เปิดตัว Midjourney Scanner สแกนร่างกายทั้งตัวใน 60 วินาที ไร้รังสี ไร้แม่เหล็ก เร็วกว่า ถูกกว่า

ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำเอาวงการเทคโนโลยีต้องจับตามอง เมื่อ Midjourney สตาร์ทอัพที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีในฐานะผู้ให้บริการปัญญาประดิษฐ์สร้างภาพจากข้อความ ประกาศก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยการกระโดดเข้าสู่อุตสาหกรรมสุขภาพอย่างเต็มตัว ล่าสุดได้ก่อตั้งบริษัทลูกในชื่อ Midjourney Medical พร้อมเปิดตัวโปรเจกต์ฮาร์ดแวร์ชิ้นแรกอย่าง Midjourney Scanner เครื่องสแกนภาพร่างกายทั้งตัวด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์สุดล้ำ ซึ่ง David Holz ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ ถึงกับออกปากยอมรับว่า โปรเจกต์ฮาร์ดแวร์ตัวนี้แตกต่างจากการสร้างภาพแมวที่พวกเขาเคยทำมาอย่างสิ้นเชิง

นวัตกรรมใหม่สแกนทั้งตัวใน 60 วินาที ไร้รังสีและสนามแม่เหล็ก

สำหรับหลักการทำงานของเครื่อง Midjourney Scanner ผู้ใช้งานจะก้าวขึ้นไปยืนบนแท่น จากนั้นระบบจะค่อยๆ หย่อนตัวผู้ใช้ลงในน้ำด้วยความเร็วประมาณ 2 นิ้วต่อวินาที ในระหว่างที่ร่างกายเคลื่อนผ่านวงแหวนพิเศษ ตัวปล่อยคลื่นอัลตราซาวนด์ขนาดจิ๋วเท่าเม็ดทรายจำนวนกว่า 500,000 หน่วย จะทำงานร่วมกันเพื่อส่งคลื่นและรับสัญญาณสะท้อนกลับ นำมาประมวลผลสร้างเป็นแผนที่ร่างกายแบบ 3 มิติที่มีความละเอียดระดับเศษเสี้ยวมิลลิเมตร 

ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่เทียบเคียงได้กับการทำ MRI แต่ใช้เวลาสแกนเสร็จสิ้นไม่ถึง 60 วินาทีเท่านั้น ถือว่าเร็วกว่าการทำ MRI แบบเดิมที่ต้องกินเวลานานถึง 60-90 นาทีถึงกว่าร้อยเท่า

จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ฮาร์ดแวร์ตัวนี้เป็นที่น่าจับตามองคือ การทำงานที่ปราศจากการใช้รังสีและสนามแม่เหล็กโดยสิ้นเชิง ซึ่งต่างจากเครื่อง CT Scan หรือ MRI ในปัจจุบัน นอกจากนี้ทางบริษัทยังระบุว่าต้นทุนของอุปกรณ์นั้นถูกกว่าเครื่อง MRI ถึง 10 เท่า David Holz ยังย้ำด้วยว่า นี่คือวิธีการถ่ายภาพทางการแพทย์รูปแบบใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ขั้นสูงล้วน ๆ

เบื้องหลังความสำเร็จของนวัตกรรมชิ้นนี้ มาจากการนำเทคโนโลยี Ultrasound-on-Chip จากบริษัท Butterfly Network ผู้ผลิตเครื่องอัลตราซาวนด์แบบพกพารายใหญ่ มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน โดยทั้งสองบริษัทได้เซ็นสัญญาร่วมพัฒนาและให้สิทธิ์ใช้งานแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ Midjourney มาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2025 ในปัจจุบันเครื่องต้นแบบหนึ่งเครื่องจะใช้ชิปประมวลผลดังกล่าวมากถึง 40 ตัว

ภายใต้ข้อตกลงนี้ Midjourney ได้ทุ่มงบประมาณก้อนแรกจำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมจ่ายค่าลิขสิทธิ์อีกปีละ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดอายุสัญญา 5 ปี รวมกับเงื่อนไขส่วนแบ่งรายได้อื่นๆ ที่อาจทำให้มูลค่าดีลนี้พุ่งสูงถึง 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ข่าวใหญ่ครั้งนี้ส่งผลให้หุ้นของ Butterfly Network ทะยานขึ้นทันทีกว่า 52.7% ในวันที่มีการประกาศ

นอกจากการได้พาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งแล้ว ทางบริษัทยังได้ดึงตัว Ahmad Abbas อดีตทีมพัฒนา Apple Vision Pro มากุมบังเหียนในฐานะหัวหน้าโปรเจกต์ฮาร์ดแวร์ฝั่งผู้บริโภค เพื่อสานฝันไอเดียที่ซีอีโอเก็บงำมากว่า 10 ปีให้กลายเป็นความจริงด้วยเงินทุนที่พร้อมสรรพ

โมเดลธุรกิจแหวกแนว เจาะกลุ่มสปาแทนโรงพยาบาล

สิ่งที่ทำให้การบุกตลาดครั้งนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นคือ โมเดลธุรกิจที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ แทนที่จะนำเครื่องสแกนไปติดตั้งในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเหมือนอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั่วไป Midjourney กลับเลือกที่จะนำเสนอประสบการณ์ผ่านสถานที่พักผ่อนในรูปแบบคอมมูนิตี้สปา โดยมีแนวคิดหลักคือการนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่า MRI มาผสานเข้ากับบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สาขาแรกเตรียมเปิดให้บริการที่นครซานฟรานซิสโกภายในปี 2026 นี้ และตั้งเป้าที่จะติดตั้งเครื่องสแกนให้ครบ 10 เครื่องภายในสิ้นปี 2027

สำหรับในเรื่องของราคาค่าบริการนั้น แม้จะยังไม่มีการเคาะตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่ผู้บริหารเผยว่าจะมีแพ็กเกจให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเข้ามาใช้บริการสแกนร่างกายอย่างเดียว การแช่น้ำเพื่อความผ่อนคลาย หรือแม้แต่ระบบสมาชิกที่ครอบคลุมทุกบริการแบบครบวงจร โดย David Holz ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า ต้นทุนในการสแกนแต่ละครั้งของเครื่องนี้นั้นต่ำมากจนแทบจะเป็นศูนย์ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจสุขภาพระดับสูงได้ง่ายยิ่งขึ้นในอนาคต

อ้างอิง: bloomberg, midjourney

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

'สงคราม' เปลี่ยนรูปแบบเป็น 'สงคราม AI' กระเทือนความมั่นคงปลอดภัย Data Center

สรุปจาก Special Topic เรื่อง 'AI กับ Geopolitics' โดย คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ย้ำว่า...

Responsive image

เบื้องหลัง ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ งานหินของ SAM และ YIPINTSOI NEXT ภารกิจเร่งด่วนที่ต้อง Go Live ใน 2 เดือน ดึงข้อมูล 34 สถาบันการเงิน ลูกหนี้ 1.01 ล้านบัญชี

ลองนึกภาพการสร้างระบบที่ต้องรองรับลูกหนี้ 1.01 ล้านบัญชี ดึงข้อมูลจาก 34 สถาบันการเงิน และ Go Live ให้ได้ในเวลา 2 เดือน ตัวเลขชุดนี้คือที่มาของโครงการ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' หนึ่งใน...

Responsive image

ไทยยังน่าลงทุนอยู่ไหม ในวันที่ GDP โตแค่ 1.5%? มุมมองจาก VC ระดับโลกที่เลือกกรุงเทพฯ เป็นฐานใหม่

GDP ไทยอาจโตเพียง 1.5–1.6% ในปี 2026 แต่เงินลงทุนด้านเทคโนโลยี Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังคงไหลเข้า คำถามคือไทยกำลังถูกมองเป็นตลาดโตช้า หรือเป็น Gateway สำคัญของ Sout...