ผู้เชี่ยวชาญเตือนโลกอาจกำลังเสียสมดุล เศรษฐกิจจีน-สหรัฐที่ดูเหมือนแข็งแกร่ง อาจเป็นแค่ ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’

หลายปีมานี้ภาพของเศรษฐกิจโลกมักจะแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งแรกคือสหรัฐฯ ที่เศรษฐกิจกำลังบูมจากการทุ่มเงินลงทุนใน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนอีกฝั่งคือจีนที่ยอดส่งออกพุ่งจนใครเห็นก็ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมของเขาแข็งแกร่ง 

แต่ในการเสวนาหัวข้อ A World out of Balance บนเวที World Economic Forum ปีนี้  Matthew Klein ผู้ก่อตั้ง The Overshoot และ Huang Yiping คณบดีจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งกลับชวนให้มองต่างออกไป พวกเขาชี้ว่าภาพที่คนส่วนใหญ่เห็นนั้นเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง 

เงินลงทุนเอไอไม่ได้ดัน GDP สหรัฐอย่างที่คิด 

Matthew Klein ยอมรับว่าสหรัฐฯ กำลังอยู่ในยุคทองเรื่อง AI จริงๆ นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวช่วงปลายปี 2022 เม็ดเงินที่ใช้จ่ายไปกับด้านคอมพิวเตอร์ ระบบเน็ตเวิร์กและการเกิดขึ้นของ Data Center ก็พุ่งจนถูกยกให้เป็นเดอะแบกของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในยุคนี้ 

แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็งคือเม็ดเงินลงทุนที่สะพัดขนาดนั้น ไม่ได้แปลว่าจะไหลไปบวกเป็นตัวเลข GDP เสมอไป สาเหตุก็เพราะชิ้นส่วนสำคัญใน Data Center แทบจะไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ เลย แต่เป็นการนำเข้ามาจากเกาหลีใต้ ไต้หวันและอีกหลายประเทศ กลายเป็นว่ายิ่งลงทุน ตัวเลขนำเข้าก็ยิ่งพุ่งตามไปตัดยอดกัน ทำให้ผลลัพธ์ที่ตกถึง GDP ภายในประเทศจริงๆ จึงไม่ได้เป็นกอบเป็นกำอย่างที่หลายคนคิด

ยอดส่งออกจีนที่โตอาจไม่ได้มาจากกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้น   

ข้ามมาดูฝั่งจีนกันบ้างคนส่วนใหญ่อาจมองว่ายอดส่งออกที่โตแบบก้าวกระโดด หลังยุคโควิด-19 คือภาพสะท้อนว่าโรงงานจีนแข็งแกร่งสุดๆ โดยเฉพาะการผงาดขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งด้านการส่งออกรถยนต์ของโลก แต่ Matthew Klein มองว่าเรื่องนี้มีตื้นลึกหนาบางมากกว่านั้น แม้ของจีนจะคุณภาพดีขึ้นแต่พอกางข้อมูลดูจะพบว่ากำลังการผลิตของจีนไม่ได้เติบโตทะลุเกินกว่าแนวโน้มเดิมก่อนโควิด

ต้นตอของเรื่องคือคนในประเทศกำลังรัดเข็มขัด 

ข้อมูลชี้ว่าการจับจ่ายต่อหัวของคนจีนต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะของที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ เมื่อคนในประเทศรัดเข็มขัด แต่โรงงานยังต้องเดินเครื่องผลิต สินค้าจำนวนมหาศาลจึงต้องหาทางระบายออกไปขายนอกประเทศและนั่นคือที่มาของยอดส่งออกที่โตขึ้น 

ปัญหาไม่ใช่ของล้นตลาดแต่คนไม่มีกำลังซื้อ 

Matthew Klein เล่าว่าเขาไม่ค่อยชอบที่หลายคนตีปัญหานี้ว่าผลิตของออกมาล้นตลาด เพราะถ้ามองให้ลึกต้นตอจริงๆ มันคือปัญหาที่คนไม่มีกำลังซื้อมากกว่า เขามองว่าบนโลกนี้ยังมีคนอีกนับไม่ถ้วนที่คุณภาพชีวิตยังไม่ดีพอ จึงพูดได้ยากว่ามนุษยเราผลิตของออกมาล้นเกินแล้วจริงๆ 

ยกตัวอย่าง เช่น สินค้ากลุ่มพลังงานสะอาดที่ตอนนี้ดูเหมือนจะผลิตออกมาล้นตลาดและแย่งกันขาย แต่ถ้ามองข้ามช็อตไปถึงเป้าหมายระดับโลกที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาวความต้องการของเทคโนโลยีนี้จริงๆ อาจจะยังสูงกว่าที่เราเห็นในปัจจุบันด้วยซ้ำ

จีนยอมรับ ต้องกระตุ้นคนในบ้านให้ใช้จ่ายมากขึ้น 

ฝั่ง Huang Yiping หรือคณบดีจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งก็เห็นด้วยกับประเด็นนี้ โดยย้ำว่าเศรษฐกิจจีนถึงเวลาต้องปรับสมดุลใหม่และดันให้คนในประเทศออกมาจับจ่ายให้มากกว่านี้

ที่ผ่านมาจีนเองก็รู้ตัวและพยายามปรับแก้เรื่องนี้มาตลอด 20 กว่าปี สัดส่วนการลงทุนของเขาลดลงจาก 47% มาอยู่ที่ 40% ของ GDP ส่วนตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยก็ค่อยๆ กระเตื้องขึ้น แต่ถึงทิศทางจะดูดีแค่ไหน การที่ตัวเลขการบริโภคยังอยู่ไม่ถึง 60% ก็ยังถือว่าน้อยมากอยู่ดี เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่สูงถึง 75% ซึ่งแปลว่าจีนยังต้องทำการบ้านเรื่องนี้อีกเยอะ 

เศรษฐกิจจีนเสียสมดุลอาจกระทบกันทั้งโลก 

ทั้งสองฝ่ายมองตรงกันว่า พอเศรษฐกิจเบอร์ใหญ่อย่างจีนเกิดเสียสมดุลขึ้นมา แรงสั่นสะเทือนมันก็ลามไปถึงประเทศอื่นๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ 

Matthew Klein อธิบายว่าถ้ามีประเทศหนึ่งเอาแต่ผลิตแล้วไม่ค่อยใช้จ่าย ประเทศอื่นๆ บนโลกก็ต้องรับภาระแทน นั่นแปลว่าจีนต้องเลือกว่าจะลดการผลิตของตัวเองลงหรือไม่ก็ต้องยอมเป็นหนี้เพิ่มเพื่อมาซื้อของล้นตลาดพวกนี้ ซึ่งท้ายที่สุดอาจกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเงิน ในมุมกลับกันถ้าคนในประเทศผู้ผลิตยอมควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้น นอกจากคุณภาพชีวิตพวกเขาจะดีขึ้นแล้ว ประเทศอื่นๆ ก็จะได้อานิสงส์จากการขายของและบริการเข้าไปด้วยกลายเป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย

Huang Yiping หรือคณบดีจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งจึง จึงเสนอไอเดียว่าสิ่งที่จีนควรทำคือหันหน้าจับมือกับประเทศต่างๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงเทคโนโลยีสีเขียว เขายกตัวอย่างทวีปแอฟริกาที่ยังมีพื้นที่ขาดแคลนพลังงานและต้องการโครงสร้างพื้นฐานอีกมหาศาล สิ่งนี้คือเวทีที่จีนและประเทศอื่นๆ จะสามารถร่วมมือกันได้ ทั้งในเรื่องเม็ดเงินลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างมาตรฐานร่วมกัน

บทสรุปจากวงเสวนานี้ทำให้เห็นว่าไม่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะดูโตแค่ไหน หรือยอดส่งออกจีนจะเยอะแค่ไหน เบื้องหลังตัวเลขพวกนี้ยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างและความไม่สมดุลที่เชื่อมโยงกันอยู่ทั่วโลก 

อ้างอิง: World Economic Forum

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เมื่อลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจเพียงลำพังอีกต่อไป: Accenture Song เปิดเกมใหม่ของ CX ในยุค AI Agent

Tuomas Peltoniemi จาก Accenture Song สรุปห้าบทเรียนเรื่อง CX ในยุค AI Agent บนเวที Techsauce Global Summit 2026 พร้อมผลสำรวจผู้บริโภค 25,590 คนใน 16 ประเทศที่พบว่า 74% เชื่อ AI Age...

Responsive image

บทเรียน 20 ปีจากซีอีโอ DeeMoney กับความจริงที่วงการไม่ค่อยพูด เทคโนโลยีทำให้ข้อมูลเคลื่อนที่ แต่ความไว้วางใจคือสิ่งที่ทำให้เงินเคลื่อนที่

คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช ซีอีโอ DeeMoney เปิดความจริงที่วงการชำระเงินไม่ค่อยพูดบนเวที Techsauce Global Summit 2026 ตั้งแต่โลกที่ไม่มีเครือข่ายโอนเงินระดับโลกจริง ไปจนถึงข้อสรุปว่าเทค...

Responsive image

Workday จับมือ Fusion Solution ปลดล็อก HR Tech ไทย ชูแนวคิด 'Skills-First' บริหารองค์กรยุค AI ด้วยทักษะ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งงาน

Workday ประกาศจับมือ Fusion Solution ขยายตลาด HR Technology ในไทย ชูแนวคิด 'Skills-First' บริหารองค์กรยุค AI ด้วยทักษะ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งงาน...