สรุปรายงานจาก Lenovo 2026 องค์กรลงทุน AI เพื่ออะไร? เมื่อลงทุน 1 ดอลลาร์ ต้องคืน 2.85 เท่า และเบื้องหลังวิกฤติชิ้นส่วนที่ทุกองค์กรต้องรู้

ปี 2026 กำลังกลายเป็นปีที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกพูดถึง AI กันจนเป็นเรื่องปกติ คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่ "จะเริ่มใช้ AI เมื่อไหร่" แต่กลายเป็น "ลงทุน AI ไปแล้วได้ผลตอบแทนกลับมาเมื่อไหร่" ภาพการทดลองและเรียนรู้ที่เคยครอบงำตลาดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เริ่มถูกแทนที่ด้วยแรงกดดันจาก CIO ทั่วโลกที่ต้องการเห็นผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมก็กำลังเผชิญพายุลูกใหม่เรื่องการขาดแคลนชิ้นส่วน ที่ดันราคาสินค้าขึ้นทุกเดือนแบบไม่เคยเห็นมาก่อน

Lenovo จัดงานแถลงข่าวกลุ่มย่อยกับสื่อในประเทศไทย โดย คุณวรพจน์ ถาวรวรรณ ผู้จัดการทั่วไป Lenovo ประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน มาอัปเดตทิศทางตลาดปี 2026 ผลประกอบการล่าสุด งานวิจัยที่ทำร่วมกับ IDC รวมถึงเปิดตัวโซลูชัน Personal AI อย่าง Lenovo Qira และ Infrastructure AI ตัวใหม่ XIQ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่ทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและองค์กรทำงานร่วมกับเทคโนโลยี

ผลประกอบการ Record High ทั้งส่วนแบ่งตลาด รายได้ และกำไร

ภาพแรกที่ Lenovo อยากให้สื่อเห็นคือสถานะผู้นำในตลาด PC ที่บริษัทรักษาเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง โดย Lenovo ครองส่วนแบ่งตลาด PC ในระดับสูงทั้งในระดับโลก เอเชียแปซิฟิก และในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน เฉพาะในประเทศไทย หากนับรวมแล้ว Lenovo รักษาตำแหน่งผู้นำตลาดติดต่อกันราว 12 ไตรมาส ส่วนแบ่งตลาดในระดับโลกอยู่ที่ 25% ซึ่งเป็น Record High ขณะที่ในประเทศไทยช่วงไตรมาสสิ้นสุดเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทะยานขึ้นไปถึง 35% ทำสถิติใหม่เช่นกัน

ฝั่งผลประกอบการ ไตรมาสล่าสุดเป็นไตรมาสที่มีรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ที่ระดับ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 22 Billion US Dollar เติบโต 18% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ผลกำไรเติบโตถึง 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

หัวใจสำคัญของการเติบโตอยู่ที่กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Pocket จนถึง Cloud โดยกลุ่มสินค้า AI Related มียอดขายเติบโตถึง 72% Year on Year ทุกกลุ่มธุรกิจของ Lenovo เติบโตทั้งหมด PC โต 14%, Enterprise โต 32% และ Solution โต 18% ยิ่งไปกว่านั้น ในประเทศไทย Lenovo ได้รับการจัดอันดับโดย Fortune ให้เป็นหนึ่งใน Top 100 บริษัทใน Southeast Asia ที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด หรือ Best Company to Work For

งานวิจัยกับ IDC ชี้ปี 2026 เป็นปีที่ AI ต้องสร้างผลตอบแทนคืน ไม่ใช่ปีของการทดลองอีกต่อไป

งานวิจัยที่ Lenovo ทำร่วมกับ IDC สะท้อนภาพชัดเจนว่า กรอบความคิดเรื่อง AI ในปี 2026 ไม่ได้แตกต่างจากปี 2025 มากนัก ทุกอย่างยังคงเกี่ยวข้องกับ AI แต่นัยยะของการนำไปใช้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ปีที่ผ่านมาเป็นปีของการทดลองและเรียนรู้ แต่ปีนี้คือปีที่องค์กรต้องการเห็นผลสัมฤทธิ์จากการลงทุนทันที

หลักฐานชัดเจนคือลำดับความสำคัญของการเน้นผลลัพธ์ในรูปของรายได้และกำไรที่ขยับขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่อยู่ในลำดับที่ 8 ในปีที่แล้ว ขึ้นมาเป็นลำดับแรกในปีนี้ สะท้อนว่า CIO ทั่วโลกมองว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะลองผิดลองถูกอีกต่อไป แต่เป็นเวลาที่ AI ต้องเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้และกำไรของธุรกิจอย่างจริงจัง

