
หากมองย้อนกลับไปยังยุคที่จดหมายข้ามทวีปต้องใช้เวลาแรมเดือนกว่าจะถึงมือผู้รับ และนึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่ออีเมลเข้ามาพลิกโลกการสื่อสารให้เป็นเรื่องของเสี้ยววินาทีในราคาแทบเป็นศูนย์ นั่นคือภาพที่ รศ. ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย (QTFT) และอาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ใช้เปิดการบรรยายบนเวที เพื่อฉายภาพให้เห็นว่าควอนตัมกำลังจะทำสิ่งเดียวกันนั้นกับโลกแห่งการประมวลผล และโคราชอาจเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ในภูมิภาคอาเซียน
รศ. ดร.วรวัฒน์ ชวนทุกคนมองอดีตเพื่อทำความเข้าใจอนาคต เขาอธิบายว่าเทคโนโลยีควอนตัมเกิดขึ้นจากความสามารถของมนุษย์ที่พัฒนาจนสามารถวัดและควบคุมสสารในระดับอะตอมได้ ซึ่งที่ระดับนั้นมีปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่แปลกและทรงพลังพอที่จะนำมาสร้างสิ่งใหม่ นั่นคือคอมพิวเตอร์ควอนตัม
ในปี 2019 Google พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่าสิ่งนี้เป็นไปได้จริง ด้วยการบรรลุสิ่งที่เรียกว่าความเหนือกว่าเชิงควอนตัม (Quantum Supremacy) หรือการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถประมวลผลได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่เร็วที่สุดในโลกถึงหลายหมื่นเท่ารศ. ดร.วรวัฒน์ ย้ำว่าควอนตัมไม่ใช่แค่เทคโนโลยีชิ้นหนึ่ง แต่คือตัวจุดชนวน ที่จะนำพาโลกเข้าสู่ยุคใหม่ทั้งยุค เหมือนที่ดิจิทัลเคยทำมาแล้ว
ด้านพลังงาน รศ. ดร.วรวัฒน์ ชี้ให้เห็นปัญหาที่ตามมาของระบบดิจิทัลในปัจจุบัน ศูนย์ Data Center และ AI ต้องการพลังงานมหาศาลขึ้นเรื่อยๆ หาก AI จะเร็วขึ้นอีก 1,000 เท่าในอนาคต พลังงานที่ต้องใช้จะมาจากที่ไหน คอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจเป็นคำตอบ เพราะสามารถประมวลผลได้ดีกว่าโดยใช้พลังงานเพียงเล็กน้อย

บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง McKinsey ประเมินว่ารายได้ จากอุตสาหกรรมควอนตัมในช่วง 4-10 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 1-2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30-60 ล้านล้านบาท เทียบเท่า 2-4 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย ปัจจุบันโลกได้ลงทุนในเทคโนโลยีนี้ไปแล้วกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 ล้านล้านบาท โดยประเทศไทยเองก็มีส่วนร่วมในการลงทุนนี้ด้วย
ขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงครอบคลุมกว้างมากตั้งแต่การเงิน พลังงาน การแพทย์ ยา การสื่อสารที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น ไปจนถึงการพยากรณ์ภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหวและน้ำท่วมที่แม่นยำขึ้น รวมถึงการเกษตร และการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ รศ. ดร.วรวัฒน์ มองว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน คำถามที่สำคัญกว่าจึงไม่ใช่ "ควอนตัมจะมาไหม" แต่คือ "ประเทศไทยจะอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของยุคนั้นได้อย่างไร"
รศ. ดร.วรวัฒน์ เตือนว่ากับ AI นั้น ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานได้ยากมากแล้ว ทำได้เพียงเป็นผู้ใช้งาน หรือพัฒนาแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์ แต่ไม่สามารถเป็น OpenAI ได้ ขณะที่ควอนตัมยังมีหน้าต่างโอกาสเปิดอยู่อีกประมาณ 3-5 ปีนี้ ซึ่งต้องเข้าไปให้ได้
QTFT หรือเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 มีนักวิจัยกว่า 140 คนจาก 17 สถาบันทั่วประเทศ ซึ่งหลายคนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง Harvard, MIT, Oxford, Cambridge, Princeton และ Stanford ภายใต้งบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมกว่า 300 ล้านบาทในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
ผลงานที่จับต้องได้ไม่ได้จบอยู่แค่ในกระดาษวิจัย ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมีคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดเล็กที่สาธารณชนสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ภายในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาอัลกอริทึมที่ได้แรงบันดาลใจจากควอนตัม (Quantum-inspired Algorithm) สำหรับการกำหนดเส้นทาง การขนส่งสินค้า ซึ่งถูกนำไปใช้งานจริงอย่างในระบบพิมพ์ใบเสร็จของ 7-Eleven หมายความว่าหลายคนอาจได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้โดยไม่รู้ตัวมาก่อนแล้ว

หลังจากเดินทางสำรวจระบบนิเวศควอนตัมในกว่า 10 ประเทศ คุณวรวัฒน์พบว่าประเทศไทยมีจุดแข็งที่ไม่คาดคิด นั่นคือเสน่ห์ของการท่องเที่ยว ปีที่ผ่านมา QTFT สามารถเชิญนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลถึง 3 คนมาจัดสคูลที่พังงาได้สำเร็จ ขณะที่ประเทศจีนยังเชิญมาได้ยาก เหตุผลง่ายมาก เพราะนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นอยากมาเที่ยวด้วย
นั่นคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ก้าวไกลกว่า ถ้าเชิญผู้เชี่ยวชาญมาเที่ยวแล้วให้พวกเขา "อยู่และทำงาน" ไปพร้อมกันได้ด้วย นั่นจะกลายเป็นพลังสำคัญในการดึงบุคลากรคุณภาพสูง เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของไทยได้อย่างแท้จริง
คุณวรวัฒน์ระมัดระวังในการเลือกคำ เขาไม่ได้พยายามสร้างซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) แบบจำลองขึ้นมาใหม่ เพราะตระหนักดีว่าเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่มองเห็นคือ "Thai version" ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง รถไฟฟ้าความเร็วสูงสายใหม่ทำให้โคราชและกรุงเทพฯ อยู่ใกล้กันในแบบเดียวกับที่ Stanford อยู่ห่างจาก San Francisco เพียง 45 นาที และห่างจาก San Jose ซึ่งเป็นหัวใจของซิลิคอนแวลลีย์เพียง 20 กว่านาทีเท่านั้น
โคราชยังมีปัจจัยเกื้อหนุนอีกมาก ทั้งอากาศที่ดี พลังงานสะอาด ระบบสุขภาวะ การดูแลสุขภาพ (Healthcare) ที่มีคุณภาพ และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่เป็นแรงดึงดูดระดับนานาชาติ รศ. ดร.วรวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่าตัวเมืองโคราชยังติดอันดับ 5 ของโลกในฐานะจุดหมายปลายทางของ Digital Nomad และในอดีต บริษัท Seagate ที่ผลิตฮาร์ดดิสก์ส่งออกทั่วโลกจากโคราช เคยสร้างมูลค่าได้ถึง 4-5% ของ GDP ประเทศไทย ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าโคราชมีศักยภาพเป็นฐานอุตสาหกรรมระดับโลกมาแล้ว
QTFT ไม่ได้ทำงานในประเทศเพียงอย่างเดียว รศ. ดร.วรวัฒน์ เล่าว่าได้รับการสนับสนุนทั้งเงินทุนและบุคลากรจาก Open Quantum Institute (OQI) ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนสามารถจัด Hackathon ที่ตอบโจทย์ท้องถิ่นอาเซียนได้จริง ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ พลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมจริงในการคำนวณและพัฒนาผลิตภัณฑ์
ล่าสุด รศ. ดร.วรวัฒน์ เพิ่งกลับจากชิคาโก ซึ่งเขาได้เข้าร่วมหารือในเวทีที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Illinois Quantum Microelectronics Park (IQMP) สวนอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ควอนตัมแห่งรัฐอิลลินอยส์ โครงการที่ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ขับเคลื่อนเพื่อสร้างงานและเศรษฐกิจในยุคควอนตัม เปรียบได้กับซิลิคอนแวลลีย์แห่งยุคใหม่ การหารือเกิดขึ้นที่ตึก Willis Tower อาคารที่สูงที่สุดของชิคาโก โดยมีการพูดคุยถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางกรณีการใช้งานควอนตัมของอาเซียนร่วมกับ IBM และพันธมิตรอื่นๆ รวมถึงโอกาสที่ไทยจะเป็นทางลัด เข้าสู่ระบบนิเวศของอิลลินอยส์ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเอง
วิสัยทัศน์สำหรับโคราชในภาพที่ รศ. ดร.วรวัฒน์ นำเสนอประกอบด้วยหลายชั้น ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ควอนตัม ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างความตระหนักรู้ งานคอนเฟอเรนซ์ระดับนานาชาติที่ดึงบุคลากรชั้นนำจากทั่วโลก ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรมที่รองรับการวิจัยและพัฒนา (R&D) เมืองอัจฉริยะ (Smart City) และระบบทดสอบพลังงาน โลจิสติกส์ และการดูแลสุขภาพในระดับที่สิงคโปร์ไม่สามารถทำได้เพราะพื้นที่ไม่เพียงพอ
นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกจะสามารถทำงานจากโคราชและเข้าถึงคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ผ่านบริการคลาวด์ ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่อยู่ในแผนงาน "ฝันให้ไกล ไปทีละก้าว" คือประโยคที่ รศ. ดร.วรวัฒน์ ทิ้งไว้ให้คิด ก้าวแรกนั้นเกิดขึ้นแล้ว และโคราชกำลังเดินหน้าในฐานะผู้อ้างสิทธิ์ตำแหน่งศูนย์กลางควอนตัมแห่งอาเซียน
ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session โลกที่กำลังเข้าสู่ยุคควอนตัม และโอกาสของโคราช ในงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit 'The Gateway to Isan'
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด