COVID-19 จะเป็น Game Changer ของ Telemedicine หรือไม่? | Techsauce

COVID-19 จะเป็น Game Changer ของ Telemedicine หรือไม่?

บริษัท Teladoc ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ Telemedicine (เทเลเมดิซีน) เจ้าดังที่มีฐานอยู่ที่นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขว่ายอดการใช้งาน Telemedicine ทะยานพุ่งสูงขึ้น ถึง 47 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19

แน่นอนว่า Teladoc ไม่ใช่เจ้าใหญ่เจ้าเดียวที่ออกมาเปิดเผยตัวเลขนี้ ก่อนหน้านั้นผู้ครองตลาดนี้จากประเทศจีนอย่าง Ping An Good Doctor ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ยอดการใช้งานการปรึกษาแพทย์ผ่านระบบของ Ping An นั้น เพิ่มสูงขึ้นถึง 900% จากยอดผู้ใช้งานเดิม และแม้แต่ Telemedicine โดยโรงพยาบาลเอง อย่าง Cleveland Clinic ยังออกมาเปิดเผยว่าระบบต้องรับโหลดจากคนที่กังวลว่าจะติดเชื้อไวรัสและต้องการปรึกษาผ่านทางออนไลน์แทบไม่ทัน จนระบบล่มกันเลยทีเดียว

Telemedicine หรือ Telehealth หรือ Online Medical Consultation หรือ ระบบการปรึกษาแพทย์ทางไกล หรือ ปรึกษาหมอออนไลน์ และอีกหลากหลายชื่อเรียก นั่นคือ ระบบการปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอล โทร หรือแชท ผ่านระบบที่มีการ encrypted data ป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล PDPA, GDPR และเป็นไปตาม HIPPA compliance ซึ่งถือว่ามีความละเอียดอ่อนแตกต่างจากระบบของการแชทหรือวิดีโอคอลผ่านแอปพลิเคชันแชทพูดคุยทั่วๆ ไป เนื่องจากเป็นข้อมูลทางการแพทย์ส่วนบุคคล

เดิมตัวเลขการเติบโตของผู้ใช้บริการ Telemedicine ทั่วโลกนั้นไม่ได้สูงนัก จากการเก็บข้อมูลของ Statista ในช่วงปี 2013 (7 ปีก่อน) มีผู้ใช้งานเพียงสามแสนรายทั่วโลก และสูงขึ้นเป็นหนึ่งล้านคนในปี 2015 และที่เจ็ดล้านคนในปี 2018

แน่นอนว่าสถานการณ์ไวรัส Covid-19 ทำให้ยอดผู้ใช้งาน Telemedicine เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะช่วยลดโหลดการมาโรงพยาบาลของกลุ่มเสี่ยงน้อย เปลี่ยนให้กลุ่มนี้ปรึกษาแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์แทน เพราะหนึ่งในหน้าที่ของ Telemedicine นั้น ได้ช่วยในส่วนของการ Triage แยกการคัดกรองกลุ่มคนที่เสี่ยงน้อย ให้ไม่เคลื่อนย้ายตัวเองจากที่อยู่ โดยไม่จำเป็น, ช่วยคนไข้ในขณะที่ต้อง self-quarantine 14 วันให้มีที่พึ่งพา, ยังช่วยคลายความกังวลจากความเครียดในการรับข่าวสารอีกด้วย
และทำให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่รับศึกหนักอยู่หน้างาน ไม่ Burden มากไปกว่านี้ และเอาแรงไว้เพื่อต่อสู้กับเคสที่ติดเชื้อหรือเสี่ยงสูงจริงๆ

การลดโหลดของฝูงชนที่ไปกองกันที่โรงพยาบาล ย่อมเกิดประโยชน์ในแง่ Supply chain อีกด้วย เพราะทำให้แพทย์ไม่ต้องใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้ากากอนามัยและชุดป้องกันตนเอง (Personal Protective Equipment: PPE) ไปกับเคสความเสี่ยงต่ำ เราจำเป็นต้องลดการขาดแคลนอุปกรณ์เหล่านี้ให้มากที่สุด และสงวนอุปกรณ์ไว้ใช้กับเคสที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

ในหลายประเทศ เริ่มมีหลายบริษัท Tech Startup ที่ผลิต ชุดตรวจ Antibody testing เพื่อหาภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อเชื้อไวรัส Covid-19 ซึ่งจะช่วยคัดกรองผู้ที่ติดเชื้อไปแล้ว 1-2 สัปดาห์ (ต่างจากการตรวจยืนยันว่าพบเชื้อไวรัส หรือ ตรวจ PCR) จับมือกับบริษัท Telemedicine เพื่อส่งชุดตรวจแบบ Direct to consumer ไปที่บ้าน โดยผู้ใช้บริการสามารถตรวจด้วยตนเอง แล้วปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอล เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลตรวจและการดูแลตนเอง ดังตัวอย่างเช่น Scanwell Health จากอเมริกา  platform provider ผู้ให้บริการตั้งแต่แบบสอบถามความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Covid-19 ออนไลน์ พร้อม ส่ง Covid-19 test kit (โดยความร่วมมือกับจีน) ในชื่อ myLAB Box ส่งตรงถึงมือที่บ้าน แล้วทำทดสอบได้จากน้ำลาย หลังทราบผลสามารถปรึกษาแพทย์ผ่านเทเลเมด โดย partner กับบริษัท Lemonaid health ผู้ให้บริการ Telemedicine

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของ Telemedicine โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา คือ การที่คนไข้สามารถเคลมการปรึกษาแพทย์ผ่านออนไลน์ได้ด้วยประกันสุขภาพของบริษัทประกัน (reimbursement) ทั้งยังสามารถรับยาตามแพทย์สั่งได้ที่ร้านยาอีกด้วย (ต้องบอกว่า เดิมในอเมริกา ผู้ป่วยต้องถือใบสั่งยาไปรับยาที่ร้านยาอยู่แล้ว ไม่ได้รอรับที่โรงพยาบาลเหมือนกับของไทย) ในอเมริกา มี Telemedicine เจ้าดังอยู่หลายเจ้า เช่น Teladoc, MD live, Doctor on Demand เป็นต้น ถึงแม้หลายๆ บริษัทยังเข้าไปหาเงินลงทุนและอยู่ในตลาดหุ้นด้วย แต่การร่วมจ่ายโดยบริษัทประกันสุขภาพ ก็เป็นแรงจูงใจอย่างมาก ที่ทำให้คนหันมาใช้บริการเทเลเมดิซีน

หลายท่านคงคิดใช่ไหมว่า ถ้าอย่างนั้น การออกค่าใช้จ่ายให้โดยบริษัทประกัน คงทำให้ยอดการใช้งานพุ่งสูงขึ้น เพราะคนไข้ไม่ต้อง self-pay แต่จากการเปิดเผยตัวเลขของ FAIR health พบว่า จริงๆ ยอดการเคลมประกันจากการใช้งานเทเลเมดในปี 2018 นั้น มีน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของยอดการเคลมประกันสุขภาพในอเมริกาทั้งหมด เนื่องจากคนไข้ยังอยากพบหมอแบบเจอตัวเป็นๆ มากกว่านั่นเอง และหมอหลายท่านก็ไม่ถนัดในการใช้ virtual care
แต่ในสถานการณ์ไวรัสครั้งนี้ กลับพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่งทำให้แม้แต่หมอเองยังเกิด train shift หันมาเป็นแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาผ่านช่องทางนี้กันมากขึ้น และเป็นที่น่าจับตาว่า ถ้าหากภาวะนี้ผ่านพ้นไปแล้ว กลุ่ม early adoption ยังจะสามารถเป็น further adoption ต่อไปอีกหรือไม่

ไทยเราเอง เมื่อปี 2019 มีกระแสการพัฒนาระบบ Telemedicine โดยภาครัฐและภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น สตาร์ทอัพไทย Chiiwii (ชีวี), Samitivej Virtual Hospital จากโรงพยาบาลสมิติเวช เป็นต้น ในสถานการณ์ Covid-19 ได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ในนาม ‘เป็ดไทยสู้ภัย’ โดยในกลุ่มผู้ให้บริการเทเลเมดิซีน ก็ได้นำการให้บริการมาลงสนามจริง และมีการใช้งานเกิดขึ้นจริง จนยอดใช้งานพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ที่น่าสนใจไปกว่านั้น การปรึกษาแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และนักจิตวิทยา ที่เป็นเคสเกี่ยวกับ Covid-19 นั้น บางสตาร์ทอัพเปิดให้บริการฟรี เพื่อหวังว่าจะช่วยลดภาระแพทย์ที่อยู่หน้างานได้ และคัดกรองจนได้เคสที่เสี่ยงจริงๆ เท่านั้น ส่งต่อไปที่โรงพยาบาล นับว่าการออกมาร่วมแรงร่วมใจของแพลตฟอร์มการให้บริการเทลิเมดิซีนครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของการต่อสู้กับเชื้อไวรัส และสร้างปรากฏการณ์ให้กับเทเลเมดิซีนในไทย แม้ว่าบริษัทสตาร์ทอัพ ยังต้องรองรับค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแพลตฟอร์ม ระบบความปลอดภัยในการเก็บข้อมูล จำนวนเวลาในการใช้วิดีโอคอล รวมไปถึงบุคลากรในทีม แต่ก็ยังพร้อมใจช่วยกันสู้ศึกในครั้งนี้

หมอมองว่า นี่เป็นจุดดี ที่เราจะหันมาเห็นประโยชน์ของการปรึกษาแพทย์ทางไกลจริงๆ เสียที ว่าในความเสี่ยงความกลัวของใหม่นั้น มี Benefit beyond Risk หรือไม่ และเราช้าไม่ได้ เราต้องไว และใช้เทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะไวรัสไม่มีวันหยุดพัก

ส่วนศึกครั้งนี้จะกลายเป็นสงครามที่ไม่มีวันชนะของมวลมนุษยชาติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเราร่วมมือกัน ไม่ใช่การฝากความหวังไว้ที่ใครคนใดคนหนึ่ง

บทความพิเศษโดย
พญ.ศกุนี นิรันดร์วิชย

  • หมอผิวหนัง
  • อดีต CEO & Co-founder Chiiwii เทเลเมดิซีนสตาร์ทอัพเจ้าแรกๆ ในไทย
  • Host of Adrenaline podcast - พอดแคสที่อยากจะแชร์เรื่องราวแรงบันดาลใจจากกลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนสังคมให้น่าอยู่ขึ้น ฟัง Adrenaline podcast ตอน ‘เป็ดไทยสู้ภัย – ส่งสตาร์ทอัพไทยสู้ศึก Covid-19’ ได้ที่
    Spotify >> https://spoti.fi/2UwmvyK
    Podbean >> https://bit.ly/33AotlQ

RELATED ARTICLE

Responsive image

เปิด Insight เมกะเทรนด์โลกปี 2030 หลังโควิด-19 และ Digital Disruption มีอะไรบ้างที่นักลงทุนควรรู้

ธนาคารกสิกรไทย ได้จัดงาน “THE WISDOM The Symbol Of Your Vision: The Future of Digital Disruption and Investment” เพื่อเปิดโผเมกะเทรนด์การ Disruption ของธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในปี 2030...

Responsive image

จับตาเทรนด์ IoT ปี 2022

สำรวจเทรนด์ IoT ในอนาคต ในแง่มุมของธุรกิจทั้งระดับโลกและประเทศไทย...

Responsive image

เปิดโลกอนาคต IoT 2022

เจาะลึกความท้าทายและบทบาทของ IoT ในอนาคต และคำแนะนำสำหรับองค์กร หรือผู้ที่ต้องการเริ่มใช้เทคโนโลยี IoT ให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ...