เปลี่ยนคลื่นยักษ์เป็นพลังงานสะอาด โปรเจกต์สุดล้ำจาก 'บาร์เบโดส' ผลิตได้ทั้งไฟฟ้าและน้ำจืดในระบบเดียว

หากพูดถึงชื่อ ‘บาร์เบโดส’ (Barbados) หลายคนอาจนึกถึง Rihanna ศิลปินระดับโลกหรือภาพหาดทรายและน้ำทะเล แต่ในวันนี้ประเทศเกาะเล็กๆ ในแถบแคริบเบียนแห่งนี้กำลังจะกลายเป็น ‘ประภาคาร’ แห่งใหม่ของโลกในด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

ล่าสุดรัฐบาลบาร์เบโดส โดยหน่วยงาน Export Barbados ได้ลงนาม MoU ร่วมกับ Wavepiston บริษัทนวัตกรรมจากเดนมาร์ก เพื่อเริ่มโครงการนำร่องผลิตพลังงานจากคลื่นทะเลขนาด 50 เมกะวัตต์ ซึ่งความน่าสนใจไม่ได้มีแค่การผลิตไฟฟ้าได้ แต่ยังสามารถผลิตน้ำจืดได้ในเวลาเดียวกัน

‘พลังงานคลื่น’ ขุมทรัพย์ที่ถูกมองข้าม

ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า พลังงานจากคลื่นทะเลรอบชายฝั่งสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว มีศักยภาพสูงถึง 2.64 ล้านล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปีหรือคิดเป็นกว่า 60% ของไฟฟ้าที่คนอเมริกันใช้ทั้งประเทศ

ที่สำคัญคลื่นมีความสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้แม่นยำกว่าแสงแดดและลม ซึ่งมักจะผันผวนตามช่วงเวลา แม้ปัจจุบันทั่วโลกจะมีเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานทางทะเลกว่า 200 รูปแบบ แต่มีเพียงไม่กี่รายที่ก้าวมาถึงระดับการใช้งานจริงเหมือนกับ Wavepiston

เทคโนโลยีของ Wavepiston ถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยมีลักษณะเป็นสายเคเบิลยาวประมาณ 350 เมตร ทอดตัวอยู่ใต้ผิวน้ำและมีตัวเก็บพลังงานติดตั้งอยู่เป็นระยะๆ ดูคล้ายกับลูกปัดบนเส้นเชือก

จากแรงกระเพื่อมของน้ำ สู่พลังงานที่จับต้องได้

หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้เริ่มต้นที่ 'แผ่นรับแรงคลื่น' ซึ่งทำหน้าที่เหมือนใบเรือขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ใต้น้ำ เมื่อคลื่นทะเลเคลื่อนที่ผ่าน แผ่นใบเรือเหล่านี้จะขยับโยกไปมาตามจังหวะของมวลน้ำมหาศาลที่พัดผ่านตัวมัน แรงจากการขยับแต่ละครั้งจะถูกส่งต่อไปยังปั๊มไฮดรอลิกขนาดเล็กที่ติดอยู่ภายใน ซึ่งจะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำทะเลธรรมดาให้กลายเป็น "น้ำที่มีแรงดันมหาศาล" คล้ายกับการที่เราบีบหัวฉีดสายยางให้น้ำพุ่งออกมาแรงๆ นั่นเอง

จากนั้นน้ำทะเลที่มีแรงดันสูงนี้จะถูกลำเลียงผ่านท่อส่งน้ำขนาดใหญ่จากกลางทะเลพุ่งตรงเข้าสู่สถานีแปลงพลังงานที่อยู่บนฝั่ง ซึ่ง ณ จุดนี้เองที่เราสามารถเลือกใช้ประโยชน์ได้ถึงสองทาง คือจะนำแรงดันน้ำไปหมุนกังหันเพื่อผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าส่งเข้าสู่บ้านเรือน หรือจะส่งน้ำเข้าไปในระบบกรองแบบละเอียด เพื่อเปลี่ยนน้ำเค็มให้กลายเป็นน้ำจืดสำหรับดื่มกินก็ได้

สิ่งที่ทำให้ระบบนี้โดดเด่นกว่าเทคโนโลยีในอดีต คือการติดตั้งแผ่นรับแรงคลื่นไว้หลายชุดเรียงต่อกันเป็นสายยาว ซึ่งแต่ละแผ่นจะขยับในจังหวะที่เหลื่อมกันตามความยาวของลูกคลื่น ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่พลังงานที่มาเป็นพักๆ ตามจังหวะคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง แต่เป็นการไหลของน้ำแรงดันสูงที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เหมือนกับน้ำที่ไหลออกมาจากก๊อกตลอดเวลา ทำให้การผลิตไฟฟ้าและน้ำจืดเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุด

เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคุ้มค่าต่อการลงทุน

หนึ่งในคำถามสำคัญคือการติดตั้งอุปกรณ์ในทะเลจะทำลายระบบนิเวศหรือไม่? จากการทดสอบของ Wavepiston ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบว่าระบบนี้ไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อสัตว์น้ำ ในทางตรงกันข้าม บริเวณที่ติดตั้งกลับกลายเป็นที่อยู่อาศัยและจุดพักพิงของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

โครงการในบาร์เบโดสครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทดลองในห้องแล็บ แต่เป็นโครงการ Flagship หรือโครงการต้นแบบเชิงพาณิชย์ เพื่อพิสูจน์ให้เหล่านักลงทุนทั่วโลกเห็นว่าเทคโนโลยีนี้มีความคุ้มค่า แข็งแรงทนทานต่อสภาพอากาศในทะเลและสามารถใช้งานได้จริงในระยะยาว

ก้าวสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero

บาร์เบโดสตั้งเป้าหมายที่จะเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้ได้ภายในปี 2030 ซึ่งการร่วมมือกับ Wavepiston ในครั้งนี้จะช่วยเสริมทัพพลังงานสะอาดที่มีอยู่เดิมอย่างแสงแดดและลมให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

นอกจากจะได้ไฟฟ้าและน้ำสะอาดแล้ว โครงการนี้ยังจะช่วยสร้างงาน สร้างทักษะใหม่ๆ ให้กับแรงงานท้องถิ่นและยกระดับให้บาร์เบโดสกลายเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานคลื่นของภูมิภาคแคริบเบียนอย่างเต็มตัว

นี่คือบทพิสูจน์ว่า พลังของธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา หากนำมาใช้อย่างชาญฉลาด ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องโลก แต่ยังสร้างความยั่งยืนให้กับมนุษยชาติได้

อ้างอิง: newatlas

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะเบื้องหลัง AgriTech ของ AXONS ใช้ AI แก้โจทย์การเกษตรอย่างไร ตั้งแต่การทำฟาร์มถึง Food Supply Chain

ในปี 2050 ที่ประชากรโลกอาจพุ่งทะลุ 10,000 ล้านคน เราจะเอาอาหารที่ไหนมาเลี้ยงคนทั้งโลก ?...

Responsive image

เปลี่ยนขยะพลาสติก ให้เป็นคุกกี้โปรตีนสูง นวัตกรรมสุดล้ำฉบับ NASA ที่ฟังดูแปลก แต่นี่อาจเป็นอาหารแห่งอนาคต

นักวิจัยเปิดตัว µBites คุกกี้โปรตีนสูงที่เปลี่ยนขยะพลาสติกและซังข้าวโพดให้เป็นอาหาร ผ่านเทคโนโลยียีสต์ดัดแปลงพันธุกรรม ทางรอดใหม่ของ NASA และอาหารแห่งอนาคต...

Responsive image

MIT ดัดแปลงพันธุกรรมแบคทีเรีย ทำหน้าที่สวิตช์รับส่งข้อมูล ปูทางสู่การสร้างเซนเซอร์อัจฉริยะ ที่ช่วยเคลือบใบพืชหน้าแล้ง และ สู้ศัตรูพืช

ทีมวิจัย MIT ดัดแปลงแบคทีเรีย Pantoea agglomerans 5 สายพันธุ์ให้ทำหน้าที่เป็นทรานซิสเตอร์และตัวส่งต่อสัญญาณ พิมพ์ลงบนวุ้นเลี้ยงเชื้อเป็นแผงวงจรมีชีวิตที่คำนวณตรรกะและบวกเลขได้ วงจร...