ทำไม AI คือไฟฟ้าลูกใหม่ของโลก ? สรุป Keynote พิเศษจาก Brad Smith แห่ง Microsoft ส่งตรงจากสหรัฐฯ

ในงาน Microsoft Innovation Tour 2026 ณ Microsoft Redmond Campus ได้มีเซอร์ไพร์สกับเซสชันพิเศษของ Brad Smith (Vice Chair & President ของ Microsoft) 

Techsauce ขอสรุปประเด็นสำคัญจากการเข้าไปร่วมพูดคุยกับ Brad Smith ส่งตรงจากในงาน ดังนี้

AI = ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของโลก

สิ่งแรกที่เขาพูดถึงคือ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นเทคโนโลยีอเนกประสงค์ หรือ General Purpose Technology แบบเดียวกับไฟฟ้าในอดีต 

เขาเล่าว่าไฟฟ้าไม่ได้สำคัญเพราะเสาไฟหรือสายไฟ แต่เพราะมันเปิดพื้นที่ให้เกิดเครื่องซักผ้า เตาอบ พัดลม เครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์นับไม่ถ้วนที่เราใช้ในชีวิตประจำวันจนลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งมันคือ 'นวัตกรรมใหม่'

ในมุมมองของเขา AI กำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นแบบเดียวกัน เป็นเลเยอร์พื้นฐานที่ธุรกิจและสังคมจะเอาไปต่อยอด เราอาจยังมองเห็นแค่แชตบอตหรือ Copilot บนหน้าจอ แต่ระลอกถัด ๆ ไปจะเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบงานที่ปัจจุบันเรายังจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำ

บทเรียนจากไฟฟ้าที่ AI ต้องไม่ซ้ำรอย

แต่จุดที่ Brad Smith เน้นมากคือประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยี ไม่เคยกระจายตัวอย่างเท่าเทียม เขายกตัวอย่างว่าไฟฟ้าเข้าไปสู่ประเทศในกลุ่ม Global North เร็วกว่าหลายส่วนของ Global South ถึง 80–100 ปี และช่องว่างช่วงเวลานั้นถูกแปลงร่างเป็นช่องว่างทางเศรษฐกิจที่เราเห็นมาจนวันนี้

สำหรับยุค Generative AI เขาบอกว่าเรายังอยู่ในช่วงสามปีสามเดือนแรกเท่านั้น สิ้นปี 2025 มีคนบนโลกเพียงประมาณ 16% ที่ใช้เครื่องมืออย่างแชตบอตหรือ Generative AI ระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ต 

และตัวเลขนี้ก็เริ่มเผยให้เห็นช่องว่างใหม่ นั่นคือ ประชากรใน Global North ใช้ประมาณ 25% ขณะที่ Global South อยู่ราว 14% 

สำหรับเขา นี่คือสัญญาณเตือนว่าถ้าเราไม่ลงมือกระจาย AI อย่างเท่าเทียม เทคโนโลยีอาจช่วยตอกย้ำความเหลื่อมล้ำแทนที่จะลดมันลง

ถ้ากระจาย AI ถ้าวัดไม่ได้ ก็แก้ไม่ได้

อีกประเด็นที่เขาเน้นคือ ถ้าเราอยากเข้าใจและจัดการปรากฏการณ์อะไรจริงๆ เราต้องวัดมันให้ได้ก่อน นั่นคือเหตุผลที่ Microsoft พัฒนาวิธีวัด 'การแพร่กระจายของ AI' และออกเป็นรายงานออกมาสองฉบับแล้ว

เขาอธิบายว่าบริษัทใช้ข้อมูลจากเบราว์เซอร์ในเชิงสถิติและไม่ระบุตัวตน เพื่อดูว่าผู้คนในประเทศต่าง ๆ ใช้ Generative AI มากน้อยแค่ไหนระหว่างท่องเว็บ วิธีนี้ช่วยให้เห็นว่าใครกำลังวิ่งนำ ใครกำลังหลุดขบวน และเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและธุรกิจใช้ข้อมูลจริงตัดสินใจด้านนโยบาย การลงทุน และการพัฒนาทักษะของคนในประเทศได้ดีขึ้น

ด้านที่คนทั่วไปมักไม่เห็น แต่ Brad Smith บอกคือ ชั้นของโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI เขาย้อนเทียบกลับไปสมัยเครื่องจักรไอน้ำที่ต้องตามมาด้วยการสร้างทางรถไฟ ไฟฟ้าที่ต้องมาพร้อมโรงไฟฟ้าและระบบสายส่ง โทรศัพท์กับเครือข่ายสายและชุมสาย รถยนต์กับถนน และเครื่องบินกับสนามบิน

โครงสร้างพื้นฐานระลอกที่ 6

ด้านที่คนทั่วไปมองไม่เห็นของ AI คือ ชั้นของโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องสร้างมาเพื่อรองรับ AI  เขาย้อนเทียบกลับไปสมัยเครื่องจักรไอน้ำที่ต้องตามมาด้วยการสร้างทางรถไฟ ไฟฟ้าที่ต้องมาพร้อมโรงไฟฟ้าและระบบสายส่ง โทรศัพท์กับเครือข่ายสายและชุมสาย รถยนต์กับถนน และเครื่องบินกับสนามบิน

ในสายตาเขา AI และคลาวด์คือ 'ระลอกที่หก' ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่การลงทุนเพื่อประเทศเดียว แต่เป็นการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และระบบคลาวด์แบบกระจายไปทั่วโลก 

เขาชี้ว่าจุดสำคัญคือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เวิร์กกับชุมชนท้องถิ่น ตั้งแต่เรื่องไฟฟ้า น้ำ การจ้างงาน ภาษี ไปจนถึงการพัฒนาทักษะ

โครงสร้างพื้นฐานอีกแบบ ทักษะของคน

Brad Smith ไม่ได้พูดแค่เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์หรือ GPU เท่านั้น เขายังย้ำถึงประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยีทุกยุคสอนเราเหมือนกันว่า 'โครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพอย่างเดียวไม่พอ' ถ้าไม่ลงทุนคู่กับโครงสร้างพื้นฐานด้านทักษะของคน

เขาย้อนเล่าว่าตอนตัวเองเริ่มทำงานในปี 1985 เขาเป็นคนแรกที่เอาคอมพิวเตอร์ส่วนตัวเข้าไปใช้ในศาลรัฐบาลกลางที่นิวยอร์ก แต่สิ่งที่ทำให้คอมพิวเตอร์แพร่หลายจริง ๆ ไม่ใช่แค่เครื่อง PC ราคาถูกลง 

หากเป็นเพราะโลกเริ่มมีคนที่เขียนโค้ดได้ ดูแลระบบได้ สอนวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้ ตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย วิทยาลัยชุมชน ไปจนถึงโรงเรียนมัธยม

เขามองว่า AI ก็เช่นเดียวกัน โลกจึงต้องลงทุนอย่างจริงจังใน AI Skill ทั้งด้านการทำงานและการศึกษา ตัวอย่างที่เขาหยิบยกคือโครงการ Microsoft Elevate และโครงการ Microsoft Elevate for Educators ที่เปิดตัวในเดลี เพื่อช่วยครูให้มีทักษะใช้ AI และเอามันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน 

เรื่องเล่าจากเดลี ครูประวัติศาสตร์กับละครที่เป็นไปไม่ได้เมื่อปีที่แล้ว

ช่วงที่เขาไปเยี่ยมโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเดลี Brad Smith เล่าว่ามีครูประวัติศาสตร์คนหนึ่งเริ่มเรียน AI จากคอร์สพื้นฐานของ Microsoft Elevate for Educators แล้วลงลึกต่อด้วยคอร์สออนไลน์กว่า 300 คอร์สเพื่อทำความเข้าใจ AI อย่างจริงจัง

ครูคนนี้จับมือกับนักเรียน ใช้ M365 Copilot แปลงวรรณกรรมอินเดียสำคัญเรื่องหนึ่งให้กลายเป็นละครสั้น โดย Copilot ช่วยทั้งการเขียนบท ดัดแปลงเป็นสคริปต์เวที ใส่บล็อกกิ้ง กำหนดท่าทาง ออกแบบฉาก ไปจนถึงช่วยวางแผนโปรดักชัน 

ผลคือเด็กๆ ผลิตละครที่ไม่มีทางทำได้เมื่อปีที่แล้ว นี่คือภาพที่ Brad Smith ใช้เป็นตัวอย่างว่า AI ไม่ได้มีไว้แค่ทำของยิ่งใหญ่ระดับวิทยาศาสตร์ แต่มันมีพลังที่สุดตอนที่ช่วยให้คนธรรมดาทำสิ่งที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าทำได้

งานและอนาคตที่ไม่มีใครรู้แน่ชัด

เมื่อพูดถึง AI กับงาน เขาไม่ขายฝันว่า 'ทุกอย่างจะดี' และไม่พูดสุดโต่งว่า 'ทุกอย่างจะพัง เขาบอกตรง ๆ ว่าไม่มีใครมีลูกแก้ววิเศษจะเห็นภาพ 10 ปีข้างหน้าได้ชัดเจน 

เขาเล่าว่าลองใช้ Copilot ให้ช่วยวิเคราะห์คำทำนายด้านเทคโนโลยีในอดีตของคนดัง ๆ หลายคน ปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยอยู่แค่ประมาณ 25 จาก 100 ซึ่งถ้าเป็นเกรดในโรงเรียนคือไม่ผ่านทุกที่

อย่างไรก็ตาม เขาชัดเจนเรื่องจุดยืนของ Microsoft ว่าบริษัทไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่เก่งขึ้นเพียงเพราะอยากให้มันเก่งขึ้น แต่เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่เสริมพลังให้คน 

เขาจึงย้ำว่าชื่อ Copilot (ชื่อ AI ของ Microsoft) สะท้อนวิธีคิดว่าบริษัทกำลังสร้างผู้ช่วย ไม่ใช่นักบินที่จะมาบินแทนมนุษย์

จาก Metaverse ถึง AI บทเรียนเรื่องไม่ใช่ทุกที่ ที่ควรใช้เทคโนโลยี

Brad Smith ยังย้อนให้ฟังว่าเมื่อสี่ปีก่อนคำว่า Metaverse ถูกผลักขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของกระแส จนมีบริษัทใหญ่เปลี่ยนชื่อ และมีองค์กรประกาศย้ายการอบรมพนักงานใหม่ทั้งหมดเข้าไปอยู่ในโลกเสมือน 

เขาเองเคยให้สัมภาษณ์ในงาน Web Summit ที่ลิสบอนว่า Metaverse เป็นเพียงของใหม่อีกชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่สวรรค์ที่เราต้องย้ายไปอยู่ทั้งหมด

เขาใช้เรื่องนี้มาเตือนว่าแม้ AI จะใหญ่และมีอิทธิพลกว่ากระแสก่อนหน้า แต่เราก็ยังต้องถามคำถามเดิมๆ คือ “เราควรใช้มันที่ไหน อย่างไร และที่ไหนที่ไม่ควรใช้เลย” ไม่ว่าจะในกองทัพ หน่วยข่าวกรอง ศาล หน่วยงานกำกับดูแลยา หรือแม้แต่ระบบการประเมินผลในโรงเรียน 

คำถามเรื่อง 'เส้นแบ่ง' นี้คือหัวใจของการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบในมุมของเขา

ตอนจบมีการยิงคำถามเกี่ยวกับอนาคตของโลกในอีกสิบปีข้างหน้า เขาย้ำภาพเด็กนักเรียนจากเดลี ที่ใช้ Copilot ทำโปรเจ็กต์ที่เมื่อปีก่อนยังเป็นไปไม่ได้ 

เขาเชื่อว่าถ้าโลกลงทุนทั้งในโครงสร้างพื้นฐาน การแพร่ AI และการสร้างทักษะให้คนใช้งานอย่างสมดุล พร้อมกรอบความรับผิดชอบที่เข้มแข็ง AI จะช่วยให้ 'คนธรรมดา' ทำได้มากขึ้นในชีวิตของตัวเอง

และถ้าโอกาสนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ใน Global North แต่ขยายไปถึง Global South อย่างแท้จริง บางที AI อาจไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทรงพลังที่สุดของยุคเรา แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยดึงโลกเข้ามาใกล้กัน และลดรอยแผลเก่าของความเหลื่อมล้ำที่ค้างคามานาน

อ้างอิง : เซสชันพิเศษจาก Brad Smith จากงาน Microsoft Innovation Tour 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

สรุป Chief Economists Outlook 2026 ฉาย 4 ฉากทัศน์วิกฤตเศรษฐกิจที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ

เจาะลึก 4 ฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกปี 2026 จาก 4 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ เมื่อสงครามในตะวันออกกลางรื้อระเบียบโลกใหม่ กระทบตั้งแต่ค่าน้ำมันไปจนถึงราคาอาหารบนโต๊ะคุณ...

Responsive image

เปิด 4 แนวทางปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย จากคำแนะนำคุณเกรียงไกร เธียรนุกุล

โลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า หรือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ...

Responsive image

เมื่อกฎระเบียบวิ่งนำหน้าความเป็นจริง เปิดวงเสวนา Bolt Thailand ถกอนาคต Ride-Hailing ประเทศไทย ทางออกเพื่อคนขับและผู้โดยสาร

สรุปวงเสวนา Bolt Thailand ถกปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย Ride-Hailing ในไทย เมื่อต้นทุนบีบให้คนขับไม่อยากจดทะเบียน เสนอทางออกใช้สติกเกอร์แทนป้ายเหลือง และคุมที่แพลตฟอร์ม เพื่อรักษาระบบน...