่น เปลี่ยนพลังงานลมเป็นระบบกักเก็บหรือผลิตไฮโดรเจน และเปิดให้ผู้ประกอบการนอกเหนือจากรัฐวิสาหกิจตั้งระบบกักเก็บพลังงานของตัวเองได้ อย่างผู้ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle หรือ NEV) พร้อมหนุนการใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงในท่าเรือและสนามบิน โดยไหหลำมีแผนห้ามจำหน่ายรถยนต์เครื่องสันดาปภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อเร่งการใช้ NEV

อย่าให้พลังงานสะอาดกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่

คำถามสุดท้ายจากผู้ฟังซึ่งเป็นนายธนาคารและผู้สื่อข่าวช่องภาษาฝรั่งเศสของ CGTN ถามคุณ Leila โดยตรงว่า ในเมื่อจีนเข้ามาลงทุนในโมร็อกโกมากขึ้นเรื่อย ๆ โมร็อกโกจะรักษาสมดุลและสร้างการประสานพลังด้านพลังงานสะอาดระหว่างจีน แอฟริกา และยุโรปได้อย่างไร คุณ John เติมประเด็นแหลมคมเข้าไปอีกว่า เรื่องนี้ยังลามไปถึงการใช้แผงโซลาร์เซลล์เป็นเครื่องมือทางการเมืองในแอฟริกาท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน แล้วจะเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเข้าสู่ภาคพลังงานหมุนเวียนได้อย่างไร

คุณ Leila ตอบด้วยคำถามที่ทรงพลัง โดยตั้งข้อสงสัยว่าทำไมโลกต้องรอจนเกิดแผงโซลาร์เซลล์ พลังงานลม และคลีนเทคทั้งห่วงโซ่ ถึงจะมาถามว่าจะป้องกันความขัดแย้งอย่างไร 'ทำไมเราไม่เคยถามคำถามนี้ตอนเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินไปสู่น้ำมัน หรือจากไฟไปสู่ถ่านหิน' คุณ Leila ชี้ว่าในศตวรรษที่ 21 ที่มนุษยชาติเข้าถึงแหล่งภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่รวมถึง AI และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราผลิตพลังงานได้ในต้นทุนต่อหน่วยที่อาจถูกมากหากตัดต้นทุนส่วนเพิ่มอย่างค่าองค์กร ค่าการเงิน และค่าประกันออกไป แล้วเหตุใดเราจึงจะให้พลังงานสะอาดเพียงแหล่งเดียวมาแบกรับต้นทุนของประวัติศาสตร์ทั้งหมด

ข้อสรุปของคุณ Leila คือถึงเวลาเลิกคิดเรื่องความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางพลังงาน แล้วหันมายอมรับว่าถ้าทุกฝ่ายเชื่อมต่อกัน ไม่ใช่แค่จากลากอสถึงแทนเจียร์ แต่จากแอฟริกาใต้ถึงโมร็อกโกและต่อไปยังยุโรป พร้อมเข้าถึงเทคโนโลยีสะอาดในต้นทุนต่ำและการเงินต่ำจากจีน เราก็จะลดต้นทุนพลังงานให้ทุกคนและเปิดทางให้คน 600 ล้านคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ได้ คุณ Leila ทิ้งท้ายว่าปี 2026 ถึงเวลาเปลี่ยนเรื่องเล่า จากการถามว่ามันจะสร้างความขัดแย้งใหม่หรือไม่ มาเป็นการนึกถึงคนที่วันนี้ยังเข้าไม่ถึงพลังงานสมัยใหม่ด้วยซ้ำ ขนาดจะชาร์จโทรศัพท์ยังทำไม่ได้

เราจะถอยหลังกลับไปหาถ่านหินไหม

คุณ John ปิดท้ายด้วยคำถามถึงคุณ Li Bo ว่า ในเมื่อปีที่ผ่านมาการบริโภคถ่านหินถึง 82% อยู่ในภูมิภาคเอเชีย แรงกระแทกที่เส้นทางพลังงานเจอมาจะทำให้โลกถอยหลังกลับไปหาถ่านหินมากขึ้นหรือไม่ และจะทำอย่างไรให้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซไม่กลายเป็นเหตุให้ประเทศต่าง ๆ หันกลับไปพึ่งถ่านหินแทนที่จะเร่งเปลี่ยนผ่าน

คุณ Li Bo ตอบหนักแน่นว่าไม่คิดว่าเราจะถอยกลับไปหาถ่านหิน เพราะพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสีเขียวกำลังคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ การหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่ในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องสภาพภูมิอากาศ แต่เพราะมันถูกและง่ายขึ้นมาก คุณ Li Bo ชี้ว่าจีนเป็นตัวอย่างของนโยบายฝั่งอุปทานที่กดต้นทุนลงได้ ตอนนี้เอเชียและทั้งโลกจึงควรทำงานที่ฝั่งอุปสงค์บ้าง ซึ่งวนกลับไปที่เรื่องการตั้งราคาคาร์บอน เพื่อส่งสัญญาณให้ตลาดรู้ว่ากิจกรรมและพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนสูงต้องมีราคาแพงขึ้น เพราะมันสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ เมื่อมีภาษีคาร์บอนบนเชื้อเพลิงฟอสซิล พลังงานหมุนเวียนก็จะยิ่งถูกลงโดยเปรียบเทียบ อุปสงค์จะเพิ่มขึ้นได้ง่าย และเมื่อฝั่งอุปสงค์มาเจอกับฝั่งอุปทาน คุณ Li Bo เชื่อว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้และเกิดเร็วมากภายใน 10 ปีข้างหน้า

คุณ John ปิดเซสชันด้วยการขอบคุณศูนย์ Center for Energy and Materials ของ World Economic Forum ที่รวมผู้พูดจากภูมิศาสตร์และมุมมองที่หลากหลายมาถอดบทเรียนวิกฤตครั้งนี้ พร้อมสรุปว่าภารกิจที่ตั้งชื่อว่า 'จัดระเบียบเส้นทางพลังงานใหม่' นั้น แท้จริงแล้วคือการออกแบบเส้นทางพลังงานเหล่านี้ใหม่สำหรับทศวรรษหน้าเป็นอย่างน้อย

ที่มา: เนื้อหาจากเซสชัน 'Energy Corridors, Reshuffled' ภายในงาน Annual Meeting of the New Champions 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ธรรมชาติคือโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องแลกกับการเติบโต ผู้นำธุรกิจจะเปลี่ยน ‘ทุนธรรมชาติ’ ให้กลายเป็น ความได้เปรียบทางการแข่งขันระยะยาวได้อย่างไร?

สรุปเวที Nature Is Infrastructure จาก Summer Davos 2026 เมื่อผู้นำธุรกิจโลกถกว่าธรรมชาติคือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ต้นทุน พร้อมบทพิสูจน์ว่าการลดคาร์บอนกับการทำกำไรไปด้วยก...

Responsive image

L'Oréal Groupe เดินหน้าผลักดันแนวคิด Refill Beauty สู่ความงามที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน รับ World Refill Day 2026

ลอรีอัล กรุ๊ป เดินหน้าแคมเปญ #JoinTheRefillMovement ครั้งใหญ่ที่สุด รับ World Refill Day 2026 ผนึก 4 แผนก 18 แบรนด์ 28 ผลิตภัณฑ์ ดัน 'ความงามแบบเติมได้' ที่คุ้มค่า เก๋ และยั่งยืนสำ...

Responsive image

Breakthrough ครั้งใหญ่! ดวงอาทิตย์เทียม เกาหลีใต้สร้างสถิติใหม่ เดินเครื่อง 102 วินาที จ่อพลิกโฉมอนาคตพลังงานโลก

เตาปฏิกรณ์ KSTAR หรือ 'ดวงอาทิตย์เทียม' ของเกาหลีใต้ สร้างสถิติเดินเครื่องกักเก็บพลาสมา 100 ล้านองศานาน 102 วินาที ความหวังใหม่สู่พลังงานสะอาดแห่งอนาคต...