ธรรมชาติคือโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องแลกกับการเติบโต ผู้นำธุรกิจจะเปลี่ยน ‘ทุนธรรมชาติ’ ให้กลายเป็น ความได้เปรียบทางการแข่งขันระยะยาวได้อย่างไร?

ลองนึกภาพเวทีเดียวที่เจ้าพ่อเหมืองแร่ระดับพันล้านนั่งอยู่ข้างซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ นักนิเวศวิทยา และผู้บริหารบริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วทุกคนกลับเห็นตรงกันในเรื่องที่ฟังดูไม่เข้าหูนักลงทุนสายเก่า นั่นคือเศรษฐกิจโลกกำลังปฏิบัติกับธรรมชาติเหมือนเป็นของฟรี ทั้งที่จริงแล้วมันคือรากฐานที่ทุกอย่างตั้งอยู่

นี่คือเซสชัน Nature Is Infrastructure บนเวที Summer Davos งานของ World Economic Forum (WEF) ที่เมือง Dalian ประเทศจีน มี Vijay Vaitheeswaran อดีตบรรณาธิการนิตยสาร The Economist เป็นผู้ดำเนินรายการ ที่ขอแต่ตัวอย่างจับต้องได้ ไม่เอาคำพูดสวยหรู เพราะที่ผ่านมาประเด็นนี้มักจบแบบเดิม คือทุกคนพยักหน้าว่าสำคัญ แล้วต่างคนต่างกลับไปอยู่มุมของตัวเอง สรุปสั้น ๆ ว่าเวทีนี้พูดอะไรกันบ้าง

แก่นหลัก เลิกแยกธรรมชาติออกจากเศรษฐกิจ

Angela Moles นักนิเวศวิทยาจากออสเตรเลีย ชี้ว่าเรามองการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภูมิอากาศ และธรรมชาติเป็นคนละเรื่องมานานเกินไป ทั้งที่มันคือเรื่องเดียวกัน การเติบโตโดยแลกกับธรรมชาติ อย่างดีที่สุดก็เป็นแค่ชัยชนะระยะสั้น

ที่น่าสนใจคือคุณ Angela เสนอให้เลิกคิดแบบเดิมที่พยายามฟื้นธรรมชาติให้กลับไปเหมือนตอนที่โลกยังสมบูรณ์แบบ เพราะภายใต้ภาวะโลกร้อนมันแทบเป็นไปไม่ได้ เหมือนพยายามต้านกระแสน้ำ สิ่งที่ควรทำคือถามใหม่ว่าเราจะรักษาอะไรและพาอะไรเดินต่อไปข้างหน้าได้มากที่สุด และโลกข้างหน้าจะไม่ใช่โลกที่เหลือแต่ทะเลทรายกับฝุ่นอย่างที่หลายคนกลัว แต่จะเป็นโลกที่ต่างไปจากเดิม

André Hoffmann รองประธาน Roche เสริมว่าทุกวันนี้ธุรกิจวัดแต่กระแสเงิน แต่ไม่เคยวัดผลกระทบต่อ 'ทุนสามด้าน' คือทุนทางสังคม ทุนมนุษย์ และทุนธรรมชาติ ทั้งที่ทั้งสามมีค่าเท่ากันในการสร้างมูลค่า คุณ André ยังชี้ว่าในมุมธุรกิจยา ถ้าภารกิจคือการรักษาชีวิตคน ก็ต้องรักษาสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติเอาไว้ด้วย เพราะแม้แต่โมเลกุลของยาก็มาจากธรรมชาติ คุณ André เรียกสภาพที่เราวัดผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้ว่า 'เรากำลังบินตาบอด'

ของจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และทำกำไรด้วย

จุดที่ทำให้คนทั้งห้องอึ้งคือตัวเลขของ Novonesis บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากเดนมาร์ก Ester Baiget ซีอีโอ เล่าว่าตั้งแต่ปี 2018 บริษัทลดการปล่อยคาร์บอนลง 63% แต่รายได้กลับโตขึ้นกว่า 30% พร้อมกำไรในระดับสูง ข้อสรุปของคุณ Ester คือ 'โลกกับกำไรคือสองด้านของเหรียญเดียวกัน'

สิ่งที่ Novonesis ทำคือใช้ชีววิทยามาสร้างทางเลือกแทนของเดิม ทั้งทางเลือกแทนปุ๋ยเคมี แทนเชื้อเพลิงฟอสซิล และแทนสารเคมีที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น คุณ Ester บอกว่าโซลูชันเหล่านี้สัมผัสชีวิตคนกว่า 2,000 ล้านคนทุกวัน เพียงแต่ทำงานอยู่เงียบ ๆ จนต้องออกมาเล่าให้มากขึ้น และย้ำว่าโซลูชันสีเขียววันนี้แข่งขันได้จริง แม้โลกจะอัดเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลปีละ 3 ล้านล้านดอลลาร์ก็ตาม ถ้าเลิกอุดหนุนเมื่อไหร่ พลังงานสะอาดยิ่งได้เปรียบ คุณ Ester ยังเสริมว่าการยืนหยัดเรื่องความยั่งยืนคือแม่เหล็กดึงคนเก่ง เพราะไม่มีใครอยากทำงานให้บริษัทที่ค่านิยมสวนทางกับตัวเอง

ฝั่งพลังงานแสงอาทิตย์ Dany Qian Jing จาก JinkoSolar เล่าว่าประสิทธิภาพเซลล์โซลาร์เพิ่มจาก 15% เป็น 27% ในเวลาสิบปี ทำให้กำลังการผลิตเท่าเดิมใช้พื้นที่น้อยลงถึง 70% นอกจากนี้ยังมีการผนวกแผงโซลาร์เข้ากับตัวอาคารโดยตรง ทั้งกระเบื้องโซลาร์ ผนังอาคาร ไปจนถึงการเคลือบบนตัวถังรถยนต์ และบริษัทยังไปไกลถึงขั้นพัฒนาแผงโซลาร์ในอวกาศ เพื่อแก้ปัญหาการแย่งที่ดินบนพื้นโลก

เสียงที่แรงที่สุดบนเวที

Andrew Forrest ผู้ก่อตั้ง Fortescue บริษัทเหมืองแร่ยักษ์ใหญ่ ออกตัวแรงว่าคำว่า 'net zero' คือการหลอกลวง เพราะเอาแต่อ้างว่าจะปลูกป่าหรือกักเก็บคาร์บอนมาหักลบ ทั้งที่ไม่ได้ผลจริง คุณ Andrew เสนอให้เปลี่ยนเป้าไปสู่การปล่อยเป็นศูนย์ที่แท้จริง คือหยุดเผาฟอสซิลไปเลย และยังตีคาร์บอนเครดิตว่าเป็นคำโกหกครั้งใหญ่อันดับสอง เพราะการได้เครดิตชิ้นเล็ก ๆ มักแลกมาด้วยความเสียหายที่ใหญ่กว่าในอีกที่หนึ่ง

ที่สำคัญคือ Fortescue ไม่ได้พูดเฉย ๆ แต่กำลังเปลี่ยนรถบรรทุกหนักและรถไฟยาว 3 กิโลเมตรให้ใช้พลังงานสะอาด ประหยัดดีเซลได้ปีละ 1,000 ล้านลิตร ซึ่งลงไปที่กำไรโดยตรง คุณ Andrew ยังจี้ว่ารัฐบาลด้านหนึ่งบอกให้ธุรกิจไปสีเขียว แต่อีกด้านกลับเอาเงินไปอุดหนุนฟอสซิล เหมือนสั่งให้สู้โดยมัดมือไว้ข้างหลัง ประโยคเด็ดของคุณ Andrew คือ 'เราเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดเพราะมันคือธุรกิจที่ดี' ไม่ใช่เพราะอยากเป็นคนรักษ์โลก และเมื่อมีคนล้อว่าเป็นพวกกอดต้นไม้ คุณ Andrew ก็ตอบว่า 'เราแค่พยายามรักษาชีวิตเอาไว้ ถ้าทำลายโลกต่อไป เราก็จะหายไปพร้อมกับมัน'

เมื่อความมั่นคงทางพลังงานกลายเป็นแรงเร่ง

คุณ Ester บอกว่าสิ่งที่ยังขาดมีสองอย่าง หนึ่งคือเรื่องเล่าแห่งความหวังที่ต้องย้ำซ้ำ ๆ ว่าโซลูชันสะอาดมีจริงและแข่งขันได้ สองคือรัฐบาลต้องเดินหน้าให้กล้าและอย่ากะพริบตา

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยิ่งทำให้หลายประเทศเร่งแยกตัวจากฟอสซิล ไม่ใช่เพราะเรื่องโลกร้อนอย่างเดียว แต่เพราะความมั่นคงของชาติและการสร้างงานในประเทศ ทั้งอินเดียที่ดันการผสมเอทานอลในน้ำมันจาก E25 และ E30 ไปจนถึงคุยกันเรื่อง E100 และจีนที่เร่งเครื่องเรื่องการใช้ไฟฟ้า คุณ Ester ทิ้งท้ายว่า 'มันไม่ใช่เรื่องอุดมคติ แต่คือเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้น'

คุณ Vijay เสริมว่า International Energy Agency (IEA) เรียกยุคนี้ว่ายุคแห่งไฟฟ้า เพราะการเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าโตเร็วกว่าความต้องการพลังงานโดยรวมถึงสองเท่า แต่ก็เตือนสติว่าโลกยังอัดเงินอุดหนุนฟอสซิลปีละหลายล้านล้านดอลลาร์ตามตัวเลขของ International Monetary Fund (IMF) แถมมักเพิ่มขึ้นเวลาเกิดวิกฤต ไม่ใช่ลดลง โดยย้ำประโยคที่พูดทั้งงานว่า 'อย่าปล่อยให้สิ่งที่สมบูรณ์แบบมาเป็นศัตรูของสิ่งที่ดีพอ'

โจทย์ที่ยังเหลืออยู่

ปัญหาใหญ่ที่ทุกคนเห็นตรงกันคือเรายังขาดข้อมูลที่ดีพอจะตีมูลค่าธรรมชาติ มีผู้ฟังถามตรง ๆ ว่าตอนนี้เรากำลังเลือกที่จะบินตาบอดอยู่หรือเปล่า คุณ Angela ตอบด้วยตัวอย่างที่ชวนขนลุกว่า พืชกำลังย้ายถิ่นเร็วถึง 900 เมตรต่อปี และ 37% ย้ายไปผิดทางคือมุ่งไปที่ที่ร้อนขึ้น โดยที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไม

คุณ Vijay สรุปได้คว่า 'นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของตลาด แต่คือความล้มเหลวเชิงนโยบายในระดับมหึมา' เพราะรัฐบาลด้านหนึ่งบอกให้ไปสีเขียว แต่อีกด้านกลับอุดหนุนฟอสซิล แถมกลุ่ม G7 เคยรับปากจะเลิกอุดหนุนตั้งแต่ 20 ปีก่อน แต่จนวันนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น ทางออกที่คุณ André เสนอคือต้องดึงธรรมชาติขึ้นมาอยู่บนงบดุลให้ได้ ผ่านมาตรฐานการรายงานผลกระทบอย่าง International Sustainability Standards Board (ISSB) แม้จะยอมรับว่าตลาดหลักทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลกยังไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ตาม

ส่วนข้อความถึงคนรุ่นใหม่ คุณ Andrew อยากให้ช่วยกันทวงความรับผิดชอบจากผู้นำธุรกิจที่ปล่อยมลพิษ และเลิกรับข้ออ้างในการถ่วงเวลา ขณะที่คุณ Ester ฝากไว้ว่าให้เคลื่อนไหวด้วยความหวัง ไม่ใช่ความโกรธ เพราะความโกรธไม่ได้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง แต่สร้างแค่ความวิตกกังวล

เวทีนี้ปิดท้ายด้วยนิยามความยั่งยืนคลาสสิกจากคณะกรรมาธิการ Brundtland เมื่อปี 1992 ที่ว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการตอบสนองความต้องการของคนวันนี้ โดยไม่ลิดรอนความสามารถของคนรุ่นอนาคต หัวใจจึงไม่ใช่แค่เรื่องคาร์บอน แต่คือการเลิกคิดแบบแยกส่วน แล้วมองภาพรวมทั้งวันนี้และอนาคตไปพร้อมกัน

ที่มา: เซสชัน Nature Is Infrastructure จากงาน World Economic Forum Annual Meeting of the New Champions 2026 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ช่องแคบฮอร์มุซปิดไม่กี่สัปดาห์ แต่เขย่าแผนที่พลังงานทั้งโลก! 5 ผู้นำถอดบทเรียนเส้นทางพลังงานใหม่บนเวที Summer Davos 2026

ถอดบทเรียนเซสชัน Energy Corridors, Reshuffled บนเวที Summer Davos 2026 เมื่อวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซบีบให้โลกจัดระเบียบเส้นทางพลังงานใหม่ ทั้งจุดคอขวดทางการคลัง ช่องว่างการลงทุนในแอฟริก...

Responsive image

L'Oréal Groupe เดินหน้าผลักดันแนวคิด Refill Beauty สู่ความงามที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน รับ World Refill Day 2026

ลอรีอัล กรุ๊ป เดินหน้าแคมเปญ #JoinTheRefillMovement ครั้งใหญ่ที่สุด รับ World Refill Day 2026 ผนึก 4 แผนก 18 แบรนด์ 28 ผลิตภัณฑ์ ดัน 'ความงามแบบเติมได้' ที่คุ้มค่า เก๋ และยั่งยืนสำ...

Responsive image

Breakthrough ครั้งใหญ่! ดวงอาทิตย์เทียม เกาหลีใต้สร้างสถิติใหม่ เดินเครื่อง 102 วินาที จ่อพลิกโฉมอนาคตพลังงานโลก

เตาปฏิกรณ์ KSTAR หรือ 'ดวงอาทิตย์เทียม' ของเกาหลีใต้ สร้างสถิติเดินเครื่องกักเก็บพลาสมา 100 ล้านองศานาน 102 วินาที ความหวังใหม่สู่พลังงานสะอาดแห่งอนาคต...