
ทุกครั้งที่เราพิมพ์คำถามหนึ่งบรรทัดใส่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) เบื้องหลังคือพลังงานไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาลที่ถูกดึงไปประมวลผลในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดยักษ์ที่ไหนสักแห่งบนโลก โจทย์ที่ตามมาคือ ถ้าศูนย์ข้อมูลเหล่านั้นเลือกย้ายมาตั้งในไทย เราพร้อมจ่ายทั้งไฟและน้ำให้มันเดินเครื่องแบบไม่สะดุด และทำได้อย่างยั่งยืนหรือยัง
นี่คือแก่นของเวทีเสวนา 'No Sustainability, No Scale: The New Rules for AI and Data Centers' ที่ตีความความยั่งยืนให้กลายเป็นใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจ (License to Operate) ของ AI และ Data Center โดยตรง เวทีนี้ดึงผู้บริหารระดับสูงจากฝั่งพลังงานและน้ำของไทยมานั่งตอบคำถามเดียวกัน ทั้ง ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), คุณนพเดช กรรณสูต นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บมจ. บี.กริม เพาเวอร์, คุณสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บมจ. กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ และคุณบดินทร์ อุดล กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (East Water) ดำเนินรายการโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน
ตัวเลขที่ ดร.วิทย์ ยกขึ้นมาเปิดวงสะท้อนภาพได้ดี ไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าราว 52,000 เมกะวัตต์ แต่ใช้จริงช่วงพีกอยู่ที่ราว 37,000 เมกะวัตต์ ฟังดูเหลือเฟือ แต่ Data Center ไม่ได้ต้องการแค่ไฟปริมาณเยอะ มันต้องการระบบที่ไหลลื่น เสถียร และสะอาดไปพร้อมกัน

คุณสมิทธ์เปิดด้วยการตอบเสียงวิจารณ์ที่ว่า Data Center มาตั้งในไทยแล้วสร้างงานไม่มาก แต่กลับกินทรัพยากรของประเทศมหาศาล โดยเปรียบ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ไม่ต่างจากการสร้างถนนเข้าไปยังเมืองหนึ่ง ถ้าไม่มีถนน เมืองปลายทางก็ไม่มีทางเติบโต แต่พอถนนตัดเข้าไปถึง โรงแรม ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวจะตามมาเอง หัวใจอยู่ที่ 'ถนนต้องมาก่อน' เศรษฐกิจที่ต่อยอดจึงจะเกิด
คุณสมิทธ์เล่าจากประสบการณ์ตรงเมื่อ 20 ปีก่อน ครั้งที่ไปประจำการในบริษัทข้ามชาติทั้งที่เกาหลีและสิงคโปร์ ทั้งสองประเทศออกกฎหมายชัดเจนว่าข้อมูลสำคัญต้องเก็บอยู่ในประเทศเท่านั้น เหตุผลคือเมื่อข้อมูลอยู่ในประเทศ การประมวลผลและการต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นงานวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) หรือธุรกิจอื่น ก็ทำได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และสะดวกขึ้น ส่วนจีนเดินไปอีกขั้น ด้วยการบล็อก AI จากต่างชาติทั้ง Gemini, Claude และ ChatGPT เพื่อบังคับให้คนในประเทศใช้ AI ของตัวเองเท่านั้น
ภาพอนาคตที่คุณสมิทธ์วาดไว้คือ วันนี้ออกจากบ้านลืมกระเป๋าตังค์ได้ แต่ลืมโทรศัพท์ไม่ได้ และในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า AI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจนนึกไม่ออกว่าถ้าไม่มีจะอยู่กันอย่างไร คำถามคือถ้าไทยไม่มี Data Center ของตัวเอง สมองและข้อมูลทั้งหมดจะไปกองอยู่ต่างประเทศ วันใดที่สายส่งอินเทอร์เน็ตมีปัญหาหรือเกิดภาวะสงครามจนถูกตัดขาด คำถามคือประเทศจะเดินต่ออย่างไร นั่นทำให้ Data Center ไม่ใช่ของที่มีไว้ก็ดี แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ธุรกิจดิจิทัลทุกอย่างต้องยืนอยู่บนมัน

ดร.นรินทร์เริ่มจากการจัดกลุ่มคำถามที่ได้รับมาให้เหลือ 3 ข้อใหญ่ ข้อแรกคือคุณภาพไฟฟ้าของไทยเมื่อเทียบกับประเทศที่แย่งกันดึง Data Center นั้นดีกว่าหรือไม่ ข้อสองคือความพอเพียงของกำลังผลิต ระบบส่ง และโครงข่าย จะรองรับการเติบโตของ Data Center ในระยะยาวได้แค่ไหน และข้อสามที่สำคัญที่สุดคือความยั่งยืน ไทยมีความสามารถจ่ายไฟสีเขียวให้ Data Center แบบ 24 ชั่วโมงตลอด 7 วันได้หรือไม่ พร้อมย้ำว่าในวันนี้ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขบังคับ
สิ่งที่เปลี่ยนไปเชิงยุทธศาสตร์มีสองเรื่อง เรื่องแรกคือมุมมองต่อไฟฟ้าที่ขยับจากการดูแค่ปริมาณ มาเป็นทั้งปริมาณและคุณภาพ เรื่องที่สองคือการวางแผนระบบไฟฟ้าที่เดิมเป็นแบบนิ่ง ๆ (Static Planning) แต่เมื่อพลังงานทดแทน (Renewable Energy หรือ RE) และโรงไฟฟ้าใหญ่เข้ามาพร้อมกับ Data Center การวางแผนต้องกลายเป็นแบบยืดหยุ่นและทนทาน ที่ ดร.นรินทร์เรียกว่า Smart Resilience Planning
ในมิติคุณภาพ ดร.นรินทร์อ้างผลการศึกษาเปรียบเทียบระดับนานาชาติที่วัดปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ระบบจ่ายไม่ได้ คือไฟตกไฟดับ เทียบกับพลังงานที่ส่งจ่ายทั้งหมด ผลคือไทยทำได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และดีกว่าประเทศที่เป็นเกาะซึ่งคนไทยชอบไปเที่ยว 2 ถึง 5 เท่า แปลว่าคุณภาพไฟฟ้าไทยถือว่าอยู่ระดับดีมากในเอเชีย ส่วนมิติการผลิต ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนราว 25% และตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan หรือ PDP) ฉบับใหม่ อาจขยับขึ้นไปสูงถึงราว 70% ซึ่งตอบโจทย์ความยั่งยืนได้
แต่การมีกำลังผลิตอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่มีระบบส่งที่แข็งแรงให้ไฟวิ่ง กฟผ. จึงวางโปรแกรมยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อทำให้โครงข่ายพร้อมรับพลังงานทดแทนรอบใหม่ โดยทำสามด้านควบคู่กัน ด้านแรกคือนำ AI มาช่วยพยากรณ์การผลิตไฟจากพลังงานทดแทนที่ผันผวนตามสภาพภูมิอากาศ ซึ่งต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล ด้านที่สองคือการตั้งศูนย์วิเคราะห์การรบกวนระบบ (Disturbance Analysis Center) เพื่อดูปัจจัยที่กระทบความมั่นคงของระบบ และด้านที่สามคือการเพิ่มความยืดหยุ่น (Flexibility) ด้วยแบตเตอรี่สีเขียวขนาดใหญ่อย่างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ที่ใช้โซลาร์สูบน้ำขึ้นตอนกลางวันแล้วปล่อยลงมาปั่นไฟตอนกลางคืน รวมถึงการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ระดับโครงข่าย (Grid-Scale Battery Energy Storage) เพื่อเคลื่อนย้ายพลังงานข้ามช่วงเวลา (Energy Shifting) ที่ ดร.นรินทร์เปรียบว่าคล้ายเครื่องย้อนเวลา (Time Machine)
อีกชั้นหนึ่งคือการป้องกันไฟตกไฟดับเป็นวงกว้าง (Blackout Prevention) ผ่านระบบเฝ้าระวังและป้องกันแบบครอบคลุมพื้นที่กว้าง (Wide Area Monitoring Protection Analysis Control) และระบบประเมินความมั่นคงของระบบไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ (Real-Time Dynamic Security Assessment) ส่วนการจ่ายไฟสีเขียวตลอด 24 ชั่วโมง ภาครัฐได้คิกออฟแคมเปญอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff หรือ UGT) ทั้ง UGT1 และ UGT2 ซึ่ง ดร.นรินทร์ย้ำว่ายังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นและจะมีรุ่นต่อ ๆ ไปตามมา
ที่เป็นรูปธรรมแล้วคือกรณีทดสอบในภาคตะวันออก ที่ กฟผ. รู้ว่า Data Center จะเข้ามาเยอะและพื้นที่นี้มีคอขวดด้านระบบส่ง จึงเริ่มอัปเกรดระบบนำร่อง 3 ไซต์ตั้งแต่ราวเดือนธันวาคมจนเสร็จราวเดือนมกราคม ทำให้พร้อมจ่ายไฟเพิ่มได้ 550 เมกะวัตต์ในช่วงเวลาสั้น ๆ เบื้องต้น และยังมีแผนขยายระบบส่งระยะยาวเพื่อรองรับเพิ่มอีก 3,000 ถึง 4,000 เมกะวัตต์ พร้อมโครงการรับซื้อพลังงานทดแทนและไฟสะอาดจาก สปป.ลาว เป็นหลักฐานยืนยันว่าฝั่งไฟฟ้าพร้อมแล้ว

หลายคนเพิ่งรู้ว่า Data Center ใช้น้ำด้วย คุณบดินทร์อธิบายว่าเมื่อคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ระดับ 100 ถึง 1,000 เมกะวัตต์เดินเครื่องต่อเนื่อง ความร้อนมหาศาลจะเกิดขึ้น แม้เทคโนโลยีระบายความร้อน (Cooling) ของ Data Center ยุคใหม่จะพัฒนาไปไกล ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ไทยไม่ต้องเจอยุคที่ Cooling ยังกินน้ำหนัก แต่ก็ยังเลี่ยงการใช้น้ำเพื่อทำให้ระบบเดินได้อย่างเสถียรไม่ได้อยู่ดี องค์ประกอบที่ทำให้ Data Center เกิดขึ้นในไทยได้จึงมีสามอย่างคือ ไฟ น้ำ และระบบอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อ
เหตุผลที่นักลงทุน Data Center ล็อตแรกเลือกลงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) ก็เพราะที่ผ่านมา East Water ลงทุนสร้างกริดน้ำเชื่อมแหล่งน้ำสำคัญในภาคตะวันออกไว้หมดแล้ว ระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร ทำให้บริหารจัดการน้ำได้อย่างยืดหยุ่น เพราะปัญหาน้ำนั้น 'เอาแน่เอานอนไม่ได้' บางพื้นที่แล้ง แต่อีกที่กลับท่วม การจะบริหารน้ำในเวลาที่น้ำมากและน้ำน้อยจึงต้องมีการเชื่อมโยงถึงกันและวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือระบบท่อกริดที่ East Water วางไว้
คุณบดินทร์ย้ำว่าทุ่มความพยายามกว่า 80% ไปกับการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิด เพราะการเคลื่อนย้ายน้ำแต่ละครั้งมีข้อจำกัดเชิงวิศวกรรมมาก หัวใจของการบริหารจัดการน้ำให้ยั่งยืนจึงอยู่ที่การคาดการณ์ และสิ่งที่คุณบดินทร์เรียกว่าการประสานฝั่งความต้องการใช้น้ำกับฝั่งจัดหาน้ำ (Demand Supply Engagement) ตัวอย่างที่ชัดคือปีนี้มีการคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Nino) แต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมากลับมีฝนตกเต็มไปหมด สะท้อนว่าข้อมูลที่คาดการณ์กับสิ่งที่เกิดจริงมีทั้งเหมือนและต่าง ความท้าทายทั้งหมดจึงอยู่ที่การคาดการณ์
กริดน้ำของ East Water วันนี้เคลื่อนย้ายน้ำได้ราว 600 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ครอบคลุมตั้งแต่ทางเหนือของฉะเชิงเทราและแม่น้ำบางปะกง ลงไปถึงพื้นที่มาบตาพุดและสัตหีบทางใต้ ไกลไปถึงวังจันทร์และเผื่อถึงจันทบุรี การวางแผนทำทั้งกรณีฐาน (Base Case) ที่ปีหน้าเชื่อว่าไม่มีปัญหา และกรณีเลวร้ายที่สุดที่อาจมีปัญหาเล็กน้อยตามการคาดการณ์สมดุลระหว่างความต้องการใช้น้ำกับปริมาณน้ำที่มี เมื่อใดที่ความจริงเพี้ยนจากที่คาดไว้ ก็จะหยิบแผนบรรเทาผลกระทบ (Mitigation Plan) มาดำเนินการป้องกันทันที โดยมองว่าน้ำไม่ใช่สินค้า แต่เป็นทรัพยากรที่ต้องวางแผน และส่งเสริมให้ผู้ใช้น้ำใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการลดการใช้ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)
ประเด็นที่หลายคนกังวลคือ Data Center จะแย่งน้ำจากบ้านเรือน ชุมชน และภาคเกษตรหรือไม่ คุณบดินทร์ชี้ว่าตั้งแต่ต้นน้ำมีไกด์ไลน์ของกรมชลประทานกำกับอยู่แล้ว ลำดับความสำคัญสูงสุดของการจัดสรรน้ำคือชุมชน รองลงมาคือภาคเกษตรและการดูแลรักษานิเวศ ส่วนอุตสาหกรรมอยู่ลำดับท้าย ๆ เมื่อดูสัดส่วนการใช้น้ำในพื้นที่ EEC ชุมชนอยู่ที่ราว 10% เกษตรและรักษานิเวศรวมกันราว 80% ส่วนอุตสาหกรรมอยู่ที่เพียงราว 7 ถึง 8% เท่านั้น Data Center จึงเป็นผู้ใช้น้ำรายเล็ก และเมื่อบริหารการคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำกับปริมาณน้ำได้แม่นยำ ผลกระทบต่อชุมชนก็บรรเทาลงได้ ยิ่งกริดน้ำกว่า 500 กิโลเมตรพาดผ่านชุมชนเกือบ 200 แห่ง ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล และหมู่บ้าน East Water จึงสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนผ่านหลายโครงการเพื่อให้ชุมชนเข้าใจการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

คุณนพเดชย้ำว่าทรัพยากรที่สำคัญไม่ได้มีแค่ไฟและน้ำ แต่คือบุคลากร โจทย์ตั้งต้นคือทำอย่างไรให้การส่งเสริมการลงทุน Data Center นำไปสู่การยกระดับทักษะแรงงานชั้นสูงให้คนไทย องค์กรไทย และประเทศไทย จนสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง ซึ่งทางสมาคมและสภาอุตสาหกรรมได้หารือกับภาครัฐและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment หรือ BOI) จนมีการกำหนดนโยบายส่งเสริมการใช้บุคลากรและชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ และทักษะที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่วิศวกรรม แต่รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) วิศวกรข้อมูล (Data Engineer) และงานปฏิบัติการด้าน AI (AI Operation)
คุณนพเดชยกกรณีศึกษาที่ บี.กริม ทำจริง คือโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ระดับ Hyper-scale กำลัง 94 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 25,000 ล้านบาท ที่จังหวัดชลบุรี โครงการนี้ใช้คนไทยมากกว่า 90% ใช้ผู้รับเหมาในพื้นที่ และใช้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ 100% โดยทีมงานมาจากวิศวกรโรงไฟฟ้าและคนที่เคยทำปิโตรเคมี ผสานกับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากพันธมิตรในสิงคโปร์ที่ทำ Data Center มาทั่วโลก เพื่อยกระดับวิศวกรไทยให้เป็นวิศวกรทักษะชั้นสูง อีกตัวอย่างคือฝั่งอุปกรณ์ระบบระบายความร้อนที่ บี.กริม ร่วมทุนตั้ง B.Grimm Carrier Thailand เพื่อพัฒนาขึ้นมาเอง
ในมิติการยกระดับทักษะ และการเสริมทักษะใหม่ คุณนพเดชมองว่าต้องเริ่มตั้งแต่รากฐาน บี.กริม จึงบ่มเพาะบุคลากรสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics หรือ STEM) ตั้งแต่ต้นน้ำกว่า 108,000 คน ด้วยการเข้าไปทำงานกับโรงเรียนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าและ Data Center ให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้ว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าถึงง่าย และสนุก ทั้งผ่านหลักสูตรในโรงเรียน การสอนครู และการพาดูงานจริง
ถัดมาคือการนำระบบทวิภาคี (Dual Vocational Program) แบบเยอรมันมาใช้ ให้นักศึกษาได้เรียนจากตำราและทำงานจริงควบคู่กัน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ที่ออกแบบหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยรอบโรงไฟฟ้าและ Data Center หนึ่งในนั้นคือสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ที่ร่วมคิดหลักสูตรพัฒนาทักษะด้าน AI ดิจิทัล และ Data Center สุดท้ายคือการสร้างระบบนิเวศของทักษะใหม่ ทั้งด้าน AI ดิจิทัล และความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurial) โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยดึงมหาวิทยาลัยระดับโลกจากบาร์เซโลนาอย่าง Harbour.Space เข้ามาปั้นคนให้พร้อมเข้าทำงานในโรงไฟฟ้าและ Data Center จริง คุณนพเดชมองว่าทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างระบบนิเวศใหม่ของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
คุณสมิทธ์มองว่าน้ำและไฟเป็นปัจจัยสำคัญก็จริง แต่หัวใจคือการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การออกแบบ Data Center ให้ใช้ไฟและน้ำน้อยที่สุดจึงสำคัญมาก โดย Gulf เป็นบริษัทแรกในไทยที่รองรับ Data Center แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (Water Cool) และอาคารได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกว่าประหยัดไฟที่สุด ทำค่าประสิทธิภาพการใช้ไฟ (Power Usage Effectiveness หรือ PUE) ได้ต่ำมาก
คุณสมิทธ์เชื่อมโยงให้เห็นว่าทุกครั้งที่ผู้ใช้ถาม AI หนึ่งคำถาม เจ้าของระบบต้องตัดสินใจว่าจะส่งโจทย์นั้นไปประมวลผลที่หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ตัวไหน ชิปรุ่นเก่าเปรียบเหมือนเครื่องยนต์รถรุ่นเก่าที่กินน้ำมันเยอะ ส่วนชิปรุ่นใหม่ผลิตหนึ่งโทเคน โดยใช้ไฟและน้ำน้อยลง ระบบจึงเลือกส่งโจทย์ไปที่เครื่องที่มีประสิทธิภาพและถูกที่สุดก่อน ซึ่งก็คือเครื่องรุ่นใหม่ และยังต้องชั่งกับราคาตามสมการสามเหลี่ยมที่ ดร.นรินทร์พูดถึง คือความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม
ตรงนี้เองที่คุณสมิทธ์พลิกมุมว่าการ 'มาทีหลัง' ของไทยกลับเป็นข้อได้เปรียบ หลายคนกังวลว่าสิงคโปร์เต็มแล้ว มาเลเซียเต็มแล้ว ไทยจะเป็นรถไฟขบวนสุดท้ายหรือเปล่า แต่การมาทีหลังแปลว่าไทยได้เครื่องรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Nvidia รุ่น 200 หรือรุ่นถัดไปที่ชื่อ Rubin ที่ประมวลผลต่อหนึ่ง Token ได้โดยใช้ไฟน้อยลง คุณสมิทธ์เล่าว่าเมื่อ 2 ถึง 3 ปีก่อน ตอนตัดสินใจสร้างโครงการแรกยังต้องไปดูงานที่สิงคโปร์ เพราะไทยมีแต่ Data Center ขนาดเล็ก และยุคนั้นยังเป็นระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air Cool) ไม่มี Water Cool เมื่อเครื่องรุ่นใหม่หนักขึ้นจนตู้แร็ก AI (AI Rack) หนึ่งตู้หนักถึง 2 ถึง 3 ตัน อาคารเก่าที่ไม่ได้ออกแบบรองรับเครื่องรุ่นใหม่หรือระบบน้ำไว้ก็รับไม่ไหว ไทยจึงได้เปรียบที่ออกแบบเผื่ออนาคตได้ คุณสมิทธ์สรุปว่าการสร้าง Data Center ไม่ใช่การมาแย่งทรัพยากรจากประชาชน แต่คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เมื่อถามถึงสิ่งที่ต้องปลดล็อก ดร.นรินทร์ระบุว่าภาครัฐเดินหน้าเต็มที่แล้ว โดยมีการปรับมุมมองจากการเป็นผู้กำกับที่เน้นควบคุม ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ คือเปลี่ยนจากการป้องกันความเสี่ยง มาเป็นการบริหารความเสี่ยงควบคู่กับการสร้างโอกาส เพราะจะตั้งรับแบบเดิมต่อไปไม่ได้ ดร.นรินทร์ยกตัวอย่างไอร์แลนด์ที่มอง Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะดึงเศรษฐกิจดิจิทัล อื่น ๆ ตามเข้ามา สิ่งที่ไทยทำได้คืออัปเกรดโครงข่ายระบบส่ง และการที่ภาครัฐกำลังกำหนดเงื่อนไขในการรับ Data Center ทั้งเรื่องการฝึกอบรมบุคลากร การลงทุน และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
ฝั่งน้ำ คุณบดินทร์มองว่าการบริหารจัดการน้ำควรได้รับการบูรณาการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อปรับตัวรับทรัพยากรน้ำที่ผันผวนตลอดเวลาจากภาวะโลกร้อน โดยเริ่มจากการบริหารบนการคาดการณ์ และสิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือการประสานกันระหว่างฝั่งความต้องการใช้น้ำ (Demand) และฝั่งจัดหาน้ำ (Supply) เมื่อ East Water สร้าง Connectivity ในภาคตะวันออกไว้พร้อม กฟผ. ขยายคอขวดด้านไฟแล้ว และฝั่งผู้ผลิตไฟอย่าง Gulf และ บี.กริม เคลียร์ฝั่งจัดหา ทั้งการสร้างโรงไฟฟ้าและการลำเลียงก๊าซ ทั้งหมดนี้จะประกอบกันเป็นห่วงโซ่คุณค่าของ Data Center ที่เก็บรักษาทรัพยากรของคนไทยไว้กับบริษัทไทยและครัวเรือนไทยเป็นหลัก เช่น ก๊าซจากอ่าวไทย โดยให้กลุ่มครัวเรือน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และอุตสาหกรรมในประเทศได้ใช้ก่อน ส่วน Data Center ในอนาคตก็บริหารจัดการให้ได้พลังงาน น้ำ และทรัพยากรของตัวเอง เพื่อให้การพัฒนา Digital Economy เดินไปพร้อมกับความอยู่รอดและความรุ่งเรืองของประเทศ

บทสรุปที่ ดร.วิทย์ ทิ้งท้ายไว้คือ ทุกคนรู้ว่า AI และ Data Center คืออนาคต แต่การบริหารจัดการที่ดีไม่ได้มีแค่การวางพื้นฐานให้คลื่นลูกใหม่ของประเทศ หากต้องใส่ความยั่งยืนไว้ในสมการเสมอ ทั้งความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำ การบริหารจัดการไฟฟ้า การสร้างทรัพยากรบุคคล และทั้งระบบนิเวศ เพื่อให้โอกาสทองนี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยได้จริง
ที่มา: เวทีเสวนา 'No Sustainability, No Scale: The New Rules for AI and Data Centers ความยั่งยืน License to Operate AI and Data Center' ภายในงาน Earth Jump 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด