
ท่ามกลางเวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2026 ณ เมืองดาวอส ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้ถูกพูดถึงในแง่ของความเสียหายทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรม และ ภัยคุกคามความมั่นคงระหว่างประเทศ
ในวงเสวนาหัวข้อ “Cybercrime Has Real Victims” คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์และถ่ายทอดสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังพยายามผลักดันวาระนี้ให้เป็นความร่วมมือระดับโลกอย่างจริงจัง
คุณสีหศักดิ์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาบนเวทีโลกวว่า รัฐบาลไทยมีความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็น "จุดศูนย์กลาง" ของปฏิบัติการผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความไม่มั่นคงทางการเมืองและการขาดหลักนิติธรรมในพื้นที่รอยต่อบางแห่ง
"สิ่งที่ผมกังวลคือขนาดของปัญหา เมื่อก่อนมันอาจเป็นแค่ปฏิบัติการชั่วครั้งชั่วคราว แต่ตอนนี้มันกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่" คุณสีหศักดิ์กล่าว
ท่านชี้ให้เห็นว่า เหยื่อที่ถูกหลอกหรือบังคับให้มาทำงานในขบวนการนี้มีจำนวนนับแสนคน และไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนในภูมิภาค แต่มีผู้คนจากแอฟริกา หรือแม้กระทั่งยุโรปตอนกลางที่กำลังเผชิญภาวะสงคราม ถูกดึงเข้าสู่วงจรนี้ โดยในปีที่ผ่านมา ไทยต้องดำเนินการช่วยเหลือส่งกลับ ผู้คนเหล่านี้ถึง 10,000 คน ซึ่งสะท้อนภาระงานอันหนักอึ้งที่ไทยต้องแบกรับ
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดที่คุณสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ พัฒนาการของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์เหล่านี้ไม่ได้น่ากลัวแค่เรื่องเม็ดเงินมหาศาลระดับแสนล้านดอลลาร์ หรือการใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงเท่านั้น แต่คือเรื่องของอำนาจ
คุณสีหศักดิ์เปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับวิกฤตยาเสพติดในลาตินอเมริกา โดยเตือนว่า "เมื่อก่อนกลุ่มคนพวกนี้พยายามหลบหนีการปราบปรามของรัฐ แต่ตอนนี้พวกเขากำลังท้าทายอำนาจรัฐ หรือในบางกรณีอาจแทรกซึมเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐเสียเอง" หากประชาคมโลกไม่รีบจัดการ เราอาจเห็นกลุ่มสแกมเมอร์เติบโตจนมีอิทธิพลมหาศาลเหมือนแก๊งค้ายาเสพติดในอดีต
ในฐานะนักการทูตชั้นนำ คุณสีหศักดิ์มองว่าลำพังเพียงการบังคับใช้กฎหมายหรือพึ่งพาตำรวจสากล (INTERPOL) นั้นไม่เพียงพอ เพราะปัญหานี้ใหญ่เกินกว่าหน่วยงานเดียวจะรับมือไหว ทางออกเดียวคือ "ความร่วมมือแบบพหุภาคี" (Multilateral Cooperation)
ไทยได้แสดงบทบาทนำด้วยการจัดประชุมนานาชาติเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ และพยายามสร้าง "พันธมิตรแห่งความตั้งใจ" (Coalition of the Willing) เพื่อระดมความร่วมมือจากนานาชาติ โดยคุณสีหศักดิ์เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ
แนวทางการสร้างความร่วมมือพหุภาคีที่คุณสีหศักดิ์นำเสนอนั้น สอดรับกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอีก 3 ท่านบนเวที ที่ได้มาร่วมกันต่อจิ๊กซอว์ภาพใหญ่ของปัญหานี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ซับซ้อนเกินกว่ามิติใดมิติหนึ่งจะแก้ไขได้โดยลำพัง
1. สกัดกั้น "ตัวเร่ง" ทางเทคโนโลยี
Valdecy Urquiza เลขาธิการองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมมืดนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยระบุถึงตัวเร่ง สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ระบบการชำระเงินดิจิทัลที่โอนไวและไร้พรมแดน, โซเชียลมีเดียที่ใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาหลอกลวง, และที่น่ากังวลที่สุดคือการนำ AI มาใช้เพื่อขยายสเกลการหลอกลวงให้แนบเนียนและกว้างขวางยิ่งขึ้น เขาย้ำว่าการปราบปรามจะสำเร็จได้ ต้องจัดการทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่การบุกทลายศูนย์ปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อสกัดกั้นโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้
2. แกะรอย "Digital Breadcrumbs" ข้ามพรมแดน
ในมุมมองของการปราบปรามทางเทคนิค Anne Neuberger ผู้เชี่ยวชาญจาก Hoover Institution และอดีตรองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เสนอว่า แม้อาชญากรจะใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่พวกเขาก็ทิ้งร่องรอยไว้เสมอ โดยเฉพาะเส้นทางเงินคริปโตที่สามารถตรวจสอบได้บนบล็อกเชน เธอมองว่ากุญแจสำคัญคือการ Digital Breadcrumbs เหล่านี้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนที่รวดเร็ว เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมายของแต่ละประเทศที่มักจะไล่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน รวมถึงการใช้ AI ฝั่งป้องกัน (Defensive AI) เข้ามาช่วยตรวจจับ Deepfake และรูปแบบการหลอกลวงใหม่ๆ
3. ผู้รอดชีวิตคือกุญแจดอกสำคัญปิดท้าย
ด้วยมิติด้านมนุษยธรรมที่ลึกซึ้งจาก Gary A. Haugen ซีอีโอจาก International Justice Mission (IJM) ที่ย้ำเตือนว่าเราต้องไม่ลืมมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังคอมพิวเตอร์เหล่านั้น เขาเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า หน่วยงานระดับโลกต่างรู้พิกัดที่ตั้ง ของศูนย์สแกมระดับใหญ่ที่มีอยู่ราว 400-500 แห่งเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือข้อมูลเจาะลึกภายใน
Haugen เสนอว่า ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการเปลี่ยนมุมมองต่อเหยื่อ โดยเลิกปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกช่วยออกมาเหมือนอาชญากร แต่ให้ดูแลพวกเขาในฐานะผู้เสียหาย เพราะคนเหล่านี้คือแหล่งข้อมูลชั้นดีที่รู้เห็นทุกขั้นตอนการทำงาน รู้ว่าใครคือคนสั่งการ และรู้เส้นทางเงิน การคุ้มครองพยานเหล่านี้คือกุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่การทลายเครือข่ายระดับสั่งการได้ในที่สุด
การปรากฏตัวของคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว บนเวที Davos 2026 ครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ไทยตระหนักถึงปัญหานี้ในระดับวิกฤต และพร้อมที่จะเป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือ ไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เพื่อปกป้อง "ชีวิตของผู้คน" ที่กำลังตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ยุคดิจิทัล และเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐจากการถูกกัดเซาะโดยอำนาจมืดข้ามชาติ
อ้างอิง: ข้อมูลจากงาน World Economic Forum 2026 เซสชัน Cybercrime Has Real Victims
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด