อินเดียเลี้ยงคนทั้งโลกได้ ทำไมคนในชาติยังอดอยาก?

อินเดียหรือภารัตขึ้นชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่เป็นอันดับ 2 และในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวสูงกว่า 6.1% กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก 

Goldman Sachs เคยออกมาคาดการณ์ว่า ภายในปี 2075 เศรษฐกิจของอินเดียจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน แซงหน้าญี่ปุ่น เยอรมนี รวมถึงสหรัฐอเมริกา จากความก้าวหน้าในนวัตกรรม การลงทุนจากนานาชาติ และเทคโนโลยีภายในประเทศ 

แต่รู้ไหมว่า ประเทศที่เลี้ยงปากท้องคนทั้งโลกได้และกำลังจะกลายเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ กลับติดอันดับต้น ๆ ประเทศที่ประชากรหิวโหยและขาดแคลนอาหารมากที่สุดในโลก เป็นเพราะอะไรกัน ?

อินเดียเลี้ยงคนทั้งโลกได้ แต่ทำไมคนในประเทศยังหิวโหย?

หากพูดถึงอาหารที่อินเดียส่งออกมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘ข้าว’ ในปี 2023 อินเดียส่งออกข้าวมากถึง 16.5 ล้านตัน ขึ้นแท่นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าประเทศไทยที่ส่งออกข้าวเพียง 8.2 ล้านตัน รั้งอันดับ 2 ของโลก

แต่ล่าสุดทาง Global Hunger Index ได้จัดอันดับประเทศที่มีระดับความหิวโหยรุนแรงที่สุดในโลก พบว่า อินเดียติดอันดับ 111 จาก 125 ประเทศ (ยิ่งรั้งท้ายตารางยิ่งมีระดับความหิวโหยอยู่ในขั้นรุงแรง) โดยมีคะแนนความอดอยาก (GHI) อยู่ที่ 28.7 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับรุนแรง

ในบรรดาประชากรอินเดียที่มีอยู่ราว 1.4 พันล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรโลก มีผู้คนที่ขาดสารอาหารและเผชิญกับความหิวโหยมากกว่า 190 ล้านคน 

*ค่า GHI มีเกณฑ์การวัดผลมาจาก 5 ปัจจัย ได้แก่ ความหิวโหย, ภาวะเตี้ยแคระแกร็น, ภาวะผอม, การขาดสารอาหาร, และการตายของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เป็นต้น

ทำไมคนในประเทศยังหิวโหย? สาเหตุหลักนั้นไม่ใช่ปัญหาความยากจนอย่างที่ใคร ๆ คิด แต่มาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1. ปัญหาด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน (Logistics and supply chains)

โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาและคงคุณภาพของวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ผลิตขึ้นมา ต่อให้ประเทศอินเดียสามารถผลิตได้มากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบันถึง 2 เท่า แต่ยังมีโครงสร้างด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานไม่ดี ปัญหาความหิวโหยก็จะยังคงไม่หมดไป

ปัจจุบันการขนส่งของอินเดียต้องอาศัยการขนส่งทางถนนเป็นอย่างมาก ประมาณ 65% ในการขนย้ายสินค้า แต่ถนนภายในประเทศยังไม่ได้รับการพัฒนา ซึ่งอาจทำให้เกิดความแออัด ความล่าช้า และอาจเกิดความเสียหายต่อสินค้าได้ 

รวมถึงระบบห่วงโซ่อุปทานที่กระจัดกระจายระหว่างผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าปลีก และผู้ขนส่ง ทำให้กว่าสินค้าจะถูกแปรรูปและจัดจำหน่ายสู่มือผู้บริโภค ก็มีบางส่วนที่สูญหายและเน่าเสียไปแล้ว

ตัวอย่างเช่น ถ้าอินเดียปลูกข้าวได้มากกว่า 30 ล้านตัน แต่ยังคงไม่ปรับปรุงปัจจัยด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน ข้าว 30 ล้านตันที่ได้มานี้อาจสูญหายไประหว่างการขนส่ง การแปรรูป รวมถึงการเก็บรักษาที่ไม่ได้มาตราฐานก็ส่งผลให้ข้าวนี้เน่าเสียไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นเดียวกัน

ข้อมูลจากสำนักงานการค้าระหว่างประเทศ เผยว่า ปัญหานี้ทำให้อินเดียสูญเสียผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวไปเกือบ 40% นั่นหมายความว่าถ้าผลิตข้าวได้ 30 ล้านตัน แต่โครงสร้างพื้นฐานยังแย่อยู่ ปริมาณข้าวที่เหลือจากการผลิตจริง ๆ จะมีอยู่แค่ 18 ล้านตันเท่านั้น

2. ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง

ปัจจุบันชนชั้นกลางของอินเดียคิดเป็น 31% จากประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าในอีก 7 ปีมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นเป็น 38% และการที่ประเทศมีชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากเมื่อประชาชนมีฐานะที่ดีขึ้นก็เริ่มต้องการสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น

เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นสวนทางกับอาหารที่มีอยู่มันจึงส่งผลต่อปริมาณอาหารโดยรวมของประเทศ หรือพูดง่าย ๆ คือ มีคนที่ฐานะดีขึ้นและมีกำลังซื้อมากขึ้น แต่อาหารภายในประเทศยังคงมีอยู่เท่าเดิม (แม้ผลิตเพิ่มขึ้นแต่จากปัญหาข้อที่ 1 จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้) ดังนั้น อาหารที่มีจึงไม่เพียงพอต่อคนทั้งชาตินั่นเอง

ค่าเฉลี่ยต่อเดือนที่ชนชั้นกลางในอินเดียใช้จ่ายสำหรับอาหารจะอยู่ที่ประมาณ 1,700 บาท-3,000 บาท

เห็นได้ว่าจากทั้ง 2 ปัจจัยหลักนั้นส่งผลกระทบต่อปัญหาความขาดแคลนของอินเดียอย่างเป็นวงจร ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาอาจไม่สามารถเริ่มต้นเพียงแค่รัฐบาลฝ่ายเดียวได้ แต่ทุกภาคส่วน อาทิ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน ต้องให้ความร่วมมือกัน ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลก็พยายามออกนโยบายมากมายเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้

อ้างอิง: cnbc, globalhungerindex, theglobalstatistics, undp.org

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก ‘Water Positive’ เทรนด์ความยั่งยืนที่ธุรกิจเลี่ยงไม่ได้

เจาะลึกแนวคิด Water Positive และวิกฤตการใช้น้ำของ Data Center ในยุค AI เฟื่องฟู ถอดบทเรียนจาก Microsoft, Google และ AWS กับนวัตกรรมเปลี่ยนน้ำเสียเป็นน้ำเย็น เพื่อความยั่งยืนทางดิจิ...

Responsive image

ต้องมีเทคโนโลยีล้ำสมัย หรือแค่นโยบายที่ถูกต้องก็พอ? ถอดบทเรียนจาก 2 ผู้เชี่ยวชาญแห่ง MIT กับทางรอดของธุรกิจไทยในยุคโลกเดือด

เจาะลึกมุมมองผู้เชี่ยวชาญ MIT ถึงทางรอดธุรกิจไทยในยุคโลกเดือด ทำไมเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบเดียว แต่ต้องมี 'ภาษีคาร์บอน' และ 'นโยบาย' ที่เข้มข้น พร้อมเผยงานวิจัย Data Center ที่อาจทำลาย...

Responsive image

นักวิจัยพบวิธีเปลี่ยนขยะเหมืองให้เป็นแร่ที่ใช้ในมือถือและรถ EV ได้ดีกว่าเดิม 3 เท่า !

อุปกรณ์หลายอย่างที่เราใช้กันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะมือถือหรือรถยนต์ไฟฟ้า ล้วนต้องพึ่งพา ‘แร่หายาก’ ซึ่งจริงๆ มันไม่ได้หายากตามชื่อ แต่ปัญหาคือ ‘แร่ชนิดนี้สกัดยากมาก’ เพราะฝังตัวแน่นอยู่...