ถอดแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: เมื่อโจทย์ใหญ่ไม่ใช่ว่าจะผลิตอะไร แต่คือทำอย่างไรให้คนกล้าใช้จ่าย

ไม่บ่อยนักที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งจะถูกจับตาจากคนทั้งโลกมากเท่าครั้งนี้ บนเวที Summer Davos 2026 ที่เมืองต้าเหลียน วงเสวนาหัวข้อ 'แกะรอยแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15' (15th Five-Year Plan, Unpacked) ซึ่งจัดร่วมกับ China Global Television Network (CGTN) เปิดประเด็นด้วยข้อสังเกตที่ตรงไปตรงมาว่า การที่เรานั่งคุยกันเรื่องแผน 5 ปีของจีนในปี 2026 ด้วยความสนใจระดับนี้ ไม่ใช่ภาพที่หลายคนคาดไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21

แผน 5 ปีฉบับนี้วางทิศไว้อย่างไร และต้องข้ามภูเขาสามลูกอะไรบ้าง

ผู้ร่วมเวทีสายผู้กำหนดนโยบายอธิบายว่า กรอบและทิศทางของแผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ถูกวางไว้ชัดเจนแล้วทั้งในรายงานการทำงานของรัฐบาลและในแนวทางหลักของแผน โดยตั้งแต่ปี 2026 ซึ่งเป็นปีแรกของแผน จีนจะยังคงให้น้ำหนักกับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาเชิงคุณภาพ และใช้การปฏิรูปกับนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

แต่ผู้ร่วมเวทีย้ำว่าสิ่งที่อยู่บนกระดาษไม่เพียงพอ และระบุถึงความท้าทายใหญ่สามเรื่องที่ต้องลงมือแก้จริง เรื่องแรกคือการประคองรากฐานเศรษฐกิจ เพราะตัวเลขชี้วัดในช่วงสองเดือนที่ผ่านมายังไม่สู้ดีนัก เรื่องที่สองคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยจำนวนประชากรจีนแตะจุดสูงสุดที่ 1.4 พันล้านคนในปี 2021 ก่อนจะลดลงราว 7.7 ล้านคนในช่วงสี่ปีถัดมา ซึ่งจะกดดันทั้งระบบประกันสังคมและพลวัตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และเรื่องที่สามคือสถานการณ์ระหว่างประเทศ ทั้งความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และลัทธิกีดกันทางการค้าที่กำลังบรรจบและส่งผลกระทบยาว

แม้โจทย์จะหนัก แต่ผู้ร่วมเวทีแสดงความมั่นใจว่าหากเดินตามแผน จีนยังมีจุดแข็งเชิงสถาบัน ตลาดขนาดมหาศาล ห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจร ขีดความสามารถด้านนวัตกรรม และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปและเปิดกว้าง โดยมาตรการรูปธรรมที่ต้องทำคือเสริมการกำกับเศรษฐกิจมหภาคเพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโต ขยายอุปสงค์ในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรม และเดินหน้าปฏิรูปให้ลึกขึ้น

จาก 'จี้ฮว่า' สู่ 'กุยฮว่า' ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่บอกอะไรมากกว่าที่คิด

จุดที่วิทยากรสายประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชวนมองคือ การแปลคำว่าแผน 5 ปีเป็นภาษาตะวันตกได้กลบความเปลี่ยนผ่านสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2000 ไว้ นั่นคือการขยับจากคำว่า 'จี้ฮว่า' (计划) ซึ่งหมายถึงการวางแผนแบบเมทริกซ์ทางสถิติ ไปสู่คำว่า 'กุยฮว่า' (规划) ที่ใกล้เคียงกับคำว่าธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลมากกว่า ความต่อเนื่องและความสำเร็จของจีนจึงไม่ได้มาจากการทำแผน 5 ปีซ้ำๆ แบบเดิมที่มีรากมาตั้งแต่สหภาพโซเวียตยุคสตาลินช่วงปลายทศวรรษ 1920 แต่มาจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกำกับดูแลอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการชูภาคเอกชนให้เป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรม

วิทยากรรายนี้ชี้ว่า ความน่าสนใจของจีนในเวลานี้คือการมีวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน ซึ่งเป็นภาพที่ตัดกันอย่างชัดเจนกับความปั่นป่วนที่หลายประเทศกำลังเผชิญ แต่ความท้าทายจากภายนอกก็เป็นเรื่องจริงและจะไม่หายไป โดยเฉพาะวาทกรรมที่เรียกว่า 'China Shock 2.0' ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ดุลการค้าเกินดุลมหาศาลของจีนที่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้เมื่อเทียบสัดส่วนกับจำนวนประชากรแล้วปริมาณการส่งออกจะยังไม่มากเท่าเยอรมนีในยุครุ่งเรือง แต่ก็ถือเป็นความไม่สมดุลระดับโลกที่ใหญ่มาก คำถามที่จะถูกถามซ้ำตลอดอายุของแผนฉบับนี้จึงเป็นว่า 'ในเมื่อจีนส่งออกได้มากขนาดนี้ แล้วการนำเข้าอยู่ที่ไหน'

หักพวงมาลัยครั้งใหญ่ จากโตด้วยปริมาณ สู่โตด้วยคุณภาพ

นักเศรษฐศาสตร์การเมืองในวงเสวนาเสนอวิธีมองที่เห็นภาพ ด้วยการเปรียบแผน 5 ปีก่อนหน้านี้กับการขับรถไปข้างหน้าในเส้นทางที่ชัดเจน ภายใต้สิ่งที่เรียกว่าโมเดลการเติบโตแบบเก่าซึ่งตั้งแต่ทศวรรษ 1980 พึ่งพาการผนวกเข้ากับเศรษฐกิจโลก การส่งออก การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค การลงทุน และการก่อสร้าง ทุกๆ 5 ปีก็เพียงปรับแต่งเล็กน้อยแล้วเหยียบคันเร่งต่อไป แต่แผนฉบับที่ 14 และ 15 ต่างออกไป เพราะมันคือการ 'จับพวงมาลัยให้มั่นแล้วหักเลี้ยวครั้งใหญ่' จากการไล่ตามปริมาณผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ

หัวใจของการเลี้ยวครั้งนี้อยู่ที่ประเภทของนวัตกรรม วิทยากรอธิบายว่าตลอด 30 ถึง 40 ปีที่ผ่านมา จีนเก่งเรื่องการต่อยอดนวัตกรรมในระดับการนำไปใช้ หรือที่เรียกว่าจาก 1 ไป 10 และการขยายขนาดจาก 10 ไป 100 แต่ตั้งแต่แผนฉบับที่ 14 เป็นต้นมา จีนต้องการเก่งในนวัตกรรมอีกแบบที่เรียกว่า 'ศูนย์ไปหนึ่ง' (Zero to One) ซึ่งหมายถึงการวิจัยพื้นฐานและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ต้นน้ำ เหตุที่การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดในแผนฉบับที่ 14 เพราะแผนนั้นถูกเขียนขึ้นในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงกลางการระบาดใหญ่และเป็นจังหวะที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ กับจีนตึงเครียดเป็นพิเศษ จีนจึงตระหนักว่าการก้าวสู่ขั้นต่อไปไม่ใช่แค่เรื่องในประเทศ แต่ต้องปรับตัวรับความจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ด้วยการเป็นทั้งผู้ขยายขนาดระดับมหึมาและนักนวัตกรรมแบบศูนย์ไปหนึ่งที่เก่งจริง

พลังงานกักเก็บขึ้นแท่นอุตสาหกรรมเสาหลัก และจุดเปลี่ยนจากนโยบายนำสู่ตลาดนำ

มุมมองจากภาคธุรกิจมาจากผู้บริหารภาคธุรกิจพลังงานสะอาดด้านการกักเก็บพลังงาน ที่ชี้ว่าในแผนฉบับที่ 15 พลังงานกักเก็บรูปแบบใหม่ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในหกอุตสาหกรรมเสาหลัก พร้อมชุดนโยบายสนับสนุน รวมถึงการนำมูลค่าของการกักเก็บพลังงานไปคำนวณในค่าไฟฟ้าปลายทาง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน และทำให้อุตสาหกรรมนี้กำลังเปลี่ยนจากช่วงเริ่มต้นไปสู่ช่วงเร่งตัว นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากการขับเคลื่อนด้วยนโยบายไปสู่การขับเคลื่อนด้วยตลาด

ในเชิงตัวเลข แผนระดับชาติตั้งเป้ากำลังการติดตั้งในประเทศไว้ที่ 1.8 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2027 แต่จากการวิเคราะห์ของบริษัทเองมองว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านั้นมาก โดยคาดว่าภายในปี 2030 กำลังการติดตั้งพลังงานกักเก็บทั่วโลกอาจแตะ 2 ถึง 3 เทระวัตต์ (TW) คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมรวมราว 10 ล้านล้านหยวน (RMB) สิ่งที่อุตสาหกรรมมักไม่อยากพูดถึงคือต้นทุน แต่เมื่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากลมและโซลาร์เซลล์ (Photovoltaics หรือ PV) ลดลงอย่างรวดเร็ว ต้นทุนอุปกรณ์กักเก็บพลังงานก็จะลดลงตามอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าต้นทุนตลอดวงจรชีวิตต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) จะต่ำลงเหลือเพียง 0.1 หยวน และจะพาค่าไฟฟ้าปลายทางเข้าสู่ยุค 0.3 หยวนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ทำให้พลังงานสีเขียวมีต้นทุนแข่งขันได้เหนือพลังงานรูปแบบดั้งเดิม

ผู้บริหารรายนี้มองว่าแหล่งเติบโตที่ใหญ่ที่สุดจะมาจากการที่พลังงานสีเขียวเข้าไปแทนที่พลังงานแบบเดิม โดยปีที่ผ่านมาอัตราการใช้ไฟฟ้า (Electrification Rate) ของจีนอยู่ที่ราว 30% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 28% และทุกๆ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้น จะปลดล็อกความต้องการกำลังติดตั้งพลังงานกักเก็บได้อีก 4 ถึง 5 เทระวัตต์ ส่วนปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงภายใน 5 ปี คือการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของภาคเอกชน โดยเฉพาะเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานระยะยาวที่เก็บไฟได้หลายวัน และความก้าวหน้าของวัสดุแบตเตอรี่ โดยมองว่าในราว 5 ปีจะเห็นแบตเตอรี่โซเดียมที่วัตถุดิบหาง่ายกว่า อายุการใช้งานยาวกว่า และรองรับการชาร์จได้ถึง 20,000 รอบ ซึ่งจะช่วยแก้คอขวดของแบตเตอรี่ลิเทียมในปัจจุบัน และยังช่วยให้แต่ละประเทศมีความมั่นคงทางพลังงานที่เป็นอิสระจากทรัพยากรธรรมชาติของตนเองมากขึ้น

ทำไม 'การทำให้คนจีนกล้าใช้จ่าย' ถึงเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด

ประเด็นที่วงเสวนาให้น้ำหนักมากที่สุดคือการบริโภค ซึ่งเป็นข้อต่อที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ผู้ร่วมเวทีสายผู้กำหนดนโยบายยอมรับว่าการกระตุ้นการบริโภคต้องใช้เวลา ไม่เหมือนการกระตุ้นการลงทุนหรือการผลิตที่เห็นผลเร็วกว่า และไม่มีทางเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน แม้จีนจะมีประชากร 1.4 พันล้านคน มีชนชั้นกลางถึง 400 ล้านคน และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวในปี 2025 อยู่ที่ 13,900 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตามรูปแบบการพัฒนาทั่วไปเมื่อทะลุระดับ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ การบริโภคควรจะเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน แต่การบริโภคภาคครัวเรือนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมากลับติดลบ

เหตุผลที่มักถูกมองข้ามคือโครงสร้างประชากร เพราะปัจจุบันจีนมีเด็กเกิดใหม่น้อยกว่า 8 ล้านคนต่อปี เทียบกับช่วงพีคที่เคยสูงถึง 20 ล้านคนต่อปี ในเมื่อกลุ่มแม่และเด็กเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลัก จำนวนที่ลดลงจึงกดการบริโภคโดยตรง นอกจากนี้ยังมีเรื่องวัฒนธรรมการออมและความรู้สึกไม่มั่นคงในอนาคต รวมถึงการกระจายรายได้ที่ทุนและเทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยจัดสรรรายได้ คนที่คิดค้นเทคโนโลยีล้ำสมัยกลายเป็นเศรษฐีทันที ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีเพดานการใช้จ่ายจำกัด

ทางออกที่เสนอจึงเป็นชุดใหญ่ ตั้งแต่การปฏิรูปตลาดแรงงานและสร้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การทำให้ประชาชน 'มีเงินในมือมากพอที่จะกล้าใช้จ่าย' และการเสริมระบบประกันสังคมโดยเฉพาะในชนบท ทั้งระบบบำนาญสำหรับเกษตรกรและประกันอาชีพสำหรับแรงงาน ไปจนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมการบริโภคที่ดี โดยยกตัวอย่างซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Pangdonglai ที่ได้รับความนิยมเพราะเน้นสินค้าคุณภาพ รวมถึงการใช้ AI เปิดฉากการบริโภครูปแบบใหม่ ทั้งนี้การบริโภคภาคบริการคิดเป็นสัดส่วนถึง 47% ของการบริโภครวมแล้ว แต่มาตรฐานของบริการที่ดียังไม่ชัดเจน จึงต้องมีกฎหมายและเกณฑ์วัดคุณภาพบริการที่ดีขึ้น พร้อมเพิ่มช่องทางการลงทุนให้ประชาชน ทั้งตลาดหุ้นและการรักษาเสถียรภาพมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ เพราะผลตอบแทนจากสินทรัพย์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจใช้จ่าย

วิทยากรอีกรายเสริมว่าการบริโภคกับนวัตกรรมเป็นเรื่องเดียวกัน หากแผนฉบับที่ 14 เน้นการไล่ตามเทคโนโลยีล้ำสมัย แผนฉบับที่ 15 ก็คือการไล่ตามเทคโนโลยีบวกกับการกระตุ้นการบริโภค เพราะเมื่อจีนผลิตได้มหาศาลและราคาถูกจนไม่มีอุปสงค์ในประเทศมารองรับ มันก็กลายเป็น 'ช็อก' ต่อโลก แต่ถ้าดูดซับการผลิตไว้ในประเทศได้ ช็อกก็จะกลายเป็นโอกาส กุญแจสำคัญคือจีนต้องหันมาให้น้ำหนักกับนวัตกรรมระดับการนำไปใช้ การทำให้เป็นเชิงพาณิชย์ และการขยายขนาดอย่างพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) มากขึ้น เพราะนวัตกรรมแบบนี้มีกำแพงการเข้าต่ำ คนจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมได้ จึงสร้างการจ้างงานในวงกว้าง และการจ้างงานนี่เองที่จะแปรเป็นการบริโภคในที่สุด ประเด็นนี้สำคัญเพราะอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงไม่จำเป็นต้องเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงานมากที่สุด จีนเก่งเรื่องระบบอัตโนมัติถึงขั้นมีโรงงานไร้คน (Lights-out Factory) มากที่สุดในโลก แต่คำถามที่ตามมาคือเมื่อระบบอัตโนมัติก้าวหน้าขนาดนี้ แล้วงานจะอยู่ที่ไหน เพราะประเทศที่มีประชากรสูงวัยจะปล่อยให้คนหนุ่มสาวหางานไม่ได้ไปพร้อมกันไม่ได้

สินค้าจีนสามระดับ จากผลบวกชัดเจน สู่สมรภูมิความมั่นคง และโซนสีเทาที่ต้องเจรจา

เมื่อพูดถึงบทบาทของจีนต่อโลก วิทยากรสายประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเสนอให้แยกการวิเคราะห์ออกเป็นสามระดับ ระดับแรกคือสิ่งที่เป็นผลบวกสุทธิต่อโลกอย่างชัดเจน เช่น โซลาร์เซลล์และการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่แทบไม่เคยมีมาก่อน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ประเทศยากจนโดยเฉพาะในแอฟริกาใต้สะฮารา ที่มีคนหลายร้อยล้านยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้า ได้เข้าถึงพลังงานง่ายขึ้น เรื่องนี้จีนควรยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจน

ระดับที่สองคือเรื่องที่เป็นการแข่งขันแบบผลรวมเป็นศูนย์และเกี่ยวพันกับความมั่นคงอย่าง AI ซึ่งคลุมเครือในผลกระทบและถูกสหรัฐฯ กำหนดให้เป็นพื้นที่แข่งขันเข้มข้น โดยจีนเลือกใช้กลยุทธ์แบบโมเดลเปิด (Open Model) ที่ต่างจากสหรัฐฯ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงนัยด้านความมั่นคง ส่วนระดับที่อยู่ตรงกลางที่ซับซ้อนที่สุดคือยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งด้านหนึ่งคือพลังงานสะอาดที่จำเป็นต่อการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน แต่อีกด้านหนึ่งมันเข้าไปแทนที่อุตสาหกรรมแกนกลางที่เป็นถึงอัตลักษณ์ของชาติสำหรับประเทศอย่างเยอรมนี

วิทยากรรายนี้ชี้ว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างยุโรปกับจีนปรากฏชัดที่สุดในกรณีนี้ และมองว่าจีนจำเป็นต้องเจรจากับบรัสเซลส์เรื่องเงื่อนไขการเข้าถึงตลาด โดยตัวแปรชี้ขาดคือเยอรมนีซึ่งเป็นเสียงทรงพลังที่สุดในยุโรปและมีผลประโยชน์ในจีนมากที่สุด สะท้อนจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันต่างยืนยันว่าจะอยู่ในตลาดจีนต่อ เพราะเปรียบได้กับการได้เล่นใน 'แชมเปียนส์ลีก' ที่ตัดสินว่าใครแข่งขันได้จริง คำแนะนำต่อปักกิ่งจึงเป็นการเก็บความขุ่นเคืองไว้ แล้วโฟกัสไปที่การทำข้อตกลงให้ได้ เพราะเรื่องนี้พัวพันกับตำแหน่งงานภาคการผลิตราว 12.5 ล้านตำแหน่งในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคการเมืองแนวประชานิยมขวาจัดจะใช้หาเสียง

เมื่อบริษัทจีนออกสู่โลก ไม่ใช่แค่ส่งออก แต่ต้องลงหลักปักฐาน

ในมุมของการออกไปลงทุนต่างประเทศ ผู้บริหารภาคธุรกิจพลังงานสะอาดมองว่าเป็นสิ่งที่บริษัทจีนต้องทำ เพราะกำลังการผลิตของจีนไม่อาจรองรับด้วยตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว ทุกบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันจึงต้องออกไปสร้างฐานที่เป็นท้องถิ่นมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ซึ่งบทเรียนที่ดีคือการที่บริษัทจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี และสหรัฐฯ เคยแลกเทคโนโลยีกับการเข้าถึงตลาดจีนในหลายทศวรรษก่อน

ผู้บริหารรายนี้เปรียบอุตสาหกรรมกักเก็บพลังงานว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่และเป็นเทคโนโลยีอเนกประสงค์คล้าย AI ที่เมื่อต้นทุนลดถึงจุดวิกฤตก็จะหนุนภาคการผลิตด้วยพลังงานสะอาดและราคาถูกลง พร้อมเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศนั้นๆ จึงต้องเปิดกว้างและบ่มเพาะความร่วมมือท้องถิ่น โดยรัฐบาลจีนเองก็ควรสนับสนุนบริษัทให้มากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ผู้ร่วมเวทีสายผู้กำหนดนโยบายเสริมในช่วงถาม-ตอบว่า จีนจะเปิดกว้างยิ่งขึ้นและเป็นการเปิดสองทาง คือทั้งดึงเข้ามาและออกไป แต่จะปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะปัญหาการแข่งขันที่เข้มข้นเกินไปหรือ 'อินโวลูชัน' (Involution) ในภาคยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle หรือ NEV) ที่จีนต้องการแก้ที่บ้านตัวเอง ไม่ใช่ส่งออกปัญหานี้ไปให้ประเทศอื่น

แผน 5 ปีไม่ใช่คำสั่ง แต่คือ 'สัญญาณ' และสิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ก็สำคัญพอกัน

ข้อสรุปเชิงธรรมาภิบาลที่น่าสนใจที่สุดมาจากนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่เสนอว่าคนมักเข้าใจผิดว่าจีนยังเป็นเศรษฐกิจแบบวางแผน ทั้งที่จริงควรมองว่าเป็น 'เศรษฐกิจเชิงสัญญาณ' (Signaling Economy) มากกว่า เพราะความท้าทายที่จีนเผชิญทุกวันนี้ซับซ้อนและเต็มไปด้วยการแลกได้แลกเสีย จนไม่อาจสั่งการให้หลุดพ้นได้ เอกสารอย่างแผน 5 ปีจึงไม่ได้ออกคำสั่ง แต่ส่งสัญญาณ ซึ่งเปิดช่องให้ตีความ และการตีความก็เปิดทางให้เกิดความยืดหยุ่นและการปรับตัว

วิธีอ่านแผนแบบนี้คือต้องถามด้วยว่า 'อะไรที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในแผน' เพราะในบริบทการกำหนดนโยบายของจีน สิ่งที่ไม่พูดมักสำคัญพอๆ กับสิ่งที่พูด ตัวอย่างเช่นนวัตกรรมที่เคยปรากฏในแผนฉบับที่ 13 อย่างการเป็นผู้ประกอบการเพื่อทุกคน สตาร์ทอัพ และเศรษฐกิจแบ่งปัน กลับหายไปจากแผนฉบับที่ 14 และ 15 เพราะนวัตกรรมเหล่านั้นเป็นแบบ 1 ไป 10 และ 10 ไป 100 ที่จีนเคยเก่ง แต่ถูกแทนที่ด้วยการเน้นแบบศูนย์ไปหนึ่งเพื่อความมั่นคงทางภูมิเศรษฐศาสตร์ คำถามต่อไปจึงเป็นว่าในแผนฉบับที่ 16 อะไรจะถูกดึงกลับเข้ามา ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์การเมืองรายนี้มองว่าน่าจะเป็นนวัตกรรมระดับการนำไปใช้ที่แม้จะดูไม่สำคัญในเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ แต่มีกำแพงการเข้าต่ำ ทำให้คนจำนวนมากมีส่วนร่วม สร้างงาน และแปรเป็นการบริโภคได้ในที่สุด

คำถามจากแอฟริกาใต้ และอนาคตของงานในโรงงานยุค AI

ช่วงท้ายเปิดให้ถามคำถาม โดยผู้แทนจากหน่วยงานคลังของแอฟริกาใต้ตั้งข้อสังเกตว่า รถยนต์จีนคุณภาพดีหลั่งไหลเข้าประเทศอย่างรวดเร็ว ป้ายโฆษณารถจีนเต็มทางหลวงสายหลัก จนผู้ผลิตเยอรมันถึงขั้นปิดโรงงาน แต่รถเหล่านั้นเป็นการนำเข้า ไม่ได้ผลิตในประเทศ จึงถามว่ารัฐบาลจีนคิดอย่างไรกับการตั้งฐานการผลิตในต่างแดน คำตอบจากผู้ร่วมเวทีสายผู้กำหนดนโยบายคือ จีนจะเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ และจะปรับการเปิดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แต่การจะตั้งฐานการผลิตที่ไหนเป็นการตัดสินใจของบริษัท ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลตอบแทนได้ ด้านผู้บริหารภาคธุรกิจเสริมว่าบริษัทจะพิจารณาทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สภาพแวดล้อมการลงทุนที่ปลอดภัยและยั่งยืน บุคลากร ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง รวมถึงศักยภาพตลาด และมักให้น้ำหนักกับการลงทุนในศูนย์กลางเฉพาะจุดมากกว่ากระจายไปทุกประเทศ

อีกคำถามคือเรื่องงานที่จะหายไปและงานที่จะเติบโตในยุค AI ผู้บริหารรายนี้มองว่าจำนวนแรงงานคนโดยรวมอาจลดลง แต่คุณภาพและระดับของบุคลากรจะสูงขึ้น และเมื่อถูกถามต่อเรื่องการหายไปของงานระดับเริ่มต้น เขาตอบด้วยตรรกะธุรกิจง่ายๆ คือการชั่งต้นทุนระหว่างหุ่นยนต์ AI กับแรงงานคน โดยเชื่อว่าจะยังไม่เห็น AI เข้ามาแทนที่พนักงานหน้างานในโรงงานในระยะสั้น แต่ AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่า ส่วนโรงงานไร้คนนั้นยังเป็นคำถามใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีกระบวนการผลิตและระบบอัตโนมัติของเครื่องจักร มากกว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

โดยสรุป วงเสวนาสะท้อนตรงกันว่าแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีนไม่ได้เป็นเพียงการต่อยอดการผลิตและนวัตกรรมต้นน้ำ แต่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ว่าจีนจะดูดซับกำลังการผลิตมหาศาลของตนเองด้วยการบริโภคในประเทศได้หรือไม่ และจะเปลี่ยนแรงกดดันจากภายนอกอย่าง 'China Shock 2.0' ให้กลายเป็นโอกาสได้มากน้อยเพียงใด ภายในกรอบของระบบที่ทำงานด้วยการส่งสัญญาณและการปรับตัวมากกว่าการสั่งการ

ที่มา: วงเสวนา '15th Five-Year Plan, Unpacked' งาน Summer Davos 2026 


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เปิดกิจกรรมไฮไลต์และเวทีหลักในงาน Techsauce Global Summit 2026 ครบทุกอย่างที่ต้องรู้ก่อนไป!

รวมทุกกิจกรรมไฮไลต์ Techsauce Global Summit 2026 ตั้งแต่ Business Matching, Meet the VCs, Pickleball Networking, NFT Treasure Hunt ไปจนถึง 350+ Exhibitions และ 10 Stages เปลี่ยนเกม...

Responsive image

ไฮไลต์ Speaker งาน Techsauce Global Summit 2026 ส่อง 300+ ผู้นำระดับชั้นำ ปักหมุดอนาคต AI และธุรกิจ

เจาะลึกไฮไลต์ Speaker งาน Techsauce Global Summit 2026 รวมผู้นำความคิดระดับโลกกว่า 300+ คนจาก OpenAI, World Bank, Alibaba และองค์กรชั้นนำของไทย พร้อมพาธุรกิจคุณร่วมค้นหาคำตอบใน "Th...

Responsive image

ปรากฏการณ์ ‘RAMageddon’ ยุคทองของศูนย์ข้อมูล AI แต่เป็นยุคมืดของผู้บริโภค

รายงาน Deloitte เตือนวิกฤตชิปหน่วยความจำ 'RAMageddon' ที่ AI จุดชนวน ราคาแรมเซิร์ฟเวอร์พุ่ง 4 เท่าในปีเดียว ลากยาวถึงปี 2030 พร้อมคาดการณ์ราคาคอม การ์ดจอ สตอเรจ และมือถือสิ้นปีนี้...