Contact us
Search
Generic filters
Exact matches only
Filter by Custom Post Type

Keyword Trend : iPhoneSummitBlockchainTechsauceWordpress

6

5 เทรนด์จาก Emerging Tech ที่โลกต้องจับตาในปี 2018 เป็นต้นไป1 min read

Posted by
Posted date พฤศจิกายน 2, 2018

บทความนี้แปลมาจาก 5 Trends Emerge in the Gartner Hype Cycle for Emerging Technologies, 2018 โดย Gartner เพื่อแนะนำเทรนด์ใน Emerging Tech อันนำไปสู่นวัตกรรมที่มีส่วนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรานับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

AI, Blockchain และ BioTech จะเปลี่ยนชีวิตของเราไปอย่างไร จับตาดู 5 เทรนด์จาก Emerging Technology ที่เตรียมจะพลิกโลกนับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นไป

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีที่จะพลิกชีวิตเราในอนาคต เรามักจินตนาการถึง Taxi ที่ไม่เพียงแต่เรียกได้ด้วย Smartphone แต่ยังขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือไปไกลกว่านั้นคือขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติไปเลย

อันที่จริง จินตนาการเหล่านี้ก็น่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น การให้ AI เรียนรู้จนชี่ยวชาญยังต้องใช้เวลา แถมในปัจจุบัน การหาผู้เชี่ยวชาญระดับ Master ของ Deep Tech ไม่ว่าจะเป็น Blockchain, Data Science หรือ Artificial Intelligence เพื่อพัฒนาให้ใช้งานได้จริงอาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยเป็นสิบปี

ถึงแม้เราจะไม่มียานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติรับส่งเราในเวลาอันใกล้นี้ แต่เรายังมีเทคโนโลยีอื่นที่พร้อมก่อ Impact กับชีวิตของเราให้ได้จับตากันมากมาย ซึ่ง Gartner บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีชั้นนำพบว่าในปี 2018 จะมี 17 เทคโนโลยีด้วยกัน โดยได้กระจายเทคโนโลยีเหล่านี้เป็น 5 เทรนด์หลักที่ต้องจับตามองตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นไป

5 เทรนด์หลักนี้ ประกอบด้วย Democratize AI ปัญญาประดิษฐ์แทรกซึมสู่ทุกส่วน, Digitalized Ecosystem เชื่อมทุกส่วนในระบบด้วย Digital, Do-it-yourself Biohacking จุดเริ่มต้นของยุค “มนุษย์ดัดแปลง”,Transparently immersive experiences เทคโนโลยีรายล้อมผู้คนอย่างแนบเนียนกว่าเคย และUbiquitous infrastructure โครงสร้างพื้นฐานใหม่ทาง Digital ที่แพร่หลายกว่าเดิม

Democratize AI ปัญญาประดิษฐ์แทรกซึมสู่ทุกส่วน

Key Technology: AI PaaS (Platform as a Service), Artificial General Intelligence, Autonomous Driving Level 4 and Level 5, Autonomous Mobile Robot, Conversational AI Platform, Deep Neural Net, Flying Autonomous Vehicle, Smart Robot และ Virtual Assistant.

ปัญญาประดิษฐ์เป็น Disruptive Technology ที่แพร่หลายที่สุด เราสามารถพบได้ใน Cloud Computing, แจกฟรีแบบ Open Source และใน Maker Community แม้ว่าบรรดา Early Adopter จะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ไปแล้ว แต่จุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีนี้ยังเป็นเรื่องความแพร่หลาย ที่ทำให้บรรดานักพัฒนา, Data Scientist และ AI Architecture สนใจอยากทำ Solution ที่พัฒนาด้วย AI มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น การสร้างหุ่นยนต์พร้อม AI หรือ Smart Robot นำมาทำงานร่วมกับมนุษย์ ช่วยคนทำความสะอาดห้อง จัดเรียงของในพื้นที่เก็บสินค้า การใช้หุ่นยนต์ทำงานเหล่านี้จะช่วยเหลือ แทนที่ และส่งให้มนุษย์ไปทำงานที่เกิดคุณค่ามากกว่า

Autonomous Driving Level 4 คือระดับที่หุ่นยนต์ควบคุมรถได้อย่างสมบูรณ์ เกือบทุกสถานการณ์ ส่วน Level 5 คือมีสามารถขับขี่ได้ทัดเทียมมนุษย์ สามารถขับขี่ได้เต็มประสิทธิภาพทุกสถานการณ์ แม้ขั้นนี้จะต้องใช้เวลาอีกราว 10 ปี แต่ก็มีเป้าหมายเหมือนกับ Smart Robot ที่ต้องการปลดล็อกให้มนุษย์ได้ทำงานที่มีคุณค่ามากกว่าเดิม

อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจคือ Artificial General Intelligence (AGI) หมายถึงปัญญาประดิษฐ์ที่มีความฉลาดเหมือนกับมนุษย์ สามารถส่งมอบผลผลิตได้ด้วยความสามารถและคุณสมบัติระดับเดียวกับมนุษย์ AGI จะเหมาะกับการเรียนรู้ข้อมูลภาษาที่ต้องอาศัยความเข้าใจมากกว่ารู้จักรูปแบบ และการจัดการเรื่องเหนือความคาดหมายอื่นๆ

Digitalized Ecosystem เชื่อมทุกส่วนในระบบด้วย Digital

Key Technology: Blockchain, Blockchain for Data Security, Digital Twin, IoT Platform และ Knowledge Graph

นวัตกรรมหลายๆ อย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดเทคโนโลยีพื้นฐาน ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นตัวปลดล็อกให้มนุษย์เชื่อมโยงกับนวัตกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น โดยสิ่งที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญในปี 2018 หนีไม่พ้น Blockchain โดยถือเป็น Game Changer ในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล จากคุณสมบัติด้านความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และความยั่งยืนของชุดข้อมูล

อีกนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นคือ Digital Twin หรือแนวคิดการสร้างฝาแฝด Digital จากสิ่งของบนโลกกายภาพ ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพของต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดย Gartner มองว่าจะมีสิ่งของหลักร้อยล้านชิ้นถูกสร้าง “ฝาแฝด” ขึ้นมาภายใน 5 ปีข้างหน้า และยังมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือ IoT Platform ที่รองรับการทำงานของ Internet of Things บนระบบขนาดใหญ่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งเริ่มมีให้เห็นที่เมืองใหญ่ของโลกในปัจจุบัน

Do-it-yourself Biohacking จุดเริ่มต้นของยุค “มนุษย์ดัดแปลง”

Key Technology: Biochip, BioTech – Culture or Artificial Tissue, Brain Computer Interface, Exoskeletons, Augmented Reality, Mixed Reality และ Smart Fabric

การเอาชนะขีดจำกัดทางกายภาพของมนุษย์เป็นฝันอย่างหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งปี 2018 การพัฒนา Biology Technology ทั้งหลายทำให้ความฝันนี้ใกล้ความจริงมากขึ้น โดยเฉพาะในการยืดอายุและรักษาร่างกายให้แข็งแรง ผ่านการตรวจอาการแบบพื้นฐานที่สะดวกขึ้นไปจนถึงเทคโนโลยีซ่อมแซมระบบประสาทอันซับซ้อน รวมถึง Biohacking ที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมและความเหมาะสมในปัจจุบันอย่างการฝัง Chip เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสมองจะนำไปสู่การควบคุมสติสัมปชัญญะของคนหรือไม่

Biohack แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อ ได้แก่ Technology Augmentation เทคโนโลยีเสริมศักยภาพของมนุษย์, Nutrigenomic การวิจัยสารอาหารป้องกันโรคถึงระดับยีนส์, Experimental Biology การทดลองทางชีววิทยา และ Grinder Biohacking การผสาน Biohack อื่นๆ จนเป็นนวัตกรรมเดียว ตัวอย่างของแนวคิด Biohack ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่

  • การฝั่ง Chip ตรวจจับมะเร็ง (Biochip) โดย Chip มี Sensor ตรวจจับสารเคมีและโมเลกุลในร่างกายที่จะพบความผิดปกติก่อนเกิดเนื้อร้าย การสร้างเนื้อ
  • เนื้อเยื่อและผิวหนังเสมือน (Artificial Tissue) เป็นการจำลองกล้ามเนื้อและผิวหนังของสิ่งมีชีวิตที่สามารถรักษาตัวเองได้ สามารถนำไปใส่ในหุ่นยนต์เพื่อสร้างการสัมผัสที่คล้ายกับมนุษย์
  • Augmented Reality และ Mixed Reality เรามักได้ยินคำนี้จาก Media มากกว่าวงการ Biology แต่ในอนาคต Biohacking จะนำภาพที่เกิดจากกระบวนการเหล่านี้มาใส่ในร่างกายเราโดยตรง ทำให้เราเห็นภาพและข้อมูลต่างๆ จากภายในร่างกายโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ภายนอกใดๆ

Transparently Immersive Experiences เทคโนโลยีรายล้อมผู้คนอย่างแนบเนียนกว่าเคย

Key Technology: 4D Printing, Connecting Home, Edge AI, Self-Healing System Technology, Silicon Anode Battery, Smart Dust, Smart Workplace, Volumetric Display

การคิดค้นเทคโนโลยีเป็นไปเพื่อเติมเต็มความสะดวกของมนุษย์แต่อาจจะแตกต่างกันไปตามแนวคิดตั้งต้น โดยในปี 2018 Emerging Tech ทั้งหลายจะคิดบนพื้นฐานการเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric) มากกว่าแต่ก่อน ด้วยการลบเส้นแบ่งระหว่างคน ธุรกิจ และสิ่งของให้ใกล้ชิดและประสานงานกันได้ง่ายกว่าเดิม ทั้ง Smart Workplace และ Smart Home ที่จะค่อยๆ พาเราไปสู่จุดของ Smart Living

Smart Workplace จะช่วยให้การทำงานของเราสะดวกยิ่งขึ้น เช่น อุปกรณ์อย่าง Smart Whiteboard ที่ช่วยเก็บข้อมูลการประชุมหรือระดมความคิดได้ดีกว่าเดิม หรือชั้นวางเครื่องใช้สำนักงานที่มี IoT Sensor สามารถแจ้งสั่งซื้อเมื่ออุปกรณ์หมดได้ ส่วน Smart Home ก็สามารถใช้นวัตกรรมเดียวกันเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้ และยังเพิ่ม AI เพื่อเรียนรู้ลักษณะนิสัยการใช้อุปกรณ์ในบ้านเพื่ออำนวยความสะดวกภายในบ้านได้ดีขึ้น

Ubiquitous infrastructure โครงสร้างพื้นฐานมาตรฐานใหม่ในยุค Digital

Key Technology: 5G, Carbon Nanotube, Deep Neural Network ASICSs, Neuromorphic Hardware และ Quantum Computing

ปัจจุบัน ทุกคนสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Internet หรือแม้แต่ Cloud Computing ที่เปิดอยู่ตลอดเวลาได้ง่ายขึ้น ทำให้แนวคิดการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แต่ในอนาคตอันใกล้ เรายังจะมีเทคโนโลยีที่จะเป็น New Digital Infrastucture ให้ได้ใช้งานอีกมาก ซึ่งก็จะนำความเปลี่ยนแปลงมาให้เราเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น Quantum Computing ที่ทำงานได้รวดเร็วและกว้างขวางกว่า Computer แบบเดิม จะนำไปสู่การยกเครื่อง AI, การเข้ารหัสที่ปลอดภัยกว่าเดิม, การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงการวิเคราะห์รูปภาพที่ซับซ้อนขึ้น

อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่จะเป็นมีโอกาสเป็นเครื่องมือพื้นฐานคือ Neuromorphic Hardware หรือ Computer ที่ออกแบบการทำงานจำลองระบบประสาทของสิ่งมีชีวิต ซึ่งรองรับการทำงานขั้นสูงที่ซับซ้อนมากกว่า รวดเร็วกว่า และใช้พลังงานน้อยกว่า Computer ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายไร้สายยุค 5G ที่รวดเร็วกว่าเดิมกับรองรับระบบ IoT มากขึ้น และ Carbon Nanotube สายไฟจากคาร์บอนเล็กระดับนาโนเมตรที่คงความแข็งแรงของ Carbon และคุณสมบัติถ่ายทอดข้อมูลและพลังงานไฟฟ้าไว้อย่างครบถ้วน

ความเห็นบรรณาธิการ: Tech Talent คือหัวใจสำคัญที่ไทยต้องเร่งสร้างเพื่อไล่ตามเทรนด์โลก

จะเห็นได้ว่าเทรนด์เทคโนโลยีข้างต้นไม่ได้กระทบที่ Lifestyle ของคนเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น Business Model ที่ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงตามนิสัยผู้ใช้ รวมถึง Operation และ Production ที่ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยี ซึ่งปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องจังหวะเวลา แต่ยังมีความซับซ้อนเชิงเทคนิคจากการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีใหม่มากมาย เพราะเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ ไม่สามารถนำเข้ามาทั้งก้อนและใช้ดำเนินธุรกิจได้เลยเหมือนก่อน ต้องอาศัยการปรับปรุง (Adaptation) ให้เข้ากับรูปแบบเฉพาะของตลาดด้วย

ดังนั้น กลุ่มคนที่มีทักษะด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหรือ Tech Talent จึงมีความสำคัญในการไล่ตามเทรนด์ที่เรากล่าวถึงอย่างมาก ซึ่งในประเทศไทยยังคงขาดแคลนบุคลากรกลุ่มนี้อย่างมาก โดยเฉพาะทาง Emerging Tech อย่าง AI, Blockchain, BioTech, Data Science และ Quantum Computing ทั้งแนวกว้าง (ความรู้หลากหลายของสาขา) และแนวลึก (ความรู้ความเชี่ยวชาญ) อันจะช่วยให้การ Adaptation ทำได้อย่างง่าย ราบรื่น และมีประสิทธิภาพ

ในระยะสั้น ประเทศไทยอาจต้องเปิดโอกาสให้บุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศหรือดึงบุคลากรในสาขาใกล้เคียงที่มีความสนใจเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเพื่อให้เกิด Community อย่างเข้มแข็งก่อน จากนั้นจึงค่อยวางแผนบ่มเพาะบุคลากรที่ตรงสาขาในระยะกลางและระยะยาวขึ้นมา ผ่านทั้งด้านการศึกษา การทำงาน ในส่วนนี้อาจต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐด้วย

Tech Talent มีส่วนสำคัญในกระบวนการ Digital Transformation และจะสำคัญมากกว่าเดิมในยุคที่ Deep Technology กลายเป็น Fundamental Technology ในนวัตกรรมต่างๆ การตระหนักถึงคุณค่าและเริ่มวางแผนปฏิบัติตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยให้ธุรกิจไทยใช้ประโยชน์จาก Trend ของ Emerging Tech ได้เต็มที่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Gartner และ Humanizing.tech

Senior Editor of Techsauce Thailand who focuses deep technology. He’s also interested in soft skill improvement, social and economic equality.

Comments

comments

Sign-up for exclusive content. Be the first to hear about ConvertPlug news.
Subscribe