Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
Contact us
4

สัมภาษณ์พิเศษ Jitta Startup ไทยในเวทีโลกและมุมมองกับกระแส Fintech1 min read

Posted by
Posted date กุมภาพันธ์ 8, 2016

Screen Shot 2559-02-08 at 9.52.53 PM

Jitta (จิตตะ) แพลตฟอร์มวิเคราะห์หุ้นสำหรับนักลงทุนแนว Value Investment (VI) หรือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ทีมงาน Techsauce ได้ติดตามผลงานของ Startup รายนี้มาโดยตลอด และวันนี้เราก็ได้ไปพูดคุยกับทีมผู้ก่อตั้งทั้ง 2 คุณเผ่า ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ และคุณอ้อ พรทิพย์ กองชุน ที่หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี มาแชร์วิสัยทัศน์และมุมมองที่มีต่อวงการธุรกิจ Fintech ในช่วงที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในเวลานี้

อัพเดตกันหน่อย ตอนนี้ Jitta เป็นอย่างไรบ้าง เห็นพึ่งไปเปิดตลาดที่สิงคโปร์

Screen Shot 2559-02-08 at 9.53.09 PM

พี่อ้อ : ก่อนหน้านี้อาจจะไม่ค่อยเห็นพวกเราออกสื่อมากนัก ส่วนหนึ่งคือเราต้องการอยากพัฒนา Product ออกมาให้ดี เราใช้แนวคิดอย่าง Lean Startup พัฒนา Product ที่เป็น MVP (Minimum Viable Product) เพื่อทดสอบตลาด และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เราพัฒนาอัลกอลิทึมของตนเอง เรียกว่าเป็น product ประเภท Zero to One เลย คือทำขึ้นมาใหม่ (ลิงค์อ่านแนวคิดหนังสือ Zero to One เพิ่มเติม) และเราก็พิสูจน์แล้วว่าอัลกอลิทึมของ Jitta  Ranking Top 5, 10, 20 นั้นได้ผลจริง น่าเชื่อถือ ให้ผลตอบแทบชนะดัชนี ทั้ง SET50 และ S&P 500 ที่สร้างผลตอบแทนตั้งแต่ปี 2009 ถึง 400%

Screen Shot 2559-02-08 at 9.53.17 PM

2 ปีที่ผ่านมาทำฟีเจอร์ออกมาให้ผู้ใช้กลุ่ม Early user group ได้ใช้ เราโตในลักษณะของการสร้าง Viral และ Referral เป็นหลัก ตอนนี้มั่นใจใน product market fit และพร้อมอย่างมากที่จะ Scale ในตลาดมากขึ้น ปีนี้จึงจะได้เห็นเราในสื่อ มีกิจกรรม แคมเปญต่างๆ ที่จะทำร่วมกับพาร์ทเนอร์มากขึ้น

ขณะนี้แพลตฟอร์มเราเปิดให้หมด ไม่ต้องมี Invitation แล้ว ใครก็เข้ามาสมัครได้ คอนเทนต์ที่อยู่บน web เพื่อให้ความรู้กับผู้ใช้ก็พร้อมแล้ว ส่วนเรื่องของ data เรามีข้อมูลตลาดทุนครอบคลุมตลาดหลักๆ ทั่วโลกแล้ว และจะทยอยเปิดให้ใช้งานอย่างเต็มสูบปีนี้ป็นต้นไป

ในแง่การขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

เผ่า: เราได้เห็นทิศทางคนไทยไม่ได้ลงทุนแค่ในตลาดตัวเอง เริ่มลงทุนในตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา จีน ญี่ปุ่น มากขึ้น 

เดือนที่ผ่านมาเราเปิด สิงคโปร์แล้ว เวียดนามกำลังตามมาในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้านี้ และกำลังตามมาด้วยฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย จีน ไล่ๆ กันในปีนี้เลย ซึ่งแต่ละประเทศก็จะได้ใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ในการวิเคราะห์หุ้นได้เหมือนกับตลาดไทยและที่อเมริกา ที่เราได้เปิดไปก่อนหน้านี้แล้ว 

การมี Jitta ช่วยให้นักลงทุนไทยที่สนใจไปลงทุนในต่างประเทศ เดิมอาจมีข้อมูลไม่เยอะพอ ไม่มั่นใจ วิเคราะห์ไม่ถูก คราวนี้ก็จะช่วยให้เค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ดีกว่าและลดความเสี่ยงได้มากกว่า

เนื่องด้วยแพลตฟอร์มเราเป็นเทคโนโลยี ไม่ได้ใช้คน การ Scale ออกไปหลายประเทศก็สามารถทำได้รวดเร็ว อันนี้ในส่วนของ Product แต่ส่วนของการทำการตลาดแต่ละประเทศเราก็จะมีจ้างคน Local มาเป็น Country Representative เพื่อที่จะเข้าสู่ตลาดแต่ละประเทศได้อย่างดี เพราะเข้าใจในพฤติกรรมของนักลงทุนได้ดีกว่า

พี่อ้อ : ตอนนี้ model ของเราก็เน้นไปที่ B2C คือ Retail Investor คนที่อยากลงทุนเองก็สามารถใช้ Jitta ได้เลย เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้ง่าย จากเดิมที่เราอาจคุ้นเคยการอ่านวิเคราะห์ได้อมูลมามากมาย มีตัวเลขเยอะแยะไปหมด แต่ไม่ได้บอกว่าควรลงทุนหรือไม่ แต่ Jitta เราทำสรุปให้เค้าเข้าใจได้ง่าย ทำให้เกิด action ในการลงทุนได้ง่ายขึ้น

ในฟาก B2B เราทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ เช่น บริษัทหลักทรัพย์ สถาบันการเงิน กลุ่มให้ความรู้ด้านการลงทุน และ Stock Exchange แต่ละประเทศก็มีคุณลักษณะไม่เหมือนกัน เราจะไปศึกษาดูตลาดว่าแต่ละประเทศตลาดการลงทุนเป็นอย่างไร คนทั่วไปหาความรู้ เรียนรู้ที่ไหน

อย่างสิงคโปร์เราไปพบว่าคนชอบเรียนกับสถาบันที่สอน เราเลยไปพาร์ทเนอร์กับ Value Investing College เราไปร่วมกับ 8 Education ออกงาน Value Investing Summit 2016 คนไปประมาณ 1700 ผลตอบรับดีมาก กว่า 90% สมัครใช้งานโดยทันที และบอกต่อเพื่อนๆ มาใช้งานด้วย ทั้งยังขอให้มีตลาดหุ้นเพิ่ม เช่น มาเลเซีย และอินเดีย รวมถึงมี พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ที่มาขอร่วมทำในตลาดอื่นๆ เช่น ตลาด UK และอินเดีย เป็นต้น

Screen Shot 2559-02-08 at 9.53.30 PM

นี่เป็นกลยุทธ์การเจาะตลาดของเรา ก็คือหาพาร์ทเนอร์ทำร่วมกัน (Strategic Partners) พร้อมกับทำการตลาดสร้างแบรนด์ และเข้าถึงกลุ่มนักลงทุนโดยตรงควบคู่กันไปในแต่ละประเทศ

ช่วงนี้เลยเป็นช่วง Growth Stage แล้ว แผน Go to Market ปีนี้เราจะเน้น Strategic Partner องค์กรสถาบันกาเงิน และกลุ่ม Communities ต่างๆ และจะเห็นเรื่องของการทำการตลาดมากขึ้น สร้างแบรนด์ และการให้ความรู้ การจัดอีเว้นท์ กิจกรรม มีเดียทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เรียกว่าเป็น Marketing 360° และ publication outreach ที่จะทำทั้งประเทศไทย สิงคโปร์ อเมริกา และประเทศต่างๆ ที่กำลังจะไปเปิดตัว

ทั้งนี้รวมถึงการไปแสดงผลงานในเวที Startup โลกมากขึ้น ล่าสุดเป็นหนึ่งใน 50 startup ที่ถูกคัดเลือกจากกว่า 1,000 ผู้เข้าร่วมโปรแกรม ไปแสดงผลงานที่ Startup Grind Global Event ที่ Silicon Valley ในวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

Screen Shot 2559-02-08 at 9.53.51 PM

Fintech กำลังเป็นกระแสที่มาแรงมากๆ ในบ้านเรา เรียกว่าช่าวมีกันเกือบทุกสัปดาห์ มีความคิดเห็นอย่างไร

เผ่า : กระแสก็มาจาก Global เรียกว่าทุกๆ ภาคธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ขาดแค่ภาคสายการเงินที่เทคโนโลยียังทำอะไรไม่ค่อยได้มาก อย่าง WallStreet ก็เริ่มตื่นตัวแล้ว ดังที่ CEO ของ JP Morgan, Jamie Dimon กล่าวไว้ “Silicon Valley is coming” ภาคการเงินเป็นภาคที่ใหญ่มาก โอกาสก็จะมีมากเช่นเดียวกัน เราเห็นอีเว้นท์ด้าน Fintech เกิดขึ้นมากมาย นักพัฒนาเราก็เห็นคนมาทำด้านนี้มากขึ้นและกระบวนการแข่งขันต่างๆ เงินทุนต่างๆ ที่ไหลมา จะเป็นตัวคัดกรองและเห็นผู้นำในแต่ละ Segment ของ Fintech ในไม่ช้า

พี่อ้อ : Fintech เป็นอะไรที่ทำยาก เพราะมีเรื่องกฏระเบียบต่างๆ เรื่องเงินเป็นเรื่อง Sensitive Fintech เป็นเรื่อง Financial กับเทคโนโลยี เวลาพูดถึง Finance คนที่อยู่ในสายธุรกิจนี้คือมีความรู้ มีประสบการณ์มาโดยตรง คนในภาคการเงินการธนาคาร คลุกคลีอยู่ตรงนี้ตลอดรู้ว่า pain point คืออะไร อะไรคือสิ่งที่คนต้องการ แต่อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องกฎต่างๆ เรื่องระบบไอทีแบบเดิม ไม่คล่องตัวที่จะให้มาพัฒนาสิ่งใหม่ๆ และลองผิดลองถูก ในขณะที่คนรุ่นใหม่ที่ทำ Startup มีความคล่องตัว รู้ว่า next bank ควรเป็นอย่างไร เข้าใจเทคโนโลยี ดังนั้นในโลกของ Finance และ Tech Startup จึงควรมาร่วมมือกัน เสริมกัน เป็น Collaborative Disruption

ส่วนตัวที่เป็นห่วงคือ เรื่องกฏระเบียบต่างๆ ก็อยากขอให้ปรับให้ยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับกับธุรกิจใหม่ๆ ด้าน Fintech ที่กำลังจะมา

ความท้าทายของ Jitta 

เผ่า: ความท้าทายของพวกเราคือ การที่คนไทยไปบุกตลาดต่างประเทศ อย่างที่อเมริกาที่ไป เราเจอคนถามเยอะมาก ถึงที่มาที่ไป ใครเป็นที่ปรึกษา ใครเป็นนักลงทุน credibility ความน่าเชื่อถือ ยังโชคดีที่เรารู้จักคนที่นั่น ที่ช่วยแนะนำไปต่อให้ได้ มีโอกาสได้คุยกับคนใน Wall street ที่นั่น 

และยิ่งเป็น Fintech ด้วยแล้ว ธุรกิจยิ่งต้องมีความน่าเชื่อถือมากๆ พอเป็นคนไทยเขาก็จะสงสัยกัน เพราะไม่ใด้เด่นในเรื่อง เทคโนโลยี หรือ Financial เลย

พี่อ้อ : ตอนนี้เราก็มี Mary Buffett เป็นหนึ่งในที่ปรึกษา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ และมีชื่อเสียงระดับโลก 

Screen Shot 2558-10-21 at 12.59.40 AM

อีกเรื่องคือ ตลาดแต่ละที่ แม้แพลตฟอร์มเป็นมาตรฐาน สามารถไปใช้ได้หมด แต่การเข้าถึงตลาด พฤติกรรมแต่ละประเทศนั้น ไม่เหมือนกัน เราก็ต้องไปศึกษาพฤติกรรมการลงทุนของพวกเขาเป็นอย่างไร 

เราเริ่มที่อเมริกาเพราะเราเห็นว่า เป็นที่ที่ทำให้เติบโตสู่ระดับโลกได้ แต่เอาเข้าจริงๆ เราก็เห็นว่าคนส่วนใหญ่เลือกลงทุนผ่านกองทุน ทำให้เราเห็นว่านอกจากที่เราจะสร้างแพลตฟอร์มเพื่อ Retail Investor แล้ว Jitta ก็ควรมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเหมือนกองทุน เพราะเราได้พิสูจน์แล้วด้วย Jitta Ranking 

เผ่า : เราก็กำลังจับมือกับพาร์ทเนอร์ทำ Jitta Fund บริหารจัดการกองทุนโดยใช้เทคโนโลยีของ Jitta และมีการพัฒนาต่อยอด โดยใช้ความสามารถของเทคโนโลยีด้าน AI และ Deep Learning มาจัดการกองทุน ในลักษณะเป็น Robo Advisor

ส่วนเอเชีย เราเห็นว่าคนชอบลงทุนเองเยอะ มีกลุ่มที่เป็นชนชั้นกลางมากขึ้นเรื่อยๆ Jitta ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่สนใจด้านการลงทุน เป็นคนที่เรียนรู้ได้ไว เข้าถึงเทคโนโลยีได้ดี ดังนั้นตลาดทั้งสองนี้ก็ยังต้องทำควบคู่กันไป

พฤติกรรมการลงทุนของคนไทย กับตลาดต่างประเทศ

พี่อ้อ : ประเทศไทย คนส่วนใหญ่ลงทุนในไทย แต่ก็เริ่มมีคนสนใจในต่างประเทศ ซึ่งตรงนี้ก็อยู่ที่แต่ละประเทศสนับสนุนลงทุนนอกประเทศมากแค่ไหนด้วย อย่างสิงคโปร์นี่จะเห็นคนลงทุนในต่างประเทศมากกว่า เช่น อเมริกา ฮ่องกง ลงทุนในบ้านตัวเองไม่เยอะ

ปีหน้าคนไทยจะมีข่าวดี นโยบายจะเปิด สามารถโอนเงินไปมีบัญชีลงทุนในหุ้นตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งเดิมจะมีเงือนไขที่ต้องมีเงินเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนคนอเมริกันพอคุยกับ Jitta เค้ามักถามว่ามีตลาดจีนไหม ในขณะที่คนจีนก็เริ่มมีคนใช้ Jitta แล้ว โดยอยากไปลงทุนในอเมริกาเลยมาใช้ Jitta จึงตอบสนองความต้องการนักลงทุนทั่วโลกอย่างมาก เพราะสามารถให้บริการข้อมูลหุ้นของตลาดทั่วโลก

จากประสบการณ์ที่คลุกคลีในแวดวง Fintech มี Segment ไหนที่น่าทำบ้าง

พี่อ้อ : ที่อยากเห็นจะเป็นเรื่อง Money Remittances โอนเงินข้ามประเทศได้สะดวกมากขึ้น อีกตลาดใหญ่ๆ คือสายประกัน ยังมีโอกาสเยอะมาก รายที่กำลังโด่งดังมากๆ ในต่างประเทศก็อย่าง Zenefits ที่ทำด้าน Health Insurance เป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตสูงสุดรายหนึ่งใน Silicon Valley ในปีก่อน อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ Personal Finance ช่วยแนะนำให้คำปรึกษาตลอดช่วงอายุอย่าง FutureAdvisor ตลาดด้านนี้ใหญ่มาก โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดงานเงินทุน ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินที่อยู่ภาพใต้การจัดการถึง $100 Trillion ทั่วโลกภายในปี 2020 โอกาสของ Fintech จึงใหญ่มากและมีมูลค่ามหาศาล

ถ้าไม่ทำ Fintech แล้ว บ้านเรามีอะไรน่าทำ 

พี่อ้อ : บ้านเราควรมองไปที่จุดที่เราแข็งอยู่แล้ว Fintech เราไม่ใช่ฮับ สิงคโปร์ ฮ่องกงเค้าก็แย่งกันจะเป็นฮับของโลก เราควรมองไปสิ่งที่เรามีอยู่ อย่าง Agriculture Technology เรามีทรัพยากรเยอะอยู่แล้ว แต่ประเทศเราเน้นผลิต แต่ไม่ได้เสริมเรื่อง Value เข้าไป ไม่ได้เอาเทคโนโลยีไปใช้เพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งเหล่านั้น อยากให้สนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ช่วยเรื่องการเกษตร การประหยัดต้นทุน สนับสนุนทั้ง Supply Chain ไม่ใช่แค่ผลิตแล้วก็ส่งออก ตอนนี้ที่เห็นก็มีอินเดีย กับจีนที่เน้นด้านนี้ แต่ถ้าเราจริงจัง เราก็มีข้อได้เปรียบในเรื่องทรัพยากร และแข่งขันกับพวกเขาได้

========================================
ได้ความรู้เรื่องตลาดหุ้นในต่างประเทศไปมากมาย กับการสนทนาในครั้งนี้ ล่าสุดได้ยินว่า Jitta ติดอันดับหนึ่งใน 50 Startups จากผู้สมัครกว่า 1,000 รายทั่วโลก ในงาน Startup Grind Global Event ที่ Sillicon Valley ช่วงวันที่ 23 – 24 กุมภาพันธ์

โดย Startup ที่ได้รับผลโหวตมากที่สุดจะได้โชว์อยู่ใน Welcome Packet และขึ้น Pitch บน Stage ด้วย ว่าแล้วอย่าลืมช่วยสนับสนุน Startup ไทยในเวทีโลก โดยร่วมโหวตสนับสนุน Jitta ได้แล้วที่ลิงค์นี้

Comments

comments

Sign-up for exclusive content. Be the first to hear about ConvertPlug news.
Subscribe