ธุรกิจคุณอยู่กลุ่มไหน? รู้จัก 4 Business Model แห่งอนาคต ในวันที่ AI ไม่ได้แค่ช่วยคิด แต่ "ลงมือทำแทน"

โลกของธุรกิจดิจิทัลกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ งานวิจัยล่าสุดจาก MIT Center for Information Systems Research (CISR) ที่เก็บข้อมูลจากกว่า 2,300 บริษัททั่วโลกตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2025 ชี้ให้เห็นว่า โมเดลธุรกิจที่เราเคยใช้กันมานานกำลังหมดอายุ และถูกแทนที่ด้วยพลังของ Agentic AI


จากยุค 'เชื่อมต่อ' สู่ยุค 'สั่งการอัตโนมัติ'

หากย้อนไปในปี 2013 บริษัทที่ประสบความสำเร็จคือกลุ่มที่ทำ Omnichannel หรือ Supplier แต่ปัจจุบันสถิติระบุชัดเจนว่ามีเพียงกลุ่ม Ecosystem Driver เท่านั้นที่มีอัตราการเติบโตของรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมถึง 6% นั่นเพราะผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่สินค้า แต่ต้องการทุกอย่างแบบครบวงจร (Integrated Solutions) โดย Ecosystem Driver ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อสินค้า บริการ และพาร์ตเนอร์หลายรายเข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบทุกอย่างให้ลูกค้าในที่เดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อ Agentic AI เข้ามามีบทบาท MIT จึงเสนอเฟรมเวิร์กใหม่ที่วัดกันที่ 'ความสามารถในการลงมือทำแทนลูกค้า' โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้:

1. Existing+ เสริมความแกร่งให้โมเดลเดิม

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด โดยการใช้ AI เข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการที่มีอยู่แล้ว โดยให้ AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยภายใต้ขั้นตอนที่มนุษย์กำหนดไว้ชัดเจน 

โมเดลรายได้ยังคงมาจากการขายสินค้าและบริการ โดยพนักงานยังเป็นผู้ตัดสินใจหลัก

เช่น สถาบันการเงินที่ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการรูดบัตร เพื่อเสนอโปรโมชั่นที่ตรงใจมากขึ้นในระหว่างที่ลูกค้ากำลังช้อปปิ้ง แต่สุดท้ายคนยังต้องเป็นคนตัดสินใจเลือกซื้อเอง

2. Customer Proxy ตัวแทนลูกค้าผู้ซื่อสัตย์

ขยับจากบทบาทผู้ให้คำแนะนำ ไปสู่การ “ลงมือทำแทนลูกค้า” ภายใต้ขอบเขตที่กำหนด โดย AI ทำหน้าที่เป็นตัวแทนดำเนินการตามกระบวนการและกรอบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อบรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายของลูกค้า 

โมเดลรายได้จึงผูกอยู่กับความสำเร็จของผลลัพธ์นั้นโดยตรง และบทบาทของพนักงานเปลี่ยนมาเป็น 'ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์' ให้กับลูกค้า คอยดูแลให้ AI ทำงานได้ตามเป้าหมายที่ลูกค้าตั้งไว้

ยกตัวอย่างเช่น ระบบ Auto-Investment ที่เราตั้งเงื่อนไขไว้ว่า "ถ้าหุ้นตัวนี้ตกเกิน 5% ให้ขายทันที" AI จะลงมือจัดการให้โดยที่เราไม่ต้องกดเอง แต่มันจะไม่กระโดดไปซื้อทองแทนถ้าเราไม่ได้สั่งไว้

3. Modular Creator นักสร้างสรรค์แบบโมดูลาร์

เมื่อธุรกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น AI จะทำหน้าที่ประกอบบริการจากหลายโมดูล รวมถึงพันธมิตรภายนอก เพื่อออกแบบชุดบริการที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละราย โดย AI ช่วยคัดเลือกและผสานบริการจากผู้ให้บริการหลากหลายรายให้กลายเป็นโซลูชันที่ซับซ้อนและตรงโจทย์ยิ่งขึ้น 

โมเดลรายได้จึงมาจากการจัดชุดบริการที่สร้างคุณค่าเฉพาะบุคคลให้กับลูกค้า และพนักงานคอยดูแลเรื่องการเชื่อมต่อและประสานงาน เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าและบริการของบริษัทสามารถทำงานร่วมกับบริการของคนอื่นได้ทันทีแบบไร้รอยต่อ

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณอยากจัดงานแต่งงาน AI จะไปดึงเอาบริการเช่าชุดจากร้าน A, อาหารจากร้าน B, และสถานที่จากร้าน C มาเสนอเป็นแพ็กเกจเดียวที่เหมาะกับงบประมาณและสไตล์ของคุณที่สุด

4. Orchestrator ผู้ควบคุมระบบนิเวศแบบสมบูรณ์แบบ

นี่คือระดับที่ก้าวไกลที่สุดของโมเดลธุรกิจยุค AI เมื่อระบบมีอิสระในการตัดสินใจสูงสุด โดย AI ทำหน้าที่เป็นตัวแทนลูกค้า ออกแบบและปรับกระบวนการทำงานแบบเรียลไทม์เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่กำหนด องค์กรใช้ AI เชื่อมโยงบริการจากหลายบริษัทใน Ecosystem และบริหารจัดการทั้งหมดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 

โมเดลรายได้จึงเกิดจากส่วนแบ่งของคุณค่าที่สร้างให้กับลูกค้าโดยตรง และบทบาทพนักงานขยับไปสู่การกำกับดูแลในภาพรวม คอยตรวจสอบความถูกต้อง จริยธรรม และคุณภาพในการออกแบบโมเดลธุรกิจ

ยกตัวอย่างเช่น Amazon "Buy for Me" ที่กำลังทดสอบอยู่ เมื่อคุณอยากได้ของที่ Amazon ไม่มีขาย AI จะไปสืบหาจากร้านอื่นทั่วอินเทอร์เน็ต เปรียบเทียบราคา ความน่าเชื่อถือ และกดสั่งซื้อให้คุณเสร็จสรรพ โดยที่คุณแค่บอกว่า "หาเครื่องกาแฟรุ่นนี้ให้หน่อยในงบ 5,000 บาท"

ถอดบทเรียน One New Zealand

One NZ บริษัทผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมในประเทศนิวซีแลนด์ คือกรณีศึกษาที่สะท้อนการไต่ระดับทั้ง 4 ขั้นอย่างเป็นระบบ

One NZ เริ่มต้นจาก Existing+ ด้วยการใช้ AI ตอบคำถาม (FAQ) จนลดภาระคอลเซ็นเตอร์ได้มหาศาล จากนั้นขยับไปสู่ Customer Proxy โดยให้ AI ทำงานระดับ Operations เช่น การอัปเกรดแพ็กเกจตามคำร้องขอ

ความน่าทึ่งอยู่ที่ระดับ Modular Creator เมื่อเกิดพายุใหญ่ AI ของ One NZ สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ไฟดับและสั่งการจัดการพลังงานสำรองในสถานีฐานได้ทันที ซึ่งช่วยประหยัดเวลาจากหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาที

และในอนาคตอันใกล้ พวกเขาตั้งเป้าให้ AI เป็น Orchestrator ในการวางแผนแคมเปญการตลาดแบบ 1-to-1 ที่ AI จะปรับเปลี่ยนข้อความและโปรโมชั่นตามการตอบสนองของลูกค้าในวินาทีนั้น ๆ 

เกมใหม่ของธุรกิจ

การปรับสู่โมเดลใหม่ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนทั้งหมดในคราวเดียว แต่เริ่มจากคำถามพื้นฐานว่า

  • องค์กรของคุณเพียงช่วยลูกค้า หรือสามารถเป็นตัวแทนเพื่อช่วยบรรลุเป้าหมายของลูกค้าได้?
  • กระบวนการทำงานต้องตายตัว หรือสามารถปรับตามผลลัพธ์ได้ด้วย AI?
  • รายได้ของคุณผูกกับสินค้า หรือผูกกับผลลัพธ์ที่ลูกค้าต้องการ?

ท้ายที่สุด การก้าวสู่ยุค Agentic AI ไม่ใช่แค่การอัปเกรดเทคโนโลยีหรือทำงานให้เร็วขึ้น แต่คือการรีเซ็ตความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับลูกค้า จากผู้เสนอทางเลือก สู่ผู้รับผิดชอบผลลัพธ์อย่างแท้จริง

เมื่อ AI คิด วิเคราะห์ และลงมือทำแทนได้ ตัวชี้วัดความสำเร็จจึงไม่ใช่จำนวนฟีเจอร์หรือความเร็วในการให้บริการอีกต่อไป แต่คือความสามารถในการออกแบบระบบที่ “ตัดสินใจแทนลูกค้า” ได้อย่างแม่นยำ โปร่งใส และน่าเชื่อถือ

คำถามสำคัญสำหรับผู้บริหารวันนี้จึงอยู่ที่ว่า “เราจะกำหนดขอบเขต ความรับผิดชอบ และระดับความไว้วางใจให้ AI มากแค่ไหน” 

อ้างอิง: MIT CISR


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

"คน + AI" คือหัวใจเศรษฐกิจใหม่ เปิด 5 เทรนด์ Digital Talent 2026 ที่ AIS Academy มองเห็น

ไม่กี่ปีมานี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วจนหลายองค์กรตั้งตัวไม่ทัน และสิ่งที่เปลี่ยนเร็วไม่แพ้กันคือ ‘คนทำงาน’ ซึ่งในปี 2026 ที่กำลังเริ่มต้นนี้ ก็ถูกปักหมุดให้เป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนครั้งสำค...

Responsive image

ถอดรหัส Budget 2026 สิงคโปร์: เดิมพันอนาคตบน AI และเทคขั้นสูง กับกลยุทธ์ “เร็วกว่าโลก”

ถอดรหัส Budget 2026 สิงคโปร์ เมื่อ Lawrence Wong เดิมพันอนาคตประเทศบน AI และเทคขั้นสูง เร่งวางตำแหน่งใหม่ในระเบียบโลกที่แตกเป็นเสี่ยง พร้อมกลยุทธ์เร็วกว่าโลกเพื่อยึดมูลค่าสูงในเศรษ...

Responsive image

เทรนด์อนาคตจาก SCBX เมื่อ Agentic AI คือพนักงานคนใหม่ ที่มาพร้อมจุดจบของ A/B Testing แบบเดิม

เจาะลึก Marketing 2026 จาก SCBX เมื่อโลกเข้าสู่ยุค Agentic AI, การล่มสลายของ A/B Testing และพฤติกรรม Zero Click สรุปทุกเทรนด์สำคัญที่นักการตลาดและองค์กรต้องรู้เพื่อปรับตัวสู่ AI-Fi...