ประเทศจีนจะไปไกลแค่ไหนในโลกของนวัตกรรม? ถอดบทเรียนความสำเร็จ เมื่อจีนไม่ได้เป็นแค่ผู้ตามอีกต่อไป

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาโลกมักมองจีนในฐานะ ‘โรงงานการผลิตของโลก’ ประเทศที่มีแรงงานมหาศาล ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และการเป็นเพียงฐานการผลิตสำคัญโลก แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อนการใช้เทคโนโลยีอย่างบาร์โค้ดยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนจีนจำนวนมาก แต่ปัจจุบันจีนกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของโลก ตั้งแต่ AI รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบชำระเงินดิจิทัลไปจนถึงการพัฒนายาและเทคโนโลยีชีวภาพ

ประเทศจีนจากผู้ตามสู่การเป็นผู้นำ 

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดที่สุดคือรถยนต์พลังงานใหม่หรือ NEV

Feng Xingya ประธานบริษัท GAC Group อธิบายว่าจีนใช้เวลากว่า 20 ปีในการวางรากฐานอุตสาหกรรมนี้ตั้งแต่การนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกในปัจจุบัน ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิตแบตเตอรี่อย่าง CATL ผู้ผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนไปจนถึงเครือข่ายการผลิตขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันทั้งประเทศ

ในอดีตชิ้นส่วนจำนวนมากยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ปัจจุบันส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่กว่า 90% สามารถผลิตได้ภายในประเทศแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือจีนไม่ได้มองการแข่งขันเป็นแค่เรื่องต้นทุนอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังเปลี่ยนรถยนต์ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ที่รถยนต์อัจฉริยะหนึ่งคันอาจมีชิปมากกว่า 1,000 ตัว และมีพลังประมวลผลใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งความสามารถในการรวมเทคโนโลยีจากหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันจึงกลายเป็นจุดแข็งสำคัญของโมเดลนวัตกรรมจีน

AI กำลังเร่งทุกอย่างให้เร็ว ตั้งแต่การวิจัยยาไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานประเทศ

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นตัวเร่งสำคัญของนวัตกรรมในแทบทุกอุตสาหกรรม

Ya-Qin Zhang คณบดีสถาบันวิจัย AI แห่งมหาวิทยาลัยชิงหวา มองว่าความแข็งแกร่งของจีนไม่ได้อยู่ที่ AI เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบูรณาการเทคโนโลยีหลายด้านเข้าด้วยกันทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายจากภาครัฐ เขาชี้ว่าความสำเร็จของ AI ในจีนไม่ได้เกิดขึ้นในไม่กี่ปี แต่เป็นผลมาจากการวางแผนระยะยาวของรัฐบาลที่มองไกล 5 ปี 10 ปี หรือแม้แต่ 15 ปีล่วงหน้า

ตัวอย่างหนึ่งคือการลงทุนในระบบ Smart Grid ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา AI เพราะการประมวลผล AI ต้องใช้พลังงานมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน AI ก็ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตยาและเวชภัณฑ์เช่นกัน

Eric Tse S Y ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SBP World อธิบายว่าการพัฒนายาตัวใหม่หนึ่งชนิดในอดีตต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปี และต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในช่วงหลังมานี้ AI เริ่มเข้ามาช่วยลดระยะเวลาในการค้นหาสารตั้งต้นและคัดเลือกโมเลกุลได้อย่างมาก ทำให้กระบวนการบางส่วนที่เคยกินเวลาหลายปีอาจถูกย่นเหลือเพียงไม่กี่เดือน 

นวัตกรรมจีนต้องปะทะกำแพงการค้า

แม้ภาพรวมจะดูดี แต่ผู้ร่วมเสวนายอมรับว่าการเติบโตของนวัตกรรมจีนยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน

Carlson Tong ประธานตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ระบุว่า นวัตกรรมจะสร้างผลกระทบได้จริงก็ต่อเมื่อสามารถขยายจากไอเดียไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ซึ่งต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมหาศาล ในมุมนี้ ฮ่องกงจึงทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมระหว่างจีนกับตลาดทุนโลก ช่วยให้บริษัทจีนเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกันก็เปิดช่องทางให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามามีส่วนร่วมกับการเติบโตของธุรกิจจีน 

แต่อย่างไรก็ตามความท้าทายไม่ได้มีแค่เรื่องเงินทุน สำหรับผู้ผลิตรถยนต์จีนการจะขยายไปต่างประเทศก็กำลังเจอปํยหาใหม่ ทั้งภาษีนำเข้า กฎระเบียบและข้อกำหนดด้านเทคโนโลยีที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ

Feng Xingya องการเติบโตในตลาดโลก บริษัทจีนจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากทั้งผู้บริโภคและภาครัฐในแต่ละประเทศ ไม่ใช่แค่ส่งสินค้าเข้าไปขายเท่านั้น แต่ต้องเข้าไปสร้างการลงทุน การจ้างงาน และบริการที่ตอบโจทย์ตลาดท้องถิ่น เพื่อให้ได้รับการยอมรับในระยะยาว 

อีกหนึ่งความท้าทายที่ Eric Tse S Y พูดถึงคือการไม่ปล่อยให้ความสำเร็จในอดีตกลายเป็นข้อจำกัดของการเติบโตในอนาคต เขามองว่าองค์กรที่เคยประสบความสำเร็จมักมีแนวโน้มยึดติดกับแนวทางเดิม จนมองข้ามโอกาสใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ดังนั้นการเปิดรับมุมมองจากภายนอก การทบทวนตัวเองอยู่เสมอ และความพร้อมที่จะปรับตัว จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นวัตกรรมเดินหน้าต่อไปได้ 

จีนกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของนวัตกรรม

ลก" ที่เน้นรับจ้างผลิตด้วยแรงงานราคาถูก แต่วันนี้จีนกำลังสลัดภาพนั้นทิ้ง และเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็น AI รถยนต์ไฟฟ้า ระบบชำระเงินดิจิทัล ไปจนถึงการพัฒนายาตัวใหม่ๆ

เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดจากการวางแผนระยะยาวของรัฐบาลที่เดินหน้าไปพร้อมกับการทุ่มลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงการมีเครือข่ายการผลิตในประเทศที่ครบวงจร นอกจากนี้ จีนยังมีข้อได้เปรียบสำคัญคือตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่มาก ทำให้เวลาคิดค้นเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ ออกมา ก็สามารถนำไปทดลองและปรับใช้ในสเกลจริงได้ทันที

แน่นอนว่าจีนยังต้องรับมือกับการแข่งขันในตลาดโลก กำแพงภาษีและปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดายาก แต่จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าจีนได้ขยับสถานะจากคนที่เคยรับจ้างผลิตมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีอิทธิพลต่อทิศทางนวัตกรรมของโลกไปแล้ว

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

3 เทรนด์ชี้ชะตาธุรกิจโลก: สรุปเวที Summer Davos (AI - พลังงาน - ยุทธศาสตร์จีน) | Tech for Biz EP.62

สรุป Summer Davos Techsauce สรุปประเด็นร้อนที่ส่งตรงจาก Congress Hall ใน Dalian กับ 3 จุดเปลี่ยนที่ธุรกิจไทยต้องรีบปรับตัว...

Responsive image

ไทยเจ้าภาพงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings ครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี ด้วยงบ 2,800 ล้าน เราตั้งเป้าเอาอะไรเข้าบ้าน

โอกาสของไทยในฐานะเจ้าภาพ "โอลิมปิกการเงินโลก" (IMF-World Bank 2026) ครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี ถอดบทเรียนจาก 3 ประเทศเจ้าภาพ งานจบแล้วเราจะได้อะไร?...

Responsive image

สัมภาษณ์พิเศษ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ไขทุกคำถามเรื่องกลไกร่วมทุนสตาร์ทอัพของ NIA

Techsauce เคยรายงานข่าวไปแล้วว่า NIA สามารถลงทุนในสตาร์ทอัพได้ วันนี้เราพา ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA มาอธิบายรายละเอียดแบบเต็ม ๆ ว่ากลไกใหม่นี้ทำงานอย่างไร...