Fast Fashion ตัวร้าย มาไวไปไวแต่ทิ้งร่องรอย ผลเสียต่อโลกเพียบ | Techsauce

Fast Fashion ตัวร้าย มาไวไปไวแต่ทิ้งร่องรอย ผลเสียต่อโลกเพียบ

หลายคนอาจจะเคยได้ยินถึงความเป็นปัญหาของ Fast fashion มาบ้างแล้ว แต่ให้ความสำคัญถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นมากพอหรือยัง? มารู้จักกับหนึ่งตัวเลือกที่ยั่งยืน เพื่อลดการบริโภคสินค้าเกินความจำเป็นจนก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

Fast fashion คืออะไร 

Fast fashion หรือ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่น คือคำที่อธิบายถึงการหมุนเวียนอย่างรวดเร็วของเทรนด์แฟชั่นทำให้มีเสื้อผ้าราคาถูก ผลิตออกมาจำนวนมาก และมีคอลเลคชั่นใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง การผลิตที่รวดเร็ว และเทรนด์ที่เปลี่ยนไปไวในปัจจุบันส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น

อุตสาหกรรม Fast fashion ส่งผลกระทบด้านลบมากมายไม่ว่าจะเป็น

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค แบรนด์เสื้อผ้าจึงหันไปใช้วัสดุสังเคราะห์มากขึ้นเพื่อลดต้นทุน โดยมีรายงานว่าปัจจุบันมีการผลิตเสื้อผ้ามากขึ้นถึงสองเท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่นั้นทำมาจากเส้นใยสังเคราะห์หรือโพลีเอสเตอร์ (Polyester)

การผลิตเสื้อผ้าโดยปกติใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งการใช้วัสดุสังเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ถึง 1.35% ของการใช้น้ำมันทั่วโลก 

ตามข้อมูลของสหประชาชาติ(UN) อุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลกมีการปล่อยมลพิษมากถึง 8-10% ซึ่งมีปริมาณมากกว่าการบินและการขนส่งรวมกันอีก และคาดว่ายอดขายเสื้อผ้าอาจเพิ่มขึ้นถึง 65% ภายในปี 2030

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมแฟชั่นส่วนใหญ่มาจากการใช้วัตถุดิบ (Raw materials) 

  • ใช้ฝ้ายจากพื้นที่การเกษตรกว่า 2.5% ทั่วโลก
  • ใช้น้ำผลิตใยสังเคราะห์ถึง 342 ล้านบาร์เรลต่อปี
  • ใช้สารเคมีในการย้อมผ้าถึง 43 ล้านตันต่อปี

ผลกระทบต่อเหล่าผู้ผลิต และแรงงาน

เนื่องจากธุรกิจเสื้อผ้า Fast fashion นี้เน้นความเร็วในการผลิตสินค้าตามกระแสในช่วงเวลานั้น ๆ ส่งผลให้ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมากต่อการผลิต สิ่งที่พบคือพนักงานส่วนใหญ่มีสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ ทำงานหนัก เช่น คนงานในบังกลาเทศบางส่วนทำงานถึง 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และถึงจะทำงานหนักเพียงใดแต่ค่าจ้างนั้นก็ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นตาม มีคนงานเพียงแค่ 2% เท่านั้นที่ได้รับค่าจ้างอย่างสมเหตุสมผล 

นอกจากนี้แล้ว พนักงานในโรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใกล้ทางน้ำ ซึ่งในน้ำต่างก็มีสารปนเปื้อนอันตรายที่มาจากการขั้นตอนการผลิตเสื้อผ้าส่งผลให้มีสุขภาพร่างกายย่ำแย่ด้วยเช่นกัน

แบรนด์สินค้า Fast fashion สุดฮิตที่ทุกคนนิยมซื้อในปัจจุบั ได้แก่

Zara มีรายงานว่ามีสินค้าคอลเลกชั่นใหม่ ๆ ถึง 12,000 ชิ้นต่อปี มีโรงงานผลิตในบราซิลที่ขึ้นชื่อเรื่องใช้แรงงานคนเหมือนทาส แม้ว่าเร็ว ๆ นี้มีรายงานว่า Zara มีแนวทางผลิตสินค้าที่ยั่งยืนมากขึ้น แต่นักวิจารณ์ยังมองว่าเป็นเพียงการ greenwashing เท่านั้น เพราะแบรนด์ยังคงสนับสนุนวัฒนธรรมการบริโภคเสื้อผ้าที่มากเกินไปจนสุดท้ายเสื้อผ้ากลายเป็นขยะในหลุมฝังกลบ

H&M ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ก่อมลพิษมากที่สุดในวงการแฟชั่น มีรายงานว่าพนักงานได้รับค่าจ้างต่ำกว่าที่ควร และยังผลิตสินค้าที่เลียนแบบสินค้าระดับ hi-end เจ้าอื่น H&M ยังถูกกล่าวหาเรื่อง greenwashing เช่นเดียวกัน แม้ว่าบริษัทจะมีแคมเปญส่งเสริมให้ผู้บริโภครีไซเคิลเสื้อผ้าใช้ แต่ก็ยังมีแนวทางการปฏิบัติเรื่องความยั่งยืนที่คลุมเครืออยู่

Shein แบรนด์ที่กำลังเป็นกระแสสุด ๆ เพราะมีสินค้าที่หลากสไตล์ หลายไซส์ และราคาถูกเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น แต่ Shein ก็มีข่าวในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบสินค้าจากแบรนด์เสื้อผ้า hi-end หรือจาก small business เจ้าอื่นทั่วโลก อีกทั้งยังมีข่าวเกี่ยวกับสภาพการทำงานในโรงงาน และการใช้แรงงานเด็ก

อุตสาหกรรมแฟชั่นกับความยั่งยืน

ในช่วงหลังมานี้อุตสาหกรรมแฟชั่นได้ตระหนักถึงปัญหาของ Fast fashion มากขึ้นและเริ่มมีการแก้ไขปัญหานี้ เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของผู้บริโภคเกี่ยวกับความยั่งยืน จะเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะเป็น การตระหนักรู้ถึงปัญหา วัสดุที่ใช้ในการผลิต หรือกระบวนการผลิต 

จากการสำรวจทัศนคติของผู้บริโภคในสหรัฐฯ เกี่ยวกับบริโภคสินค้าที่ยั่งยืนจาก World Economic Forum พบว่าผู้บริโภคในทุกช่วงวัยเต็มใจที่จะจ่ายมากขึ้นสำหรับสินค้าที่มีความยั่งยืน บางส่วนกล่าวว่าพวกเขาจะเลือกแบรนด์ที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติหรือค่านิยมที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม และจะเลิกอุดหนุนสินค้าที่มีแนวทางการปฏิบัติต่อความยั่งยืนต่ำหรือไม่ชัดเจน

และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมก็ได้พยายามอย่างหนักในการปรับใช้แนวทางที่ยั่งยืนกับสินค้าของตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความตระหนักของผู้บริโภคที่ส่งผลให้เกิดแรงผลักดันต่อผู้ผลิตทั่วโลกได้จริง เพื่อให้อุตสาหกรรมแฟชั่นนั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยังเป็นผลดีกับตัวแบรนด์ต่อไปในอนาคตด้วย

Trend รักษ์โลก คนหันมาซื้อเสื้อผ้ามือสองมากขึ้น 

นอกจากทางแบรนด์เสื้อผ้าจะปรับใช้แนวทางที่ยั่งยืนบ้างแล้ว ประเด็นเรื่องความยั่งยืนและการรักษาสิ่งแวดล้อมยังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคโดยเฉพาะวัยรุ่นมากขึ้น การเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง หรือ Thrifting จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการบริโภคสินค้า Fast fashion อีกด้วย

การนำของเก่ากลับมาใช้ใหม่ยังหมายถึงจะมีเสื้อผ้าที่ถูกฝังกลบน้อยลง และลดปริมาณมลพิษจากอุตสาหกรรม Thrifting ยังเป็นวิธีที่สร้างสรรค์ในการชุบชีวิตใหม่ให้กับเสื้อผ้ามือสองอีกด้วย เรียกได้ว่าไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเลย

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้การซื้อเสื้อผ้ามือสองเป็นทางเลือกที่ยั่งยืน และเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดปริมาณขยะที่ถูกผลิตขึ้นมาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี 

Buy less, choose well, make it last.

- Vivienne Westwood นักออกแบบแฟชั่นชื่อดังที่แนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อเสื้อผ้าอย่างมีสติด้วยการซื้อเท่าที่จำเป็น ซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งจะช่วยลดการบริโภคที่เกินความจำเป็น (over consumption) และลดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม 

และการเลือกซื้อสินค้ามือสองก็เป็นวิธีที่เธอแนะนำ เพราะจะทำให้เราเจอสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ ราคาไม่แพง และสวมใส่ได้นาน

นอกจากนี้ทั่วโลกยังมีแคมเปญต่าง ๆ ที่รณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาและหยุดซื้อสินค้า Fast fashion เช่น แคมเปญ #WhoMadeMyClothes ที่รณรงค์ให้เห็นถึงความสำคัญและให้คุณค่าความคิดสร้างสรรค์แก่ช่างผลิตเสื้อผ้า หรือเทรนด์ Slow Fashion เสื้อผ้าที่ผลิตมาจากเส้นใยธรรมชาติ ผ่านการปลูกแบบออร์แกนิก และปราศจากสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

อีกทั้งในประเทศไทยยังมีตลาดขายสินค้ามือสองมากมายทั่วประเทศ เช่น ตึกแดงจตุจักร ตลาดปัฐวิกรณ์ หรือ Shinjuku outlet และยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นพื้นที่ในการซื้อ-ขายเสื้อผ้ามือสองอย่าง Loopers, Cleartoo และ Hangles เป็นต้น

ด้วยกระแสสังคมในยุคปัจจุบันที่กดดันให้เราต้องตามให้ทันอยู่เสมอ และเกิดเทรนด์แฟชั่นที่มาไวไปไวขึ้น เราในฐานะผู้บริโภคควรตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น และหันมาใช้สินค้าอย่างเห็นคุณค่าและยั่งยืน 

ส่วนทางด้านผู้ผลิตในอุตสาหกรรมแฟชั่นก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ต้องรับผิดชอบและต้องมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของการผลิตเสื้อผ้าซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว


อ้างอิง: bbc, entrepreneur, investopedia, forbes, npr, sd

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

True คว้า DJSI 2023 6 ปีซ้อน สะท้อนกลยุทธ์เชิงรุก เปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อความยั่งยืนในทุกมิติ

3 แนวทางการดำเนินธุรกิจ ที่ทำให้ทรูเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ติดอันดับ 1 ดัชนี DJSI 2023 ในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน พร้อมร่วมขับเคลื่อ oประเทศไทยสู่ความยั่งยืน...

Responsive image

รู้จัก Kpop4Planet แพลตฟอร์มรักษ์โลก จากการรวมตัวของกลุ่มแฟน K-Pop

รู้จัก Kpop4Planet แพลตฟอร์มจากแฟนคลับศิลปินเกาหลี ที่มองเห็นปัญหาสภาพอากาศโลก และร่วมกันลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลง...

Responsive image

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมมือ Carbonwize ปั้นแพลตฟอร์มจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ นำทางบริษัทจดทะเบียนสู่เป้าหมาย Net Zero

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมกับ Carbonwize พัฒนาแพลตฟอร์มกลางจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกสำหรับบริษัทจดทะเบียน เพื่อปฏิวัติรูปแบบการจัดทำรายงานก๊าซเรือนกระจกแบบเดิม ให้ง่าย...