สรุปแนวคิดที่จีนใช้บุกตลาดโลก กล้าลอง ล้มเร็ว ทำไว ไม่เริ่มอะไรจาก 0

ไม่ทำจาก 0 ไป 1

แต่ทำ 1 ไป 1.1, 1 ไป 10 และ 0 ไป 10 

นี่คือแนวคิดบริษัทจีน ที่ทำให้บุกตลาดโลกได้ไว

อาจจะพูดได้ว่า ยุคที่จีนส่งออกแค่ของถูก กำลังถูกแทนที่ด้วยการส่งออกมาตรฐานใหม่ และเทคโนโลยีขั้นสูงไปทั่วโลก 

Techsauce มีโอกาสได้ฟังเซสชันของงาน Asian Financial Forum 2026 ที่ฮ่องกง ที่รวมรวบบริษัทจีนยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, XPENG, Geely, LONGSi, Seres มาแชร์มุมมองและแนวคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงวิธีการบุกตลาดโลกที่เก่ง ทำได้ไว และบุกตลาดได้จริง มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

กล้าลอง ล้มเร็ว ทำไว ไม่เริ่มอะไรจาก 0

ปกติเวลาเราอ่านหนังสือธุรกิจฝั่ง Silicon Valley (อย่าง Zero to One ของ Peter Thiel) มักจะสอนว่า ให้เริมสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน (นั่นคือจาก 0 เป็น 1) ถึงจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง

แต่ Dr Liu Qian (ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ชื่อ Wusawa) บอกว่า จีนไม่ได้เล่นเกมนั้น จีนไม่ได้หมกมุ่นกับการต้องเป็นคนแรกของโลกที่คิดค้นสิ่งนั้น กลับกันจีนโฟกัสที่การเป็น ‘คนแรกที่ทำมันในสเกลยักษ์’ ต่างหาก เธอมองว่าการคิดค้นนวัตกรรมจีนมีอยู่ 3 โมเดลหลัก ๆ คือ

เริ่มจาก 1 ไป 1.1 

จีนเก่งมากในเรื่องของการเอาไอเดียที่มีอยู่แล้ว (คือมีคนทำมาแล้ว =1) มาบิดนิดหน่อย (เป็น 1.1) แต่ผลลัพธ์กลับเห็นผลมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น Alipay ระบบจ่ายเงินออนไลน์ที่อาจฟังดูไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลก แต่จีนเอามาทำจนกลายเป็นบริษัทมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พวกเขาไม่ได้คิดค้นวิธีการจ่ายเงิน แต่คิดค้น ‘วิธีที่ทำให้ทุกคนยอมจ่ายเงินผ่านมือถือ’

เริ่มจาก 1 ไป 10

โมเดลนี้คือการเริ่มจากสินค้าเพียงอย่างเดียว (1) แล้วขยายร่างให้เป็นแพลตฟอร์มครอบจักรวาลที่ทำได้ทุกอย่าง เช่น WeChat ที่ตั้งต้นมาจากแอปฯ ที่เอาไว้แชท (1) แล้วขยายไปทำทุกอย่างทั้งการจ่ายเงิน จองตั๋ว สั่งอาหาร จนกลายเป็นหนึ่งในแอปฯ สำหรับการติดต่อ และการเงินที่ขาดไม่ได้ของจีน

เริ่มจาก 0 ไป 10

หากสิ่งนั้นไม่มีใครทำ ต้องประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ (0 ไป 1) แต่ไม่ใช่แค่สร้างอย่างเดียว แต่ต้องกระโดดข้ามไปยึดทั้งอุตสาหกรรมด้วย (0 ไป 10) ตัวอย่าง CATL บริษัทที่เริ่มต้นสร้างแบตเตอรี่เพื่อใช้ในโทรศัพท์ ต่อมา BYD ได้ไปขอให้ผลิตสำหรับแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าให้ ในตอนนั้นยังไม่มีใครที่สามารถผลิตแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ขนาดนั้นได้ CATL เห็นโอกาสก็อาสาทำให้ จนกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่รถ EV ทั่วโลกต่างเลือกใช้ 

แต่ CATL ไม่ได้หยุดแค่ทำแบตเตอรี่รถยนต์เท่านั้น พวกเขาพยายไปทำระบบพลังงานทั้งหมด ทั้งเรือไฟฟ้า โรงไฟฟ้ากักเก็บพลังงาน และไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะผลิตแบตเตอรี่แบบใหม่อย่างโซเดียมไออน เรียกได้ว่า พวกเขาตั้งใจจะเปลี่ยนโลกให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด และทุกคนต้องใช้

ไม่มองแค่ Global จนลืม Local

อีกหนึ่งแนวคิดคือ จีนอาจไม่ได้อยู่ในยุคที่ผลิตที่เดียวแล้วส่งขายทั่วโลกอีกต่อไป เพราะอีกหนึ่งสิ่งที่จีนให้ความสำคัญมากคือ ‘การทำตัวให้กลมกลืนกับพื้นที่ที่เข้าไปทำตลาด’

Mr Daniel Li รองประธานจาก Zheijian Geely บอกว่า หนึ่งในกลยุทธ์ที่ใช้คือ แทนที่จะไปสร้างโรงงานใหม่กับเจ้าถิ่นที่กำลังล้นตลาด พวกเขาใช้วิธีจับมือกับเจ้าถิ่นเดิมที่อยู่ในตลาดนั้นแทน เช่น การที่ Geely เข้าไปจับมือกับ Renault (บริษัทรถยนต์)ในเกาหลีใต้ โดย Geely ลงทุนในด้านเทคโนโลยี ส่วนพาร์ทเนอร์ก็ลงทุนในเรื่องโรงงาน

หรืออย่าง XPENG (แบรนด์รถยนต์ EV) รองประธานอย่าง Dr Brian Gu ให้ข้อมูลว่า พวกเขาก็ไม่ได้แค่วิจัยแค่เฉพาะในจีน แต่ตั้งศูนย์ R&D ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และกำลังจะเปิดใหม่ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเทคโนโลยี (เช่น ระบบช่วยขับขี่) ตอบโจทย์ถนนและกฎหมายของที่นั่นจริง ๆ

นิยามความหรูหราใหม่ด้วย Technology

อีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจจากเซสชันนี้คือ หากจีนคิดจะบุกตลาดโลก พวกเขาจะไม่แข่งในกติกาเดิมที่ตะวันตกวางไว้ แต่จะสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาแทน

Seres (ผู้ผลิตรถยนต์ AITO ร่วมกับ Huawei) บอกว่า สมัยก่อนความหรูของรถคือ ลายไม้และหนังแท้ แต่ยุคนี้ความหรูหราคือความอัจฉริยะ ซึ่งในรถ AITO ก็มีความอัจฉริยะในเรื่องของระบบขับขี่อัตโนมัติมาก มีคนใช้ระบบนี้กว่า 45% ของระยะทางที่ขับขี่ทั้งหมด นี่คือมาตรฐานใหมที่จีนกำลังนำเสนอให้กับชาวโลก

หรือย่าง XPENG เอง ก็นำ AI เข้ามาช่วยเขียนโค้ดและพัฒนาฟีเจอร์รถยนต์ จากเดิมที่ต้องใช้เวลาเป็นเดือนในการเปิดระบบขับขี่ในเมืองใหม่ ๆ แต่ AI ช่วยให้ทำได้ภายในไม่กี่วัน และเปิดตัวพร้อมใช้ในร้อยเมืองได้ทันที

ใช้ฮ่องกงเป็นฐานทัพ และใช้ ESG เป็นใบเบิกทาง

แนวคิดสุดท้ายคือ การจะไประดับโลก ต้องไปแบบยั่งยืน และต้องให้ความสำคัญในเรื่อง ESG และ Green Tech อย่างที่สุด โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจคือ

Geely กับระบบ Carbon Cloud

ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้คำนวณและติดตามรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ของบริษัทในเครือและซัพพลายเออร์กว่า 1,500 ราย ผลลัพธ์คือปีที่แล้วลดคาร์บอนต่อคันลงได้ถึง 25% เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน 

LONGi กับสมการ ลงทุน 1 ได้คืน 100 

การผลิตแผงโซลาร์ 1 วัตต์ ใช้ไฟแค่ 0.4 หน่วย (kWh) แต่ตลอดอายุการใช้งาน แผงนั้นจะผลิตไฟคืนมาได้ถึง 45 หน่วย เท่ากับขยายผลพลังงานสะอาดได้มากกว่า 100 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น แม้การใช้พลังงานผลิตและปล่อยคาร์บอนจะถูกนับที่จีน (เพราะผลิตในจีน 80% ของโลก) แต่ผลลัพธ์พลังงานสะอาดกว่า 60% ถูกส่งออกไปช่วยลดคาร์บอนให้ชาวโลก

Green = เงิน ยิ่งรักษ์โลก ยิ่งลดต้นทุน 

นอกจากเรื่องภาพลักษณ์แล้ว ESG ยังถือเป็นความคุ้มค่า ผู้บริหารจาก Shanghai Industrial Investment ชี้ให้เห็นอีกมุมที่น่าสนใจว่า หากโปรเจกต์ไหนที่มีความเป็น Green Tech สูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น นอกจากจะได้รับการยอมรับจากชุมชนง่ายแล้ว ยังมีแต้มต่อในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนกู้ยืมในต่างประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าได้ง่ายขึ้นด้วย กลายเป็นว่าการทำเพื่อโลก คือหนทางสู่การเพิ่มกำไรทางอ้อมที่ฉลาดที่สุด

ใช้ฮ่องกงเป็นแต้มต่อ

หลายคนอาจมองฮ่องกงเป็นแค่ทางผ่านในการส่งออกสินค้า หรือเป็น Springboard ให้เกิดสตาร์ทอัพหน้าใหม่ แต่สำหรับบริษัทจากจีนมองว่าฮ่องกงคือ Super Connector ในการเชื่อมต่อโลกทั้งใบเข้าด้วยกันโดยเฉพาะในยุคที่โลกแบ่งขั้ว และกฎระเบียบซับซ้อน

โดยในฝั่งของ Alibaba เองก็ใช้ฮ่องกงเป็นฐานการทำ Dual Primary Listing อธิบายคือ เดิมที Alibaba จดทะเบียนหลักอยู่ที่อเมริกา และจดทะเบียนที่ฮ่องกงเป็นแค่ตลาดรอง แต่ข้อจำกัดคือเข้าโครงการ Stock Connect ไม่ได้

สิ่งที่ Alibaba ทำคือ ตัดสินใจเปลี่ยนสถานะในฮ่องกงจากตลาดรอง ขึ้นมาเป็น Dual Primary Listing (จดทะเบียนหลักควบคู่ทั้งฮ่องกงและนิวยอร์ก) ส่งผลให้ดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาถือหุ้นได้ถึงกว่า 11% ภายในเวลาแค่ปีกว่า ๆ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้อย่างมหาศาล

ที่น่าสนใจคือ Alibaba ยังออกหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bonds) ขายนักลงทุนนอกสหรัฐฯ โดยเลือกทำรายการในช่วงเวลาเทรดของเอเชีย (ฮ่องกง) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าตลาดทุนในเอเชียมีเงินถุงเงินถังมากพอ โดยไม่ต้องรอพึ่งพาเวลาเทรดฝั่งอเมริกาเสมอไป

ในมุมของ Shanghai Industrial Investment มองว่าฮ่องกงคือ Compliance Hub หรือจุดยุทธศาสตร์ในการบริหารความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่มีทีมกฎหมายระดับโลกคอยเป็นกันชนและตัวกรองมาตรฐาน ก่อนที่บริษัทจีนจะส่งออกโมเดลธุรกิจไปเจอของจริงในตลาดยุโรปหรือเอเชีย

จากเวทีนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่ามังกรจีนยุคใหม่ อาจไม่ได้แข่งกันที่สงครามด้านราคาอย่างเดียว แต่พวกเขากำลังติดปีกด้วยนวัตกรรมที่ต่อยอดได้ไว (1 to 10), ความเข้าใจในท้องถิ่น, มาตรฐานใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Tech Luxury), การแข่งขันในด้าน ESG และกลยุทธ์ทางการเงินที่ซับซ้อนผ่านฮ่องกง

อ้างอิง : สรุปจากเซสชัน Global Business Summit - Business Plenary I : Chinese Mainland Enterprises Going Global งาน Asian Financial Forum 2026 


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะลึกวิธีสเกล Omnichannel จากแผนระดับโลก สู่การชนะใจลูกค้าท้องถิ่น โดย Electrolux และ Konvy

ถอดบทเรียน Electrolux และ Konvy สู่การทำ Omnichannel ที่แท้จริง เลิกแยกทีม Online-Offline พร้อมมุ่งสู่ Instant Commerce และการใช้ Data ทำนายอนาคต เพื่อความอยู่รอดในยุครีเทลใหม่...

Responsive image

เมื่ออาชญากรรมไซเบอร์ปัจจุบัน กำลังกลายเป็นวิกฤตค้ามนุษย์ เสียงจากสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว บนเวที Davos กับภารกิจทลายรังสแกมเมอร์ที่ท้าทายอำนาจรัฐ

เมื่ออาชญากรรมไซเบอร์ผสานการค้ามนุษย์และ AI สร้างความเสียหาย 3.6 แสนล้านดอลลาร์ ทำไม SE Asia ถึงเป็นเป้าหมาย และทางออกในการกวาดล้างโรงงานนรกเหล่านี้คืออะไรจากเวที Davos...

Responsive image

‘ยุคทองอาเซียน’ เริ่มแล้ว ความเป็นกลาง คือ แต้มต่อ ความร่วมมือในภูมิภาค คือ คันเร่ง ฟัง ดร.เอกนิติ บนเวที Davos 2026

เจาะลึกวิสัยทัศน์ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จากเวที Davos 2026 ทำไมอาเซียนถึงเข้าสู่ยุคทอง? เมื่อความเป็นกลางคือแต้มต่อ และความร่วมมือในภูมิภาคคือคันเร่งสู่ความมั่งคั่งใหม่...