อาเซียนกำลังเคลื่อนที่ได้เร็วพอหรือไม่ ?
คำถามสำคัญที่ถูกโยนขึ้นมาบนเวที World Economic Forum 2026 ซึ่งมีตัวแทนจาก #ทีมไทยแลนด์ ที่ให้คำตอบได้อย่างคมชัดและเห็นภาพรวมที่สุดคือ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย ซึ่งได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ว่า ความเร็วของอาเซียนไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะฉวยจังหวะจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกได้ดีแค่ไหน
บนเวทีนี้ยังได้รวมตัวแทนจาก ADB, WIPO, รัฐบาลอินโดนีเซีย และภาคเอกชนระดับโลก เพื่อหาคำตอบว่าอาเซียนในฐานะขั้วอำนาจกลาง จะเดินหน้าอย่างไรไม่ให้ตกขบวน

ดร.เอกนิติ ได้เปิดประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ความเร็วของอาเซียนขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวต่อ Mega Shifts หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 3 ประการ ได้แก่
ประเด็นที่ ดร.เอกนิติ เน้นย้ำจนกลายเป็นไฮไลต์ของเซสชันคือ "เรามีถนน มีสะพาน มีสายไฟเชื่อมกันแล้ว แต่เรายังขาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมกัน" ดร.เอกนิติ จึงเสนอแผนการสร้างรากฐานดิจิทัล 3 ชั้นที่จะเปลี่ยนหน้าตาอาเซียนไปตลอดกาล
ชั้นที่ 1 รากฐานที่ใช้ร่วมกัน (Shared Foundations) ต้องมี Digital ID และลายเซ็นดิจิทัลที่คุยกันรู้เรื่องทั้งภูมิภาค เพื่อให้การทำธุรกิจข้ามประเทศง่ายเหมือนเดินไปปากซอย
ชั้นที่ 2 กฎกติกาที่ชัดเจน (Shared Framework) มีมาตรฐานการดูแลข้อมูล และระบบ API ที่เชื่อมต่อกันได้ เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนอย่างปลอดภัย
ชั้นที่ 3 บริการส่วนกลาง (Shared Services): นี่คือจุดที่น่าตื่นเต้นที่สุด ดร.เอกนิติ เสนอให้มีระบบที่เชื่อมคนทั้งอาเซียนเข้าด้วยกัน เช่น Telehealth ที่คนในประเทศห่างไกลสามารถหาหมอเก่ง ๆ ในไทยหรือสิงคโปร์ได้ผ่านระบบออนไลน์ หรือการสร้างแพลตฟอร์ม E-commerce ของอาเซียนเอง เพื่อให้ SME ไปขายของในภูมิภาคอาเซียนได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านตัวกลางเพียงอย่างเดียว
ดร.เอกนิติ ยืนยันว่าการรักษ์โลกต้องมาพร้อมกับการกินอิ่ม มีการยกตัวอย่าง สระบุรีโมเดล (Saraburi Model) ในไทย ซึ่งเป็น Sandbox ที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐและเอกชนสามารถร่วมกันสร้างปูนซีเมนต์สีเขียวและให้ชาวบ้านติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อขายคาร์บอนเครดิตเป็นรายได้เสริม นี่คือการทำให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Net Zero อย่างแท้จริง
นอกจากไทยแล้ว ผู้นำท่านอื่นบนเวทีต่างก็ช่วยเติมเต็มจิ๊กซอว์ตัวนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
คุณ Meutya Hafid (รมว.ดิจิทัล อินโดนีเซีย) ย้ำว่าความเร็วของอินโดนีเซียคือ การทำให้คน 280 ล้านคนบนเกาะหมื่นกว่าเกาะเข้าถึงเน็ตให้ได้ เธอฝากความหวังไว้ที่ DEFA (Digital Economic Framework Agreement) ที่จะเป็นเหมือนระบบปฏิบัติการร่วมของอาเซียน
คุณ Masato Kanda (ประธาน ADB) ประกาศเตรียมเงินสนับสนุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้าง ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน เพื่อให้ทุกคนได้ใช้พลังงานสะอาดและราคาถูก
คุณ Daren Tang (ผอ. WIPO) ยืนยันว่าอาเซียนตอนนี้คือ แหล่งผลิตนวัตกรรม เรามี Unicorn เกือบ 50 บริษัท และเขากำลังช่วยผลักดันให้ SME สามารถเอาสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้า ไปค้ำประกันเงินกู้ธนาคารได้ (ซึ่งไทยกำลังนำร่องกับธนาคารกรุงไทย)
คุณ Tulsi Naidu (CEO จาก Zurich Insurance) ให้มุมมองจากฝั่งเอกชนว่า อาเซียนมีความยืดหยุ่นสูงมาก แต่ต้องระวังเรื่องภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการมีผู้นำที่เน้นการลงมือทำจริง คือจุดเด่นของภูมิภาคนี้
บทสรุปจากเวทีนี้ชัดเจนว่า อาเซียนกำลังเร่งสปีด แต่เราจะวิ่งเร็วคนเดียวไม่ได้ ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ว่าประเทศไหนรวยที่สุด แต่วัดกันที่ว่าเราจะเชื่อมต่อกันได้แน่นแฟ้นแค่ไหน
ข้อมูลจาก Session: Is ASEAN Moving Fast Enough? จากงาน World Economic Forum 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด