
ถ้าพูดถึง ‘เมืองทองธานี’ ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือฮับของอีเวนต์ระดับประเทศ เวทีคอนเสิร์ตระดับโลก งานมอเตอร์โชว์ แต่ในเชิง Data พื้นที่กว่า 4,000 ไร่แห่งนี้ มีตัวเลข Transaction ของผู้คนน่าสนใจมาก เพราะในแต่ละเดือนมีคนเดินทางเข้าออกไม่น้อยกว่า 2.2 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรในหลายจังหวัดของไทยเสียอีก
เมื่อพื้นที่จัดงานอีเวนต์มีจำนวนมนุษย์หมุนเวียนมากขนาดนี้ โจทย์ใหญ่ที่ AIS และ บางกอกแลนด์ (Bangkok Land) เพิ่งจับมือประกาศยุทธศาสตร์ร่วมกันในโปรเจกต์ Muang Thong NEXT: The Smart & Connected City จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบคำถามสำคัญว่า “เมืองที่มี Scale ประชากรหนาแน่นขนาดนี้ ควรมีโครงสร้างพื้นฐาน แบบไหนมารองรับ เพื่อให้เมืองขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไม่มีสะดุด?”
หากจะเข้าใจภาพการเชื่อมต่อของโปรเจกต์นี้ เราต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน คุณอนันต์ กาญจนพาสน์ ผู้ก่อตั้งบางกอกแลนด์ ได้วางรากฐานและคอนเซปต์ของเมืองทองธานีเอาไว้ให้เป็น Satellite City หรือเมืองบริวาร ที่ตั้งอยู่นอกกรุงเทพฯ โดยตั้งใจให้เมืองนี้มี Ecosystem ครบวงจรในตัวเอง ยึดหลักว่าต้องมีครบทั้งแหล่งงาน ที่อยู่อาศัย และความบันเทิงในที่เดียว เพื่อให้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวง

10 ปีให้หลัง เมื่อคลื่นความถี่อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มถาโถมเข้ามา คุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้สืบทอดวิสัยทัศน์ ได้เล่าว่า แนวคิดของเมืองทองธานีก็ต้องขยับขยายและปรับตัวจาก Satellite City ก้าวเข้าสู่ยุค Smart City เพื่อเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเมืองตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ในปัจจุบัน คุณปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS ได้มองลึกลงไปในตัวเลข Data ผู้ใช้งาน 2.2 ล้านคนต่อเดือน แล้ววิเคราะห์ร่วมกันว่า วันนี้เมืองทองธานีเติบโตจนก้าวข้ามคำว่า Smart City หรือ Satellite City ในรูปแบบเดิมไปแล้ว เพราะด้วยปริมาณผู้คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมหาศาล ที่นี่คือ เมืองต้นแบบที่แท้จริง
และเพื่อรองรับการเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้ AIS จึงเข้ามาปูพรมเครือข่าย 5G อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง และ Enterprise Solutions ทั่วทั้งพื้นที่ เพื่อยกระดับเมืองทองธานีสู่การเป็น Hub Connectivity City ที่ผูกเรื่อง การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ความบันเทิง ธุรกิจ การเดินทาง และความปลอดภัย ทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายอัจฉริยะระบบเดียวอย่างไร้รอยต่อ

AIS ขับเคลื่อนและพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมในประเทศไทยมานานกว่า 35 ปี และในโปรเจกต์นี้ คุณปรัธนาย้ำว่า AIS กำลังส่งมอบ Intelligent Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ที่พร้อมเป็นรากฐานการพัฒนาเมืองและรองรับทุกกิจกรรมดิจิทัล โดยออกแบบโครงสร้างพื้นฐานซ้อนกันเป็น 4 ชั้นหลัก ๆ เพื่อให้ทุกเทคโนโลยีส่งเสริมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ได้แก่
เมื่อโครงข่ายเหล่านี้เชื่อมต่อกัน... สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในเมืองทองธานีคืออะไร?

เมื่อโครงข่ายดิจิทัลทั้ง 4 ชั้นนี้ผสานการทำงานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในพื้นที่เมืองทองธานีคือการกำเนิดนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ภายในที่อยู่อาศัยที่จะถูกยกระดับสู่ Smart Living ด้วยระบบออโตเมชันและอุปกรณ์อัจฉริยะที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบและสะดวกสบายผ่านเทคโนโลยี WiFi 7
ขณะเดียวกันในด้านสุขภาวะ ผู้พักอาศัยจะได้รับโอกาสในการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงผ่านระบบ Telemedicine ที่ช่วยให้สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านการแพทย์ทางไกลได้จากทุกมุมเมือง และเพิ่มความอุ่นใจในการใช้ชีวิตดิจิทัลให้เต็มเปี่ยมยิ่งขึ้นด้วยระบบ Cybersecurity Monitoring ศูนย์เฝ้าระวังภัยไซเบอร์ของ AIS ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทั่วพื้นที่ 4,000 ไร่ผ่านท่อส่งข้อมูลความเร็วสูงเส้นเดียวกัน
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่คุณปรัธนาได้สรุปบทบาทของ AIS เอาไว้ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อระบบในเชิงเทคนิค แต่คือการเชื่อมเครือข่าย ข้อมูล และศักยภาพของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้แก่สังคม

ความโดดเด่นของโปรเจกต์ Muang Thong NEXT: The Smart & Connected City คือ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ได้ทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญให้หลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา นำไปต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและโอกาสใหม่ ๆ อาทิ
คุณระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ได้ร่วมแชร์มุมมองบวกด้านดิจิทัลว่า ในภาพใหญ่ จังหวัดนนทบุรีกำลังจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี ซึ่งเมืองทองธานีคือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่รวม Big Corporate, ธุรกิจท้องถิ่น (SME), หน่วยงานความมั่นคง และเทศบาลนครปากเกร็ดไว้ด้วยกัน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ AIS นำมาปูพรมในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าสู่จังหวัดอย่างงดงาม
ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ TCEB เผยวิสัยทัศน์ว่า ปัจจุบันธุรกิจ MICE ขยับไปสู่การแข่งขันด้านการบริหารจัดการเมืองแบบเรียลไทม์ ทั้งระบบความปลอดภัย การจัดการจราจร และการบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เธอยกตัวอย่างมหกรรมระดับโลกอย่าง Paris Olympics ที่นำเทคโนโลยี Digital Twin (การจำลองเมืองเสมือนจริงในโลกดิจิทัล) มาใช้คำนวณความหนาแน่นเพื่อวางแผนงานล่วงหน้า หรือเมือง Barcelona ที่ผสานคอมมูนิตี้เข้ากับอีเวนต์อย่างลงตัว ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของ Muang Thong NEXT จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่พาเมืองทองธานีไปสู่มาตรฐานไมซ์ระดับสากล
พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บช.สอท.) เผยข้อมูลความก้าวหน้าว่า ในช่วงปลายปีหน้า หน่วยงานจะย้ายสำนักงานเข้ามาสู่อาคารใหม่ในเมืองทองธานี ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์ปฏิบัติการตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การมีโครงข่ายของ AIS ที่แข็งแกร่งและปลอดภัยสูง จะช่วยสนับสนุนการทำงานของตำรวจในการป้องกันและดูแลความปลอดภัยจากภัยคุกคามยุคใหม่อย่าง Deepfake หรือ Drone Threat ได้อย่างเท่าทัน
ดร.รัสวัศ คงภูมินทร์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเมืองทองธานี ซึ่งปักหลักในพื้นที่นี้มาเกือบ 10 ปี มองการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในแง่บวกว่า เมืองทองธานีคือ Living Lab ขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงร่วมกับชุมชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ และเมื่อ AIS เติมโครงสร้าง Data และ AI Solutions เข้ามา ก็ยิ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่จะช่วยยกระดับนวัตกรรมการศึกษาและการทำวิจัยในพื้นที่ให้เติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
คุณเด่นชัย เพชรชมรัตน์ จาก KBTG มองเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจมหาศาลในเมืองทองธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดเวลา ทั้งแหล่งงาน ที่จัดงาน โรงแรม คอนโด และร้านอาหาร เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีความพร้อม ทางธนาคารกสิกรไทย และ KBTG จะนำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาช่วยส่งมอบ Seamless Financial Services (บริการทางการเงินแบบไร้รอยต่อ) ให้แก่ผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน SME รายย่อยในพื้นที่ ก็จะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลนี้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก เพื่อสร้างยอดขายและการเติบโตที่ยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ Muang Thong NEXT อาจดูเหมือนเป็นเพียงแค่ดีลธุรกิจและการอัปเกรดโครงข่ายภายในพื้นที่ของเอกชนรายใหญ่สองราย แต่ในความเป็นจริง นี่คือ Blueprint ของการสร้าง Smart City ที่น่าจับตาในฐานะโมเดลทางเลือกที่ไม่ได้ตั้งต้นจากศูนย์กลางกรุงเทพฯ
คุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ได้ชี้ให้เห็นมุมมองของการขยายผลว่า โครงสร้างดิจิทัลนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในรั้ว 4,000 ไร่ของเมืองทองธานีเท่านั้น เพราะในแง่การบริหารจัดการจริง มีการทำ Data Exchange หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเทศบาลนครปากเกร็ดอยู่ตลอดเวลา โครงการนี้จึงเป็นเสมือนตัวเร่ง ที่จะส่งผลกระทบไปถึงการวางผังและพัฒนาภาพรวมของจังหวัดนนทบุรีด้วย ขณะเดียวกัน ฝั่ง AIS โดยคุณปรัธนาก็มองไปถึงระดับ Macro Infrastructure การเลือกนำเทคโนโลยีระดับ Sovereign Cloud และ Sovereign AI เข้ามาใช้ใน Scale ประชากรระดับ 2.2 ล้านคนต่อเดือน
ซึ่งในมุมหนึ่ง Muang Thong NEXT ก็เป็นเหมือนการสร้าง Sandbox ชิ้นสำคัญในการทดสอบความปลอดภัยและการควบคุมสิทธิ์ในข้อมูลระดับท้องถิ่น ซึ่งพร้อมที่จะยกระดับเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศได้ในอนาคต
บทความนี้เป็น Advertorial
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด