![]()
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่หมุนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ งาน Cisco Live EMEA ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ในปี 2026 นี้ ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่ตอกย้ำจุดยืนของยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอทีอย่าง Cisco ในการเป็นกระดูกสันหลังของยุคสมัยแห่งปัญญาประดิษฐ์ ท่ามกลางสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีกว่า 21,000 คน Cisco ได้ประกาศเปิดตัวนวัตกรรมชุดใหญ่ที่ไม่ได้มองแค่เรื่องของ Generative AI แบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่มุ่งเป้าไปที่อนาคตของ 'Agentic AI' หรือระบบ AI ที่สามารถคิด ตัดสินใจ และลงมือทำแทนมนุษย์ได้ โดยหัวใจสำคัญของการประกาศครั้งนี้คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ปลอดภัย และยั่งยืน ตั้งแต่ระดับซิลิคอนไปจนถึงระบบปฏิบัติการเครือข่าย เพื่อให้องค์กรทั่วโลกพร้อมรับมือกับคลื่นลูกใหม่แห่งนวัตกรรมดิจิทัล
นายจีทู พาเทล ประธานและหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Cisco ได้กล่าวบนเวทีโดยเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า นวัตกรรม AI กำลังพัฒนาไปในอัตราเร่งที่น่าตกใจ สิ่งที่องค์กรต้องการในขณะนี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเสถียรสูงสุดเพื่อให้สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ได้อย่างมั่นใจ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในวันนี้จึงเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของ Cisco ในฐานะแพลตฟอร์มแบบครบวงจร ที่ผสานรวมนวัตกรรมชิปซิลิคอน ระบบปฏิบัติการ AgenticOps ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการตรวจสอบสถานะระบบเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้ ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงจุดสิ้นสุดการเชื่อมต่อในองค์กร
ในยุคที่โมเดล AI มีความซับซ้อนและต้องการทรัพยากรการประมวลผลมหาศาล Cisco ได้ตอบโจทย์นี้ด้วยการเปิดตัว Cisco Silicon One G300 ซึ่งถือเป็นซิลิคอนสวิตช์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อรองรับคลัสเตอร์ AI ระดับกิกะวัตต์โดยเฉพาะ ความโดดเด่นของ G300 ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่มาพร้อมกับสถาปัตยกรรม Intelligent Collective Networking ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่ายได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญคือสามารถลดระยะเวลาในการประมวลผลงานให้เสร็จเร็วขึ้นถึง 28 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับการจัดการทราฟฟิกแบบดั้งเดิม ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องแข่งกับเวลาในการเทรนโมเดลและการประมวลผลแบบ inference ซึ่ง Cisco ไม่ได้หยุดอยู่แค่ชิป แต่ยังนำ G300 ไปขับเคลื่อนระบบ N9100 และ 8000 series เพื่อเจาะกลุ่มผู้สร้างเครือข่าย AI ทุกระดับ ตั้งแต่กลุ่ม Hyperscalers ไปจนถึงผู้ให้บริการคลาวด์และองค์กรขนาดใหญ่ นอกจากนี้ เพื่อแก้ปัญหาความซับซ้อนในการจัดการ Cisco ยังได้นำเสนอ Nexus One unified management plane ที่เข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งแบบ On-premises และบนคลาวด์กลายเป็นเรื่องที่ราบรื่นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
![]()
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางฮาร์ดแวร์พร้อมแล้ว โจทย์ต่อไปคือการบริหารจัดการระบบที่มีความซับซ้อนสูงให้มีประสิทธิภาพ Cisco จึงได้เปิดตัวนวัตกรรม AgenticOps ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของทีมไอที โดยระบบนี้ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอของ Cisco เพื่อสร้างระบบอัตโนมัติที่ขยายขนาดได้จริง AgenticOps ทำงานโดยอาศัยขุมทรัพย์ข้อมูลเชิงลึกจากระบบ Telemetry แบบข้ามโดเมนที่ครอบคลุมที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากทั้ง Cisco Networking, Security Cloud Control, Cisco Nexus One และ Splunk การผสานรวมข้อมูลเหล่านี้ช่วยยกระดับเครื่องมือและทักษะของทีมงาน ทำให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาทั้งในด้านเครือข่ายและความปลอดภัยได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว รองรับการทำงานในยุคที่ AI Agent เข้ามามีบทบาทสำคัญในกระบวนการทางธุรกิจ
ความก้าวหน้าของ AI ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ Cisco จึงได้ทำการอัปเดตครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับโซลูชัน AI Defense เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งาน โดยมุ่งเน้นไปที่การกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน AI (AI supply chain governance) และการป้องกันภัยคุกคามในขณะประมวลผล (runtime protections) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้งานเครื่องมือประเภท agentic เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกเจาะระบบหรือการบิดเบือนข้อมูลที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ Cisco ยังได้ยกระดับโซลูชัน Secure Access Service Edge (SASE) ด้วยฟีเจอร์การตรวจสอบทราฟฟิกที่ 'รับรู้ถึงเป้าหมาย' (intent-aware inspection) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยการวิเคราะห์ถึงเหตุผลและวิธีการของทราฟฟิก agentic นั้นๆ ทำให้ระบบสามารถดักจับและป้องกันภัยคุกคามที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาความสมบูรณ์ของระบบ agent และควบคุมการทำงานร่วมกันระหว่าง AI ได้อย่างปลอดภัย
นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแล้ว Cisco ยังให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับลูกค้าในยุโรปและองค์กรที่มีข้อมูลความลับระดับสูง Cisco ได้ประกาศเปิดตัว Cisco Critical National Services Centers (CNSCs) เพิ่มเติมในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสเปน เพื่อรองรับความต้องการด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด ศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวด แยกกระบวนการทำงานอย่างชัดเจน และบริหารจัดการโดยบุคลากรที่ผ่านการตรวจสอบประวัติมาอย่างดี ซึ่งแตกต่างจากช่องทางสนับสนุนทั่วไป การมีศูนย์ CNSC ช่วยให้ลูกค้าสามารถแก้ไขปัญหาทางเทคนิคผ่านช่องทางที่มีความปลอดภัยสูง สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับและการจัดการข้อมูลที่เคร่งครัด โดยปัจจุบัน Cisco มีศูนย์ CNSC รวม 4 แห่งทั่วยุโรปและกำลังขยายไปยังอิตาลี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้ ไม่ว่าลูกค้าจะใช้งานในรูปแบบ Air-gapped, On-premise หรือ Hybrid ก็ตาม
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด