ไม่มีตึก ไม่มีที่ดิน คนตัวเล็กจะกู้เงินได้อย่างไร ? สรุปเซสชันที่คนทำธุรกิจไทยควรฟัง จากงาน IMF-World Bank 2026

ในการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ มีเวทีหนึ่งที่คนทำธุรกิจไทยควรฟังให้จบ "MSME Finance: Leveraging Data for Jobs" flagship session ของกลุ่มธนาคารโลก เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม

Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ใช้เวทีนี้เปิดตัวยุทธศาสตร์ MSME ฉบับใหม่ และตั้งโจทย์ไว้ด้วยประโยคเดียว "MSMEs may not have hard assets, but they have something even better, and it's called cash flow." SME อาจไม่มีทรัพย์สินค้ำประกัน แต่มีสิ่งที่ดีกว่า นั่นคือกระแสเงินสด

จากนั้นเป็นการเสวนากับคนที่อยู่หน้างานจริง ทั้ง ICC ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดีย ฟินเทคจากเม็กซิโกและอังกฤษ Grab และตัวแทนจากไทยประเทศไทย คือ คุณขัตติยา อินทรวิชัย CEO ธนาคารกสิกรไทย หนึ่งในธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อ SME รายใหญ่ของประเทศ

คำถามที่น่าสนใจคือ ในวันที่ทุกคนพูดว่า "ข้อมูลคือหลักประกันชิ้นใหม่" ธนาคารไทยใช้ข้อมูลกระแสเงินสดจริงแค่ไหน และยังติดตรงไหน

คุณขัตติยา เล่าว่า SME กู้ยาก ไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เพราะระบบมองไม่เห็น ก่อนจะไปถึงมุมของ KBank ต้องเข้าใจโจทย์ที่ Banga วางไว้ก่อน

SME ในประเทศกำลังพัฒนาขาดเงินทุนรวมกันมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

และ Banga ย้ำว่าสาเหตุเป็นเรื่องโครงสร้าง

  • ตามกฎปัจจุบัน ธนาคารต้องกันเงินกองทุนมากกว่าราว 4 เท่า เมื่อปล่อยกู้ธุรกิจเล็กที่ไม่มีอันดับเครดิต เทียบกับบริษัทใหญ่เกรด AAA
  • ธนาคารต้องการหลักประกันอย่างที่ดินหรืออาคาร ซึ่ง SME แทบไม่มี
  • วงเงินกู้เล็ก ไม่คุ้มต้นทุนการปล่อยกู้และดูแลสินเชื่อ
  • นักลงทุนมองว่า SME เสี่ยงกว่าความเป็นจริง เพราะแทบไม่มีข้อมูลผลการชำระหนี้จริง

ผลคือ ดีที่สุด SME ได้สินเชื่อดอกเบี้ยแพง แย่ที่สุดคือไม่ได้สินเชื่อเลย ทุกข้อที่กล่าวมาไม่ได้บอกว่า SME จ่ายหนี้ไม่ไหว แต่บอกว่า "ระบบไม่มีข้อมูลพอจะรู้ว่าจ่ายไหวหรือเปล่า"

กระแสเงินสด คือหลักประกันที่ SME มีอยู่แล้ว

Banga อธิบายว่า ตัวบ่งชี้ความสามารถในการชำระหนี้ที่น่าเชื่อถือที่สุดของธุรกิจเล็ก คือกระแสเงินสด ปัญหาในอดีตคือ มองไม่เห็นมัน ไม่ต้องพูดถึงการพยากรณ์ แต่วันนี้ต่างไปแล้ว ทุกครั้งที่จ่ายผ่านระบบชำระเงินแบบเร็ว ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หรือจ่ายภาษีและค่าสาธารณูปโภค จะทิ้ง "ร่องรอยข้อมูล" ไว้ ที่เขาเรียกว่า data exhaust และทุกการชำระเงิน คือประวัติที่บอกว่าธุรกิจนี้จ่ายหนี้ไหวแค่ไหน

"Data is actually the new collateral." ข้อมูลคือหลักประกันชิ้นใหม่ ตรงนี้เองที่คุณขัตติยายกตัวอย่างจากไทยขึ้นมาบนเวทีโลก

ระบบ QR payment ของไทย ไม่ได้แค่ทำให้จ่ายเงินสะดวก แต่กำลังสร้างข้อมูลและประวัติดิจิทัลให้ SME นับล้านรายประวัตินี้ช่วยสร้างประวัติทางการเงิน และช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อได้สำเร็จ

ลองนึกผู้ประกอบการที่ ไม่มีตึก ไม่มีที่ดิน ไม่มีงบการเงินสวยๆ แต่มีลูกค้าสแกนจ่ายทุกเที่ยง ข้อมูลชุดนี้ บอกความจริงเรื่องธุรกิจได้มากกว่าโฉนดที่ดิน

Chris Wehbe CEO ของ Lendable ฟินเทคจากอังกฤษ เสริมอีกมุมที่สำคัญ

เมื่อกระแสเงินสดเป็นดิจิทัล เราเทียบตัวเลขที่ธุรกิจรายงาน กับเงินที่เคลื่อนไหวจริงได้

ข้อมูลจึงเริ่มน่าเชื่อถือได้ใกล้เคียงกับทรัพย์สินที่จับต้องได้

ที่ดิน สู่ กระแสเงินสด โฉนด สู่ ประวัติการขาย

KBank ไม่ได้จะเป็นฟินเทคที่เก่งกว่าฟินเทค

Banga สรุปภาพตลาดการเงินวันนี้ไว้ว่า "Banks are trying to become fintechs. Fintechs are trying to become banks." ธนาคารพยายามเป็นฟินเทค ฟินเทคพยายามเป็นธนาคาร

พิธีกรจึงถามคุณขัตติยาว่า KBank ทำให้ช่องทางดิจิทัลเป็นหัวใจในการดูแล MSMEs แล้วข้อมูลช่วยให้ปล่อยกู้ธุรกิจที่เคยประเมินยากได้อย่างไร ประโยคแรกที่เธอตอบคือ

"We are not trying to out-fintech the fintech." เราไม่ได้พยายามเป็นฟินเทคให้เก่งกว่าฟินเทค

แล้ว KBank ใช้ข้อมูลทำอะไร?

เธอบอกว่าข้อมูลจากช่องทางดิจิทัลช่วยได้มาก และใช้ตลอดเส้นทางของสินเชื่อ

  • คัดกรองลูกค้า
  • อนุมัติสินเชื่อ
  • ติดตามหลังปล่อยกู้
  • ไปจนถึงการเก็บหนี้

ข้อนี้สำคัญกว่าที่ฟังดู เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าข้อมูลใช้แค่ตอนตัดสินว่า "จะให้กู้ไหม" แต่ในมุมของธนาคาร ข้อมูลกระแสเงินสดเป็นเครื่องมือดูแลลูกค้าตั้งแต่ก่อนกู้ จนถึงวันที่จ่ายคืนหมด ข้อมูลไม่ได้เป็นแค่ "ประตู" แต่เป็น "เข็มทิศ" ตลอดความสัมพันธ์

รูรั่วของข้อมูล: เงินสด และบัญชีที่ปนกัน

คุณขัตติยาไม่ได้มองข้อมูลแบบโลกสวย เธอชี้ว่ายังมีความท้าทายสองเรื่อง ที่เจ้าของร้านเล็กในไทยคุ้นเคยดี หนึ่ง ธุรกิจจำนวนมากยังรับเงินสดอยู่บางส่วน

ข้อมูลของ Banga ก็สะท้อนภาพเดียวกัน ในประเทศกำลังพัฒนา SME ที่ใช้ระบบดิจิทัลมีไม่ถึง 1 ใน 3 และการชำระเงินราว 60% ยังเป็นเงินสด ส่วนที่เป็นเงินสด คือยอดขายที่ระบบมองไม่เห็น

สอง บัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจปนกัน เงินค่าขายของ ค่ากับข้าวที่บ้าน ค่าเทอมลูก อยู่ในบัญชีเดียว ข้อมูลที่ธนาคารเห็นจึงยังไม่ใช่ภาพจริงของธุรกิจ ทางออกที่เธอเสนอมีสองทาง

  1. ระบบข้อมูลที่กว้างกว่าธนาคารเดียว ผ่านโครงการ open data ของธนาคารแห่งประเทศไทย
  2. ทำงานร่วมกับฟินเทค ที่เห็นข้อมูลอีกมุมหนึ่ง

ถ้าดูตัวอย่างจากอินเดียที่ V. Anantha Nageswaran ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลอินเดีย เล่าบนเวทีเดียวกัน จะเห็นภาพชัดขึ้น อินเดียมีระบบ Account Aggregator ตัวกลางที่ให้เจ้าของข้อมูลกดยินยอม แล้วส่งข้อมูลการเงินของตัวเองไปยังสถาบันการเงินที่อยากขอกู้ ทำให้ขอสินเชื่อได้โดยไม่ต้องเตรียมเอกสารเป็นปึก หัวใจคือ ข้อมูลเป็นของเจ้าของ และเจ้าของเป็นคนเลือกว่าจะให้ใครเห็น

ข้อมูลเยอะ ≠ ข้อมูลครบ
ข้อมูลครบ ≠ ข้อมูลไหลได้

แม้จะเป็นหนึ่งในผู้ปล่อยกู้ SME รายใหญ่ ก็ยังมองไม่เห็นทุกคน

ช่วงที่น่าสนใจที่สุดของ panel คือตอนที่คุณขัตติยาพูดตรงๆ ว่า แม้ KBank จะเป็นหนึ่งในธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อ SME รายใหญ่ของประเทศ แต่ยังมีความเสี่ยงที่ธนาคารยังไม่เข้าใจ จึงยังดูแล SME ระดับไมโครและรายเล็กได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ธนาคารไม่อยากปล่อยกู้ แต่อยู่ที่ "ข้อมูลที่ธนาคารมี" ยังไม่เพียงพอที่จะเข้าใจธุรกิจรายเล็ก

แล้วทางออกคืออะไร?

ไม่ใช่การสร้างทุกอย่างเอง แต่คือการยอมรับว่าแต่ละคนเก่งไม่เหมือนกัน เธอบอกว่าการที่ฟินเทคเข้ามาในตลาด SME เป็นเรื่องดีทั้งต่อลูกค้า และต่อการเข้าถึงบริการทางการเงิน ฟินเทคมีความเร็ว นวัตกรรม และ "ข้อมูลชุดที่ธนาคารไม่มี" ถ้าร่วมมือกัน ผลจะดีกว่าต่างคนต่างทำ

KBank จึงเลือกจับมือสองแบบ

  • ร่วมทุนกับ LINE Financial ซึ่งดำเนินงานจนมีกำไรเมื่อปีที่แล้ว
  • ปล่อยกู้ให้ฟินเทค แล้วให้ฟินเทคที่มีข้อมูลต่างออกไป ปล่อยต่อถึง SME รายเล็ก

มุมนี้สอดรับกับ Kell Jay Lim หัวหน้าฝ่ายบริการทางการเงินของ Grab ที่เล่าว่า Grab มีธุรกรรมราว 15 ล้านรายการต่อวัน เห็นข้อมูลยอดขายของร้านค้าและรายได้ของคนขับแบบที่ธนาคารไม่เห็น และพบว่าผู้กู้ที่เป็นผู้หญิงและผู้พิการ จ่ายคืนได้ดีกว่าด้วยซ้ำ

เขามองว่าข้อมูลกำลังกลายเป็นของพื้นฐาน

"We compete not so much on how much data that you have, but on what you can do with the data." เราไม่ได้แข่งกันว่าใครมีข้อมูลมากกว่า แต่แข่งกันว่าใครใช้มันได้ดีกว่า

ส่วน Banga ก็บอกว่า ถ้าธนาคารอยากใช้ข้อมูลดิจิทัลแต่ยังกังวล ธนาคารโลกพร้อมช่วยแบ่งความเสี่ยง ให้มีพื้นที่ลองโมเดลใหม่

ธนาคารเห็นกระแสเงินสดผ่านบัญชี แพลตฟอร์มเห็นกระแสเงินสดผ่านการขาย เอามาต่อกัน ภาพของลูกค้าถึงจะชัด

แข่งกัน หรือจับมือกัน

สินเชื่อที่สำเร็จ คือสินเชื่อที่ทำให้ลูกค้าโต ข้อนี้คือประโยคที่ควรจดไว้ที่สุดของคุณขัตติยา

เธอบอกว่า ความสำเร็จของการปล่อยกู้ SME ไม่ได้จบตอนที่เงินออกจากธนาคาร แต่สำเร็จเมื่อลูกค้าเอาเงินไปเติบโต แข่งขันได้ สร้างมูลค่า แล้วจ่ายคืนได้ ทั้งให้ตัวเองและให้ธนาคาร เธอเรียกสิ่งนี้ว่า "วงจรความสำเร็จที่สมบูรณ์"

และเธอสรุปว่า ผู้ชนะจริงในเกมนี้คือลูกค้า ส่วนผู้เล่นที่ชนะใจลูกค้า คือคนที่วางกลยุทธ์และการทำงานให้ตรงความต้องการของ SME น่าไว้ใจ มีนวัตกรรม และเป็นพันธมิตรตลอดเส้นทางการเติบโตของเขา

ตัวเลขจากเม็กซิโกช่วยยืนยันมุมนี้ David Arana CEO ของ Konfío ฟินเทคปล่อยสินเชื่อ SME บอกว่า 84% ของลูกค้าได้สินเชื่อธุรกิจเป็นครั้งแรกในชีวิต และงานศึกษาร่วมกับ IDB Invest พบว่า ธุรกิจที่ได้สินเชื่อโตเฉลี่ยราว 19.4% ในช่วงปีครึ่งถึงสองปี

ถ้าเป็นธุรกิจที่ผู้หญิงเป็นผู้นำ ตัวเลขกระโดดเป็น 42% ถ้ามองแบบนี้ ข้อมูลกระแสเงินสดไม่ได้มีไว้แค่ "คัดคนออก" แต่มีไว้ "ดูแลคนให้โต" หลังได้เงินไปแล้วด้วย

อนุมัติ ≠ สำเร็จ
ปล่อยกู้ ≠ ปล่อยมือ

ข้อมูลบอกแล้วว่า SME เสี่ยงน้อยกว่าที่คิด

คุณขัตติยาพูดถึง "ความเสี่ยงที่ยังไม่เข้าใจ" ผู้ร่วมเวทีอีกสองคนตอบโจทย์นี้ด้วยตัวเลข

John Denton เลขาธิการหอการค้านานาชาติ บอกว่าข้อมูลสินเชื่อเพื่อการค้าที่ ICC รวบรวม มีอัตราผิดนัดชำระเพียงราว 0.24%

Chris Wehbe จาก Lendable บอกว่าฐานข้อมูลของบริษัทมีสินเชื่อรายตัวเกือบ 250 ล้านรายการ ย้อนหลังกว่า 10 ปี

อัตราความเสียหายคงที่ และต่ำกว่าที่น้ำหนักความเสี่ยงตามกฎสะท้อนไว้มาก

แต่กฎเรื่องเงินกองทุนยังทำให้การปล่อยกู้ SME "ไม่คุ้ม" สำหรับสถาบันการเงินใหญ่

Banga จึงบอกว่าธนาคารโลกกำลังรวบรวมหลักฐาน เพื่อโน้มน้าวผู้กำหนดมาตรฐานระดับโลก ให้ยอมรับสินเชื่อที่อิงกระแสเงินสดจากข้อมูลดิจิทัล และปรับเกณฑ์เงินกองทุนให้สอดคล้อง

พูดง่ายๆ คือ ข้อมูลพิสูจน์แล้วว่า SME ไม่ได้เสี่ยงอย่างที่กลัว เหลือแค่กติกาที่ต้องตามให้ทัน

ถ้าเปลี่ยนได้ 1 เรื่องในปีหน้า

ช่วงท้าย พิธีกรถามทุกคนว่า ถ้าเปลี่ยนได้เรื่องเดียวในปีหน้า จะเปลี่ยนอะไร

คำตอบของคุณขัตติยามี 3 ชั้น

  • แบ่งปันข้อมูล และแบ่งปันความเสี่ยง ผ่าน open data ที่ ธปท. กำลังผลักดัน
  • เปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เลือกอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่ไทยจะโฟกัส เพื่อ "reinvent Thailand"
  • ปรับกฎเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นในความร่วมมือ ให้ธนาคารกับฟินเทคจับมือกันได้มากขึ้น

ข้อสุดท้ายน่าคิดมาก เพราะบอกว่า สิ่งที่ขวางไม่ให้ข้อมูลของธนาคารกับฟินเทคมาเจอกัน

บางครั้งไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือกติกา

ส่วน Kell Jay Lim จาก Grab ก็มีข้อเสนอที่เกี่ยวกับไทยตรงๆ คือเปิดระบบ QR payment ให้ฟินเทคเข้าถึงได้ ไม่ใช่เฉพาะธนาคาร อย่างที่มาเลเซียและฟิลิปปินส์ทำแล้ว และทำให้นักท่องเที่ยวกับชาวต่างชาติจ่ายเงินผ่านพร้อมเพย์ได้ง่ายขึ้น

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

โลกแบ่งขั้ว ไทยขอเป็น ‘ตัวเชื่อมที่ไว้ใจได้’ ธนาคารโลกชี้ 3 เงื่อนไขดึงทุนเอกชน

คำขอลงทุนจากต่างประเทศที่ยื่นเข้ามาในไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 47% แต่สำหรับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวเลขนี้เป็นเพียงจ...

Responsive image

3C Group ฉลอง 45 ปี เปิดตัว AI Wellness Intelligence Platform ต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ

3C Group ฉลอง 45 ปี เปิดตัว 3C Trusted Wellness & Longevity Intelligence Platform นำ AI ช่วยสำรวจโอกาสและสร้างแนวคิดสูตรตั้งต้น บนรากฐานข้อมูลที่เตรียมมา 4-5 ปี ก่อนส่งต่อให้ผู้เชี...

Responsive image

Beacon VC ยกทัพสตาร์ทอัพในพอร์ต แชร์ Insight พาลูกค้าโตแล้วโตได้อีก บนเวที ‘SME Growth Formula’ สู่ Playbook สรุปสูตรลับเพื่อธุรกิจยุคใหม่

แกะสูตรลับธุรกิจโตไปได้อีกจากเวที ‘SME Growth Formula’ ที่มี FlowAccount, HumanSoft, PRIMO และ LINE MAN Wongnai สตาร์ทอัพตัวท็อปในพอร์ต Beacon VC มาเผยอินไซต์ ไกด์เครื่องมือ และ Ho...