หลัง Net Zero ต้องรู้จัก 'ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)' เรื่องใหญ่ที่ภาคธุรกิจเลี่ยงไม่ได้

Biodiversity

ได้ยินคำว่า 'ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)' คุณอาจจะอาจนึกถึงเรื่องต้นไม้ ป่าไม้ การอนุรักษ์สัตว์ป่า แต่ในความเป็นจริง คำนี้ครอบคลุม ธรรมชาติทั้งหมดที่เป็นฐานความอยู่รอดของมนุษย์ 

คำนี้กำลังทวีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ เพราะนอกจากองค์กรต้องเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอน ลดการปล่อยคาร์บอน ทำเรื่อง Carbon Credit แล้ว ธุรกิจยังต้องเก็บข้อมูลและจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงเรื่อง Biodiversity Credit ด้วย

Biodiversity บนโครงสร้างความยั่งยืน 17 ข้อ

จากข้างต้นที่กล่าวถึง 'ธรรมชาติทั้งหมดที่เป็นฐานความอยู่รอดของมนุษย์' อธิบายให้เห็นภาพผ่านโครงสร้างความยั่งยืน 17 ข้อ ได้ด้วยโมเดล SDG Wedding Cake (ใช่แล้ว เค้กแต่งงาน SDG) จะพบว่าฐานล่างสุด ใหญ่สุด ซึ่งรองรับระบบสังคม (Society) และเศรษฐกิจ (Economy) เอาไว้ก็คือ Biosphere หรือ ธรรมชาติ ฐานทรัพยากร และระบบนิเวศทั้งหมดที่เป็นรากฐานของสิ่งมีชีวิต 

หากฐานของธรรมชาติเปราะบางจนพังทลายไป ก็จะไม่มีเศรษฐกิจหรือสังคมใดที่จะสามารถอยู่รอดได้บนโลกใบนี้

'นิเวศบริการ' มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ซ่อนในธรรมชาติ

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อธิบายว่า เบื้องหลังความหลากหลายทางชีวภาพที่หลายคนมองข้ามไปนั้น ธรรมชาติมอบ นิเวศบริการ (Ecosystem Services) ให้มนุษย์ใช้ฟรี ทั้งในด้านการเป็นแหล่งผลิตอาหาร แหล่งน้ำสะอาด ยารักษาโรค ตลอดจนบริการที่เฝ้าควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ 

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด  ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

ข้อมูลจาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่ากว่า 55% ของ GDP โลกต้องพึ่งพาธรรมชาติ และผลประโยชน์จากนิเวศบริการทั่วโลกนั้นมีมูลค่าสูงถึงปีละ 125 ล้านล้านดอลลาร์ สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือ ระหว่างปี 1992 - 2014 แม้ทุนมนุษย์ (Human Capital) และสินค้าที่ผลิตได้จะเติบโตขึ้น 13% แต่ทุนธรรมชาติ (Natural Capital) กลับลดฮวบถึง 40%

ตัวอย่างนิเวศบริการที่หลายคนไม่รู้ เช่น ทุเรียน มี 'ค้างคาว' ช่วยผสมเกสรดอกทุเรียนตามธรรมชาติในเวลากลางคืน ส่งผลให้มีผลผลิตทุเรียนออกมามากมาย แต่หากค้างคาวลดจำนวนลงหรือหายไปเพราะถูกทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย เกษตรกรก็จะไม่สามารถผลิตทุเรียนได้อย่างเดิม อาจต้องจ้างแรงงานไปผสมเกสรดอกทุเรียน ต้นทุนการเกษตรก็จะเพิ่มขึ้น

5 แรงกดดันที่กำลังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ

วันนี้นิเวศบริการได้รับผลกระทบรอบด้าน ระบบนิเวศก็กำลังวิกฤตและถูกเร่งด้วย 5 แรงขับเคลื่อนหลักที่ก่อให้เกิดการสูญเสีย (5 Drivers of Biodiversity Loss) ได้แก่

Source : https://www.facebook.com/MaeFahLuangFoundation

  1. การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและแหล่งน้ำ (Land/Ocean/Freshwater Use Change) เป็นที่สาเหตุที่สร้างผลกระทบรุนแรงมากเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะ 'การสร้างสิ่งปลูกสร้าง' ที่ทำให้พื้นที่ธรรมชาติถูกแยกออกจากกัน (Fragmentation) เช่น การตัดถนนผ่ากลางป่า ทำให้สัตว์อย่างชะนี ซึ่งใช้ชีวิตบนต้นไม้ไม่สามารถข้ามไปมาหาสู่กันได้ นำไปสู่การผสมพันธุ์กันเองในเครือญาติ และทำให้สายพันธุ์อ่อนแอลง

  2. การตักตวงทรัพยากรมากเกินไป (Overexploitation) เช่น การบริโภคหรือจับสัตว์น้ำเกินขีดจำกัด ธรรมชาติก็ฟื้นตัวไม่ทัน

  3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่กำลังส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิโลก ความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั่วโลก และกระทบถึงภาคธุรกิจ

  4. มลพิษ (Pollution) คำนี้ไม่ได้ยึดโยงอยู่แค่เพียงขยะหรือสารเคมี แต่หมายรวมถึง 'มลพิษทางแสง' เช่น สภาพแวดล้อมในเมืองที่มีแต่แสงไฟ LED สาดส่องตลอดคืน หิ่งห้อยไม่สามารถอวดแสงแข่งกับแสงไฟได้ จึงไม่สามารถหาคู่ผสมพันธุ์ได้ จึงลดจำนวนลงอย่างมาก ตลอดจน 'มลพิษคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า' จากการใช้งานอุปกรณ์ที่มีคลื่นความถี่ต่างๆ ส่งผลกระทบต่อระบบการนำทางของนก ทำให้นกอพยพถิ่นฐานผิดเพี้ยนไปจากเดิม

  5. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน (Invasive Alien Species) เช่น ทุ่งดอกบัวตอง ที่ทำให้พืชพื้นเมืองไม่สามารถเติบโตได้ หอยเชอรี่ นกกระจอกเทศ ปลาหมอคางดำ ที่เข้ามาแพร่ขยายพันธุ์และทำลายสมดุลของสิ่งมีชีวิตในพื้นถิ่นต่างๆ อย่างรุนแรง

'Nature Positive' คำสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องรู้

BiodiversitySource : https://www.facebook.com/MaeFahLuangFoundation

เพื่อรับมือกับวิกฤตด้านสภาพแวดล้อม ประชาคมโลกจึงกำหนดกรอบการทำงาน Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ขึ้น เพื่อมุ่งสู่การเป็น 'Nature Positive' คือ การหยุดทำลายและฟื้นคืนธรรมชาติให้กลับสู่สภาพที่สมบูรณ์ภายในปี 2050

World Economic Forum (2021) ให้คำจำกัดความคำว่า 'Nature Positive' ว่าหมายถึง การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของโลกและสังคม เพื่อหยุดยั้งความเสียหายก่อนที่จะเกิดการสูญเสียธรรมชาติที่ดีของโลกตลอดไป

การตระหนักรู้ในประเด็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่ง และต่อไป ภาคธุรกิจจำเป็นต้องประเมินตัวเองผ่าน กรอบการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) เพื่อดูว่าองค์กรพึ่งพาอะไรจากธรรมชาติ (Dependency) บ้าง และสร้างผลกระทบ (Impact) ต่อสภาพแวดล้อมด้านไหน อย่างไรบ้าง 

จากนั้นจึงบริหารจัดการธุรกิจตามหลัก Mitigation Hierarchy หรือ การสร้างความเปลี่ยนแปลงตามลำดับ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 

  1. หลีกเลี่ยงผลกระทบ (Avoid)
  2. ลดผลกระทบ (Reduce)
  3. ฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืนมา (Restore & Regenerate)
  4. การปรับปรุงและเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจใหม่ (Transform) หากวิธีเดิมสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติมากเกินไป

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำร่องทำรายงาน TNFD และอยู่ระหว่างศึกษา Biodiversity Credit

คุณธานิษฎ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

ในประเทศไทย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกระดับงานอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนสู่การสร้าง ทุนธรรมชาติ (Natural Capital) ที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือจากภาคเอกชน และทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

คุณธานิษฎ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้ข้อมูลว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นองค์กรต้นแบบที่ลงมือปฏิบัติเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ผ่านการปรับใช้แนวคิด 'Nature-based Solutions (NbS)' ในการทำงานระดับพื้นที่ เช่นที่ ดอยตุง จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 90,000 ไร่ 

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่างๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืน

BiodiversitySource : https://www.facebook.com/MaeFahLuangFoundation

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ศึกษา กลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย และยังผลักดันการจัดทำ พื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30x30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 

อีกสิ่งที่ควรรู้คือ มูลนิธิฯ ยังริเริ่มนำร่องการทำรายงาน TNFD (TNFD Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) หรือ กรอบแนวทางที่ช่วยองค์กรธุรกิจเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ผลกระทบ และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นตัวอย่างและแนวทางให้หน่วยงานอื่นใช้เป็นต้นแบบได้ต่อไป

ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจจะต้องมองให้ไกลกว่าเรื่อง 'การลดคาร์บอน' 'Carbon Creadit' 'Net Zero' และมองให้รอบด้านเรื่องผลกระทบต่อ 'ความหลากหลายทางชีวภาพ' ปกป้อง 'ทุนธรรมชาติ' ร่วมกัน เพราะรากฐานของความยั่งยืน ต้องอยู่บนพื้นฐานของระบบนิเวศอันสมบูรณ์ หลักประกันเดียวที่จะช่วยให้ เศรษฐกิจ สังคม และมนุษยชาติ อยู่รอดได้ในอนาคต

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เยอรมนี หนึ่งในประเทศต้นแบบ ‘โรงไฟฟ้าเสมือน’ ของโลก

เยอรมนีถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกพูดถึงในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยี 'โรงไฟฟ้าเสมือน' หรือ Virtual Power Plant (VPP)...

Responsive image

นักวิจัยเปลี่ยนเปลือกยูคาลิปตัส เป็นวัสดุกรองน้ำและอากาศ! ใช้กรองน้ำเสีย ฟอกอากาศ และดักจับ CO2 ได้

ทีมวิจัย RMIT University ค้นพบว่าเปลือกยูคาลิปตัสที่เหลือจากอุตสาหกรรมป่าไม้สามารถแปลงเป็นคาร์บอนรูพรุนสูงด้วยกระบวนการขั้นตอนเดียว ใช้กรองน้ำเสีย ฟอกอากาศ และดักจับก๊าซคาร์บอนไดออ...

Responsive image

นักวิทย์ฯ เกาหลีใต้สร้าง ‘แบตเตอรี่ก๊าซ’ ดักจับมลพิษจากในอากาศ เปลี่ยนเป็นไฟฟ้าได้โดยตรงในเครื่องเดียว

ทีมวิจัยเกาหลีใต้จากมหาวิทยาลัยซองกยุนกวันเปิดตัว Gas Capture and Electricity Generator อุปกรณ์ต้นแบบที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกแล้วเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าได้โดยตรง ผลิตได้ถึง 3.8 โวลต์ ขับเค...