ปี 2569 AWS ประเทศไทยประกาศชัดว่า AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยงานอีกต่อไป ในงานแถลงข่าวกลุ่มย่อย คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager และ คุณฉัตรชัย กำลังเดช Senior Solutions Architect Manager เปิดเผยแนวทางธุรกิจประจำปี พร้อมสรุปสิ่งที่น่าจับตาจากงาน AWS re:Invent 2025

เนื้อหาภายในงานครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่บทบาทของ Thailand Region ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ไปจนถึง "Frontier Agent" เทคโนโลยีที่เปลี่ยน AI จากผู้ช่วยให้กลายเป็นกำลังการผลิตที่ทำงานแทนมนุษย์ได้จริง และในยุคที่องค์กรทั่วภูมิภาคกำลังตั้งคำถามว่าจะดึง AI มาสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงอย่างไร AWS เลือกตอบด้วย 4 ทิศทางหลัก พร้อมหยิบกรณีศึกษาจากองค์กรชั้นนำของไทยที่ก้าวข้ามจากการ 'ทดลอง' ไปสู่การ 'ใช้งานจริงและวัดผลได้' มาให้เห็นเป็นรูปธรรม
คุณวัตสัน เริ่มต้นด้วยภาพใหญ่ของ AWS Asia Pacific (Thailand) Region ซึ่งปัจจุบันให้บริการแล้วกว่า 120 บริการ ครอบคลุมความต้องการลูกค้าไทยราว 80-90% พร้อมเตรียมดึงบริการด้าน AI, Data และเทคโนโลยีประมวลผลใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายไม่ใช่แค่มี Data Centerในประเทศ แต่ต้องทำให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับงานระดับองค์กร ทั้งในมิติความปลอดภัย การกำกับดูแลข้อมูล และความพร้อมสำหรับ AI ในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร ตั้งแต่โครงการ Tech for Digital Future ที่นำ AI เข้าถึงเยาวชนในต่างจังหวัด ไปจนถึงการจับมือกับสถาบันพระจอมเกล้าลาดกระบังในหลักสูตร Data Center ระดับ World-class และการร่วมมือกับกระทรวง อว. ผ่านโครงการ Skills to Jobs Tech Alliance Thailand
จากภาพโครงสร้างพื้นฐาน วัตสันขยับไปที่แนวโน้มตลาด และตัวเลขก็พูดแทนตัวเองได้ชัดเจน องค์กรไทยที่นำ AI ไปฝังใน Workflow และระบบงานจริง เพิ่มจาก 24% ในปี 2566 เป็น 32% ในปี 2568 เติบโต 33% ภายในสองปี หรือถ้าแปลงเป็นตัวเลขที่จับต้องได้มากขึ้น นั่นหมายความว่า มีบริษัทไทยเปิดตัวใช้ Enterprise AI จริง ๆ ทุก ๆ 3 นาที
ตัวเลขนี้ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เมื่อเทียบกับ Digital Economy ไทยโดยรวมที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 4.2% ขณะที่ตลาด AI เพียงอย่างเดียวคาดการณ์ว่าโตเฉลี่ย 41.5% ต่อปีจนถึงปี 2030 ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนมันอยู่
อย่างไรก็ตาม คุณวัตสัน ย้ำว่าตัวเลขเหล่านี้มีความหมายก็ต่อเมื่อนับจากการใช้งานที่แท้จริง ไม่ใช่การสมัครแชตบอทให้พนักงานทดลองเล่น แต่คือการฝัง AI เข้าไปในแอปพลิเคชัน ระบบบริการลูกค้า และกระบวนการทำงานที่ส่งผลต่อธุรกิจโดยตรง
ท่ามกลางการเติบโตของตลาด AWS สรุป 4 Priority หลักของปีนี้ ได้แก่
เมื่อวางบริบทตลาดแล้ว AWS ขยับเข้าสู่หัวใจของ re:Invent 2025 คือการเปลี่ยนผ่านจาก Generative AI ไปสู่ Agentic AI
หาก AI รุ่นแรกคือ 'ผู้ช่วยตอบคำถาม' และ Gen AI คือ 'เพื่อนร่วมทีม' Agentic AI คือระบบที่รับเป้าหมายแล้วลงมือทำได้เองแบบต่อเนื่อง ทำงานข้ามระบบ และจัดการงานหลายขั้นตอนได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์กำกับทุกช่วง อย่างไรก็ตาม คุณวัตสันระบุว่า AI Agents ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด 3 ประการที่สำคัญ ได้แก่ ไม่สามารถจดจำการเรียนรู้จากวันก่อนหน้า ทำงานอิสระได้เพียงช่วงเวลาสั้น และยังต้องการการกำกับดูแลจากมนุษย์ และนั่นคือสิ่งที่ Frontier Agent ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไข
AWS เปิดตัว Frontier Agent ซึ่งมีคุณสมบัติหลัก 3 ประการ ได้แก่ ทำงานอัตโนมัติโดยไม่ต้องสั่งทีละขั้น ประสานงานและมอบหมายงานต่อให้ Agent อื่นได้เอง และรันงานต่อเนื่องได้เป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน
จากเวที re:Invent มีการเปิดตัว Agent สำคัญ 3 ตัว
นอกจาก Frontier Agents แล้ว AWS ยังอัปเดต AWS Transform ให้รองรับการปรับปรุงระบบเก่าด้วย Agentic AI ที่เร็วขึ้นถึง 5 เท่า ครอบคลุมทั้งแอปพลิเคชัน .NET, SQL Server และช่วยลดต้นทุนค่าใบอนุญาตได้สูงสุดถึง 70% ตอบโจทย์องค์กรที่ยังติดอยู่กับระบบ Legacy และต้องการ Modernize โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด
เพื่อรองรับการสร้าง Agent ในระดับองค์กร AWS เปิดตัวและขยายความสามารถของแพลตฟอร์มหลัก
ในระดับ Infrastructure AWS ประกาศ Graviton5 ชิปรุ่นใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น 25% พร้อมด้วย 192 cores ต่อชิปและแคชที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 5 เท่า ปัจจุบัน 98% ของลูกค้า EC2 กำลังใช้ประโยชน์จาก Graviton อยู่แล้ว สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้ได้รับความไว้วางใจในระดับอุตสาหกรรม
ควบคู่กันนั้น Trainium3 UltraServers รองรับชิปได้สูงสุด 144 ชิปในระบบเดียว ให้ Throughput สูงกว่า 3 เท่าต่อชิป และ Deploy โมเดล AI ได้เร็วขึ้น 4.4 เท่าในราคาครึ่งหนึ่ง โดย Anthropic ใช้แพลตฟอร์มนี้รัน Claude.ai จนทำให้ Response Time เร็วขึ้น 60%
และสำหรับองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐที่ต้องการควบคุมข้อมูลภายในองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ AWS AI Factories คือคำตอบ ด้วยการนำโครงสร้างพื้นฐาน AWS ที่รวม NVIDIA GPUs, ชิป Trainium และบริการอย่าง Amazon Bedrock และ SageMaker ไปติดตั้งใน Data Center ขององค์กรได้โดยตรง ตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลข้อมูลและข้อบังคับต่างๆ โดยไม่ต้องส่งข้อมูลออกนอกองค์กร
AWS ยกตัวอย่างองค์กรไทยที่นำ AI ไปใช้จริงและวัดผลได้
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า AI ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพพร้อมกัน
ในช่วงท้ายมีคำถามที่น่าสนใจว่า AI ปัจจุบันเก่งเทียบเท่า Developer ระดับไหน คุณวัตสันตอบตรง ๆ ว่าตอนนี้อยู่ระดับ Junior แต่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
"ความรู้มันจะถูก Push ให้คนระดับล่างต้องรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือน Half-life ของทักษะที่สั้นลงทุกวัน งานที่ Junior ทำอยู่วันนี้ AI ทำได้แล้ว ดังนั้น Junior ในอนาคตต้องเก่งในระดับที่เราเรียกว่า Senior อยู่ในวันนี้"
นั่นหมายความว่าทักษะที่ต้องพัฒนาจะเปลี่ยนจากการเขียนโค้ดไปสู่การออกแบบระบบ ความเข้าใจธุรกิจ และการกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ
ภาพรวมของการประกาศครั้งนี้สะท้อนว่า AWS กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็น AI Infrastructure ของประเทศไทย มากกว่าการเป็นเพียง Cloud Provider
และปี 2569 จะเป็นปีที่องค์กรไทยต้องพิสูจน์ว่า AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือเครื่องมือที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด