ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วและผันผวนกว่าที่เคย ‘การปรับตัว’ เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ
GC หรือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จึงมุ่งสร้าง ‘ระบบคิดและแนวทางการทำงาน’ ที่ช่วยให้คนในองค์กรพร้อมขยับไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและเป้าหมายเดียวกัน
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ปี 2568 จึงเป็นจังหวะสำคัญท่ามกลางความท้าทายในอุตสาหกรรม GC ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ลดค่าใช้จ่าย รวมกว่า 5,500 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า Holistic Optimization คือยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่การลดต้นทุนเฉพาะจุด แต่เชื่อมโยงทุกส่วนของโครงสร้างต้นทุน การดำเนินงาน และสภาพคล่องให้ทำงานสอดประสานกัน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน

เบื้องหลังการบริหารในครั้งนี้ คือ ระบบคิดของคนในองค์กร ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จริงในทุกระดับ ผ่านเฟรมเวิร์กที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่าง GC StandOut 3DO: Do Less, Do Now, Do More
นี่คือกรณีศึกษาที่ Techsauce มองว่าโดดเด่น เพราะ GC ไม่ได้ใช้นวัตกรรมแค่เพื่ออยู่รอดท่ามกลางความผันผวนระดับโลก ตั้งแต่ตลาด เศรษฐกิจ ไปจนถึงเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นทุกวัน แต่ใช้นวัตกรรมเป็นระบบความคิดที่ทำให้องค์กรคิดต่าง ทำต่าง เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า และเคลื่อนไหวให้คล่องตัวมากขึ้น ในบทความนี้เราจะไปเจาะลึกเฟรมเวิร์กนี้พร้อม ๆ กัน
ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ GC ยังคง “เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง”
คำตอบไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างหรือเครื่องมือทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีคิดร่วมกันของทั้งองค์กร ซึ่งถูกกลั่นออกมาเป็นแนวทางที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังในชื่อว่า GC StandOut 3DO
Do Less, Do Now, Do More
คือกรอบคิดที่หลอมรวมทุกคนใน GC ให้ใช้เป็นเหมือนเข็มทิศการทำงาน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

Techsauce มองว่าแนวคิด 3DO นี้ คือ จุดเปลี่ยนสำคัญของ GC ในฐานะองค์กรที่สามารถแปลงนวัตกรรมจากแนวคิด ให้กลายเป็นวัฒนธรรมได้จริง ซึ่งแนวคิดนี้ได้ถูกฝังอยู่ใน DNA ของการทำงานประจำวันของ GC
สิ่งที่ทำให้แนวคิด GC StandOut 3DO แตกต่างจากสูตรสำเร็จด้านนวัตกรรมทั่วไป คือมันไม่ได้เป็นเพียงแนวทางการทำงาน แต่ค่อยๆ กลายเป็นวิธีคิดร่วมของทั้งองค์กร จาก Mindset ที่เริ่มต้นในระดับผู้บริหารที่กล้าเปิดพื้นที่ปลอดภัย ให้พนักงานรู้สึกไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น กล้าถาม และกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ สู่ Movement แห่งความร่วมมือในทิศทางเดียวกัน ในทุกหน่วยงานของ GC เพื่อที่จะได้เรียนรู้จากการลงมือทำ หากผิดพลาดก็สามารถ Learn fast, fail fast และได้บทเรียนจากความผิดพลาดอย่างรวดเร็ว เพื่อลดการสูญเสียเวลาและทรัพยากร
ซึ่งแนวคิด GC StandOut ถูกทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ผ่าน GC StandOut Platform แพลตฟอร์มที่พัฒนาเองภายในโดยพนักงาน ซึ่งคือจุดสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้กลายเป็นจริง เพราะแพลตฟอร์มนี้เปิดโอกาสให้พนักงาน “ทุกระดับ” สามารถเสนอไอเดียผ่านแนวทาง 3DO ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติซับซ้อน และมีระบบ AI ช่วยวิเคราะห์ จัดประเภท และสรุปแนวความคิด ส่งต่อให้ Change Agent ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงานแต่ละฝ่ายที่จะเชื่อมต่อไอเดียไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และติดตามการดำเนินงานให้เกิดผลลัพธ์จริง ซึ่งหมายความว่าไอเดียทุกชิ้นมีเส้นทางการเติบโตของตัวเอง
โดยตั้งแต่สร้าง GC StandOut Platform ขึ้นมาในช่วงต้นปี 2568 ปัจจุบันมีไอเดียจากพนักงานเข้ามาใน แพลตฟอร์มกว่า 1,000 ไอเดีย จากทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงาน พนักงานออฟฟิศ หน่วยงานสนับสนุนต่างๆ รวมไปถึง พี่ๆ แม่บ้าน ด้วยเป็นต้น ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมเสนอแนวคิดได้หมด และที่สำคัญทุกคนในองค์กรสามารถเห็นไอเดียที่ถูกจัดแยกประเภทหมวดหมู่โดย AI ซึ่งพนักงานสามารถนำแนวคิดไปปรับใช้ในหน้างานของตนเองได้ และมี Dashboard โชว์ภาพรวมสถานะของไอเดียว่าอยู่ในขั้นตอนไหนแบบ Realtime ซึ่งหลายไอเดียได้ถูกนำมาดำเนินการ และสามารถสร้างมูลค่า (Potential Benefit) รวมกว่าหลายร้อยล้านบาท

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า GC ไม่ได้มองนวัตกรรมเป็นโปรเจกต์ แต่เป็นระบบนิเวศของการคิดที่ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมได้ สอดคล้องกับหนึ่งใน Core Values หรือวัฒนธรรมองค์กรของ GC เรื่องกล้าคิด กล้าทำ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า โดยพนักงานรู้ว่าความคิดของพวกเขามีที่ไป มีคนฟัง และสามารถสร้างผลกระทบได้จริง โดยผู้บริหารเป็น Role Model ที่จะไม่ปฏิเสธหรือปิดกั้นไอเดีย
และเมื่อวัฒนธรรมของการคิดเชิงนวัตกรรมหยั่งรากลงในองค์กร Digital Transformation ก็ไม่ได้กลายเป็นเรื่องยากอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมันถูกปรับโดยคนที่เข้าใจจุดประสงค์ของมันอย่างแท้จริง
หาก Innovation Culture คือ Spirit ของ GC
Digital Transformation ก็คือ เครือข่ายที่เชื่อมโยงทุกส่วนขององค์กรเข้าด้วยกัน
การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการทำให้ ‘ข้อมูล กลยุทธ์ และการตัดสินใจ’ ของทุกหน่วยงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มศักยภาพและความรวดเร็วในการทำงานภายในองค์กร
ยกตัวอย่างในระดับโรงงาน GC ได้พัฒนา Plant-wide Optimization ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตแบบองค์รวม เพื่อเสริมศักยภาพทุกโรงงานในมาบตาพุตให้แข็งแกร่งและสร้างประสิทธิผลสูงสุด ด้วยเทคโนโลยี Dynamic Real-Time Optimization (DRTO) และ Digital Twin เพื่อปรับค่าการผลิตแบบเรียลไทม์ โรงงานสามารถเรียนรู้จากข้อมูลและปรับตัวได้เอง ช่วยลดของเสีย ลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนการผลิตทั้งระบบได้อย่างแท้จริง เพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตเพื่อปรับตัวให้ทันกับธุรกิจที่ผันผวน และสามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนในระยะยาว
อีกโปรเจกต์หนึ่งที่น่าสนใจคือ AskMe GC: ระบบ Enterprise Generative AI เพื่อการทำงานยุคดิจิทัลของ GC
AskMe GC คือโมเดลภาษาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง (LLMs) ที่ถูกพัฒนาโดยพนักงาน GC เอง เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญและคำตอบได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวล
เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล จุดเด่นของ AskMe GC คือการนำเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างเหมาะสมกับบริบทขององค์กร ปิดช่องว่างในการทำงาน เพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพการทำงานมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการดิจิทัลส่วนใหญ่ของ GC เริ่มจากการตั้งคำถามเชิงระบบ ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้สร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับทั้งองค์กร

ในมุมมองของ Techsauce นี่คือบทเรียนสำคัญขององค์กรไทยในศตวรรษที่ 21 เพราะ ‘ความยั่งยืน’ ของ GC หมายถึง การขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องด้วยความคิดที่แตกต่าง เพื่อสร้างประโยชน์และมูลค่าเพิ่มให้กับพนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น รวมถึงชุมชน ฯลฯ
และ GC กำลังทำสิ่งนั้นด้วยแนวทางที่เป็นรูปธรรม ผ่าน GC StandOut 3DO ที่กลายเป็นวิธีคิดร่วมของคนทั้งองค์กร, ผ่านวัฒนธรรมการลงมือทำที่เกิดขึ้นจริงในทุกระดับ, และผ่านการใช้เทคโนโลยีเป็นภาษากลางในการขับเคลื่อนทุกการตัดสินใจ
เพราะสุดท้ายแล้ว ‘นวัตกรรม’ สำหรับ GC คือพลังของทุกคนที่กล้าคิดต่าง กล้าลงมือทำ และเชื่อว่าความแตกต่างเล็ก ๆ ในแต่ละวันสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขององค์กรได้
บทความนี้เป็น Advertorial
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด