ซีพี เปิดโมเดล Reforest Tokenization เปลี่ยนผืนป่าเป็นรายได้ของชุมชน เริ่มนำร่อง 3 จังหวัด

การอนุรักษ์ป่ามักถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐหรือองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริง ป่าจะอยู่รอดได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการปลูกต้นไม้หรือออกกฎหมายเพียงเท่านั้น เพราะตราบใดที่คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ยังไม่มีรายได้ การรักษาป่าให้ยั่งยืนก็ยังเป็นเรื่องยาก

แนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอในงาน CP Toward Reforestation Carbon Credit Tokenization โดยมุ่งสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ป่า ผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตให้อยู่ในรูปแบบของดิจิทัลโทเคน ซึ่งไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยให้รายได้ส่วนหนึ่งกระจายกลับสู่ชุมชนหรือผู้ดูแลพื้นที่ป่าโดยตรง โดยโครงการนำร่องจะเริ่มจากพื้นที่ป่ากว่า 10,000 ไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อพัฒนาต้นแบบการสร้างรายได้จากการอนุรักษ์ที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นในอนาคต

เปลี่ยนการดูแลป่าให้เป็นอาชีพที่ยั่งยืน

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสและประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า ป่าไม่ได้มีคุณค่าเพียงมิติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นระบบนิเวศหลักที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนจำนวนมาก ทั้งในฐานะแหล่งต้นน้ำ แหล่งอาหารและช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยป่าทั่วโลกช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ได้ราว 31% เป็นต้นกำเนิดน้ำจืดกว่า 75% ของโลก และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตบนบกราว 80% และยังพูดถึงสถานการณ์พื้นที่ป่าในภูมิภาคอาเซียนที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในพม่า ลาว กัมพูชาและไทย ซึ่งมีพื้นที่ป่าลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากความยากจนของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เมื่อคนไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพ พื้นที่ป่าจึงถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวหรือในบางพื้นที่อาจกลายเป็นแหล่งกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตามชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าจำนวนมากยังมีรายได้ต่ำ ทำให้หลายครัวเรือนต้องขยายพื้นที่เกษตร ปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือบางพื้นที่ต้องพึ่งพาอาชีพที่ผิดกฎหมาย เพราะไม่มีทางเลือกอื่น

คุณศุภชัย มองว่าหากต้องการให้คนรักษาป่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การบอกให้อนุรักษ์ แต่ต้องทำให้การรักษาป่ากลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้จริง เขาเสนอว่าหากสามารถเพิ่มรายได้ของครัวเรือนจากเดิมประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อเดือน เป็นระดับ 10,000-15,000 บาทต่อเดือน ก็จะช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจจากการทำลายป่าไปสู่การดูแลป่าแทน

ด้วยเหตุนี้ แนวคิดการนำ 'คาร์บอนเครดิต' มาแปลงเป็นดิจิทัลโทเคนจึงถูกนำเสนอขึ้น เพื่อทำให้คุณค่าของป่าสามารถประเมินออกมาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม และเปลี่ยนคุณค่าดังกล่าวให้กลายเป็นรายได้ที่กลับคืนสู่ชุมชนผู้ดูแลป่าโดยตรง

เขายังย้ำว่าปัจจุบันโลกเริ่มมีเครื่องมือที่สามารถประเมินมูลค่าของป่าได้ผ่านคาร์บอนเครดิตและหากนำคาร์บอนเครดิตมาแปลงเป็นโทเคนก็จะเปิดโอกาสให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าได้ง่ายขึ้น พร้อมสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยในระยะยาว แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คาร์บอนเครดิต แต่ตั้งเป้าต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าจากทุนธรรมชาติในด้านอื่น เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ แหล่งน้ำ และบริการทางธรรมชาติ เพื่อยกระดับ "Natural Capital" ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ

วิกฤตทรัพยากรธรรมชาติที่เศรษฐกิจห้ามมองข้าม

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงประโยค 'คนหิว ป่าหาย' ที่สะท้อนความจริงในปัจจุบันว่าตราบใดที่คนในชุมชนยังไม่มีรายได้ที่มั่นคง การอนุรักษ์ธรรมชาติก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

หม่อมหลวงดิศปนัดดาอธิบายว่า หากชุมชนยังไม่สามารถสร้างรายได้เพื่อดูแลครอบครัวหรือวางแผนอนาคตได้ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดหวังให้พวกเขาเป็นผู้อนุรักษ์ป่า เพราะท้ายที่สุดแล้วการอยู่รอดของชีวิตย่อมมาก่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เขาอธิบายว่าระบบเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันทั้งหมด แต่ที่ผ่านมาโลกให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่เศรษฐกิจโลกกว่าครึ่งพึ่งพาธรรมชาติโดยตรง

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ยังยกข้อมูลว่าปัจจุบันมนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินกว่าที่โลกจะฟื้นตัวได้ภายในหนึ่งปีหรือเทียบเท่ากับการใช้โลกประมาณ 1.8 ใบ พร้อมเปรียบเทียบว่าสิ่งที่มนุษย์กำลังทำอยู่ไม่ต่างจากการ 'ยืม' หรือแม้แต่ 'ปล้น' ทรัพยากรจากลูกหลานในอนาคต และหากยังใช้ทรัพยากรในอัตราเดิม ความหลากหลายทางชีวภาพจะลดลงจนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอนาคต

เขามองว่าต้นทุนทางธรรมชาติไม่ควรถูกมองว่าเป็นของฟรี และธุรกิจจำเป็นต้องเริ่มคิดถึง 'ต้นทุนของการไม่ทำอะไร' เพราะเมื่อทรัพยากรเสื่อมลง ต้นทุนในการฟื้นฟูจะสูงกว่าการลงทุนตั้งแต่วันนี้หลายเท่า พร้อมชี้ว่า หากธุรกิจยังมองเพียงผลกำไรระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนทางธรรมชาติ สุดท้ายผลกระทบจากการเสื่อมโทรมของทรัพยากรจะย้อนกลับมากระทบต่อภาคธุรกิจเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นวัตกรรมโทเคนกับการสร้างมูลค่าใหม่ให้ธรรมชาติ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตมานานเกือบ 10 ปี และปัจจุบันมีคาร์บอนเครดิตจากการฟื้นฟูป่าประมาณ 400,000 ตัน โดยมีแผนนำมาพัฒนาเป็น Utility Token เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อหรือสนับสนุนคาร์บอนเครดิตได้สะดวกขึ้น

หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวว่าเงินที่ได้รับจากโครงการส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งกลับไปยังชุมชนผู้ดูแลป่า เพื่อใช้ในการป้องกันไฟป่า พัฒนาอาชีพและสร้างกิจกรรมฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมเปิดเผยข้อมูลการใช้เงินอย่างโปร่งใส

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า การนำระบบ Tokenization มาใช้จะช่วยให้คาร์บอนเครดิตเข้าถึงคนทั่วไปได้มากขึ้น จากเดิมที่ซื้อขายกันในหน่วย 'ตัน' ก็สามารถแตกหน่วยเป็น 'กิโลกรัม' ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น อีกทั้งทุกธุรกรรมยังสามารถตรวจสอบเส้นทางการใช้เงินและผลลัพธ์ของโครงการผ่านระบบดิจิทัลได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของโครงการ

ในระยะแรก โครงการจะเปิดให้ประชาชนสามารถสนับสนุนคาร์บอนเครดิตผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเชื่อมตั้งแต่การเลือกซื้อ การชำระเงิน ไปจนถึงการรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอนในขั้นตอนเดียว แม้ช่วงเริ่มต้นจะยังไม่มีการถือครองโทเคนใน Digital Wallet แต่ถือเป็นก้าวแรกของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับการมีส่วนร่วมของประชาชน

อย่างไรก็ตามเขาเห็นว่าคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หรือ 'กระดิ่ง' ที่เรียกให้คนหันมาสนใจป่า แต่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะการปลูกต้นไม้เพียงไม่กี่ชนิดเพื่อเก็บคาร์บอนไม่เพียงพอต่อการรักษาโลก

หม่อมหลวงดิศปนัดดา มองว่าแนวทางนี้ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้คนรักษาป่า แต่เป็นการสร้างกลไกตลาดที่ทำให้ธรรมชาติมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงการอนุรักษ์เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนได้มากขึ้น

ท้ายที่สุดทั้งคุณศุภชัย และหม่อมหลวงดิศปนัดดามีมุมมองตรงกันว่าการอนุรักษ์ป่าจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อธรรมชาติมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และคนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอ การใช้เทคโนโลยีอย่างคาร์บอนเครดิตและดิจิทัลโทเคนจึงไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้การฟื้นฟูป่ากลายเป็นเรื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้และทำให้การดูแลป่ากลายเป็นอาชีพที่สร้างอนาคตให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ไทยจะยืนตรงไหนในสมรภูมิ Net Zero เมื่อสถาบันการเงิน-สตาร์ทอัพ-ภาครัฐ ร่วมกันเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน สรุปจากเวที Earth Jump 2026

ไทยอยู่ตรงไหนในสมรภูมิ Net Zero? สรุปเจาะลึกจากเวที Earth Jump 2026 เมื่อสถาบันการเงิน สตาร์ทอัพ และภาครัฐ ต้องแท็กทีมแก้วิกฤตพลังงาน ผลักดัน Climate Tech เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืน...

Responsive image

นักวิจัยค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพลาสติก เป็นเชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยไม่ต้องคัดแยกประเภท

นักวิจัย UCLA ค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็น ‘เชื้อเพลิงไฮโดรเจน’ บริสุทธิ์สูง ด้วยเทคโนโลยี ATT โดยไม่ต้องคัดแยกประเภท ขับเคลื่อน Hydrogen Economy และเศรษฐกิจหมุนเวียน...

Responsive image

นักวิจัยพัฒนา ‘แบตเตอรี่จากสาหร่าย’ ผลิตไฟฟ้าได้ 6 ปี หวังลดแบตเตอรี่ใช้แล้วทิ้ง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ พัฒนา ‘Biocell’ แหล่งพลังงานชีวภาพที่ใช้ไซยาโนแบคทีเรียหรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ผลิตกระแสไฟฟ้าจากการสังเคราะห์แสง โดยสามารถจ่ายไฟให...