ลำดับถัดมาคือการใช้ AI เพื่อ Reinvent ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่วนลำดับที่สามคือเรื่องการพัฒนาการให้บริการลูกค้า โดยที่หลายองค์กรในปัจจุบันใช้ AI ใน Call Center อยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบ Generative AI การยกระดับไปสู่ Agentic AI ยังถือว่ามีน้อย และในปีนี้คาดว่าจะเห็น Agentic AI เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Business Innovation และ Productivity ที่อยู่ในลำดับต้น

เมื่อซูมเข้าไปดูงบลงทุน พบว่ามากกว่า 96% ขององค์กรในผลสำรวจ มองว่าจะลงทุนเรื่อง AI เป็นลำดับแรก โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนา Generative AI Development รองลงมาคือ AI Agent Development หรือ Agentic AI ตามด้วย Public Cloud as a Service และ On-Premise Infrastructure ที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกันอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายองค์กรที่ขึ้นไปบน Cloud ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มประสบปัญหาบริการขัดข้อง รวมถึงปรากฏการณ์จอฟ้าเป็นพักๆ ของบริการที่อยู่บน Cloud ทำให้ On-Premise กลายเป็นทางเลือกที่กลับมามีน้ำหนัก ผนวกกับเรื่องของความปลอดภัยข้อมูล (Data Security) ที่องค์กรเริ่มตั้งคำถามว่าควรไว้วางใจ Cloud มากน้อยแค่ไหน

จาก 29% สู่ 66% สัดส่วนองค์กรที่ Deploy AI จริงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ตัวเลขที่น่าสนใจอีกชุดคือสัดส่วนการประยุกต์ใช้ AI ที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญระหว่างปี 2025 กับ 2026 ปีที่แล้วมีองค์กรที่ Deploy AI จริงเพียง 29% เท่านั้น ขณะที่ 56% ยังอยู่ในขั้น Considering หรือวางแผนศึกษา แต่ในปีนี้ตัวเลขกลุ่ม Deploy จริงพุ่งจาก 29% ขึ้นไปถึง 66% ขณะที่กลุ่มที่ยัง "ขอตูก่อน" เหลือเพียง 19% เท่านั้น

การใช้งาน AI แบ่งออกเป็น 2 ก้อนใหญ่คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ IT และ Non-IT ในฝั่ง IT ยังคงใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) เป็นหลัก ตามด้วย Cyber Security ซึ่งสามารถทำงานเชิงรุกแบบ Proactive โดย AI สามารถระบุได้ล่วงหน้าว่ามีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหล (Data Breach) หรือเกิด Leakage ซึ่งทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่ามนุษย์ ส่วน Software Development เห็นได้ชัดว่ามีการใช้ AI เข้ามาแทน Coding ทำให้ความจำเป็นในการมี Software Engineer ในจำนวนมากเหมือนเดิมลดลง

ฝั่ง Non-IT เห็นการใช้ในงาน Finance ค่อนข้างชัดเจน เช่นที่ Lenovo เองใช้ AI วิเคราะห์ P&L Simulate ระบบสามารถ Alert ได้เลยว่าตัวไหนที่เปลี่ยนแปลงจาก Cycle ก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมระบุสาเหตุที่เป็นไปได้และความเชื่อมโยงกับระบบหลังบ้าน ส่วนงาน Marketing มีการใช้ AI วิเคราะห์ Eyeball Tracking ในสื่อ Out of Home เพื่อจับว่าจุดใดมีคนมองเยอะ ซึ่งจะกำหนดราคาของป้ายโฆษณานั้นๆ ได้

เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว Data Analytic ใช้มากขึ้น 56%, Cyber Security เพิ่มขึ้น 74% Year on Year, Software Development +74%, Customer Service +57%, Marketing +77% และ Finance เติบโตถึง 115% ส่วนสัดส่วนระหว่าง Agentic AI และ Generative AI ยังใกล้เคียงกันที่ 22 ต่อ 27 โดย Generative AI ยังคงเป็น Majority อยู่ เนื่องจากหลายองค์กรยังต้องการให้คนเป็นผู้ตัดสินใจ ขณะที่บางองค์กรมองว่า Agentic AI ตัดสินใจได้ดีและแม่นยำกว่า โดยไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง

5 ข้อจำกัดสำคัญที่ CIO ทั่วโลกเจอ และเหตุผลที่ Hybrid จะมาแรงปี 2026

แม้กระแส AI จะแรง แต่งานวิจัยก็ฉายภาพข้อจำกัดที่ CIO และ CEO ทั่วโลกพบใน 5 หัวข้อหลัก เริ่มจากเรื่อง Skill ซึ่งหลายคนมี AI แต่นำไปใช้ไม่เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ใช้ AI แทนการ Search ข้อมูลแบบดั้งเดิมเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่การ Optimize ในขณะที่บางองค์กรใช้ AI แทนฟังก์ชันของ IoT ทั้งโรงงาน ก็ถือว่าใช้คุ้ม ลำดับถัดมาคือ Device ไม่พอ ปัจจุบันอุตสาหกรรมเผชิญปัญหา Shortage รุนแรง ทั้ง Memory, SSD และ CPU ขาดหมด ใครมี Supply มากกว่าก็ได้เปรียบ

ลำดับถัดมาคือ Scalable High Performing Cost Efficient AI Infrastructure ซึ่ง AI Server เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการ Migrate จาก Server ดั้งเดิม ตามด้วยเรื่องการทำงานร่วมกัน บางองค์กรนำ AI มาแทนที่งานเสร็จ แต่ไม่สามารถสร้าง Flowchart ให้ทำงานร่วมกับคนได้แบบ Seamless ทำให้ไม่เกิดประโยชน์ และลำดับสุดท้ายคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะเมื่อนำ AI ขึ้น Cloud มากเกินไป

หัวใจสำคัญที่ Lenovo ต้องการสื่อคือ ความสำคัญของ Data Security และ Privacy จะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น Topic สำคัญของ Corporate ใหญ่ๆ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นี่คือสาเหตุที่โซลูชันของทั้งอุตสาหกรรมจะมุ่งสู่ Hybrid มากกว่า Cloud Based ตั้งแต่ปี 2026 และโจทย์สำคัญของ Vendor รวมถึง Lenovo คือการตอบสนองยุทธศาสตร์ Hybrid ของลูกค้าให้ได้

ตัวเลขที่ตอกย้ำเทรนด์นี้คือ 88% ของการลงทุน AI CIO ระบุว่าต้องการผลตอบรับเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่การทำ Exploratory ไม่ใช่การทำวิจัย ไม่ใช่การทำ Pilot ปีนี้ถ้าไม่เกิดผลก็ไม่ลงทุน คาดว่าทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุน จะต้องมี Return กลับมามากกว่า 2.85 เท่า

เมื่อซูมมาที่ระดับอาเซียน พบว่ามี Adoption สูงคล้ายกับภาพรวมเอเชียแปซิฟิก โดยมีองค์กร 67% ที่ Deploy AI แน่นอนในปีนี้ ไม่ใช่แค่ Considering หรือ Early Stage โดยที่ Hybrid Inquiry สูงถึง 70% ส่วน Agentic AI จะถูกโฟกัสมากขึ้น 91% เมื่อเปรียบเทียบในระดับภูมิภาค เกาหลีนำเทรนด์ Agentic AI ที่ 74% ขณะที่อินเดียอยู่ที่ 59% ส่วนไทยอยู่ใน Top 3 ที่ 67%

หากแบ่งตามอุตสาหกรรม Telco นำที่ 88% ตามด้วย BFSI หรือกลุ่มธนาคารและการเงิน และ Retail ในขณะที่ภาครัฐใช้น้อยที่สุดในกลุ่ม โดย Deploy AI เพียง 41%

AI PC ครองครึ่งพอร์ต และเปิดตัว Lenovo Qira บุก Personal AI Ecosystem

มาฟากของ Lenovo เอง สัดส่วน AI PC โตขึ้นแบบก้าวกระโดด จากเมื่อ 2 ปีที่แล้วยังไม่ถึง 10% ของพอร์ต ปีที่แล้วขยับเป็น 20% Mix และในปีนี้ AI PC คิดเป็น 50% ของ Portfolio Mix เป็นที่เรียบร้อย หรือพูดง่ายๆ คือครึ่งหนึ่งของสินค้าที่ขายเป็น AI PC แล้ว และ Lenovo กำลังพัฒนาก้าวต่อไปสู่ Agent Native Device

ไฮไลต์ที่ Lenovo เปิดตัวที่งาน CES ในรอบ Launch ที่ Sphere คือ Lenovo Qira ระบบ AI Ecosystem ตัวใหม่ที่จะพัฒนาไปสู่ AI Super Agent Ecosystem โดย Personal AI ของ Lenovo มี Ecosystem ที่กว้างมาก ครอบคลุมตั้งแต่ Sensing Device, Wearable Device และแว่น AI เป็น Interactive Computing แบบครบวงจร โดยมีเครื่องหมายของ Lenovo Qira อยู่ตรงกลาง

จุดเด่นของ Lenovo Qira คือสามารถทำงานได้ทั้งบน On-Premise และ On-Cloud ในขณะที่ AI ตัวอื่นๆ ในตลาดวันนี้ต้องออน Internet เท่านั้น แต่ Qira สามารถทำงาน Offline ได้ ในวิดีโอสาธิต Qira ทำงานร่วมกับแว่น Concept Glasses เห็นในสิ่งที่ผู้ใช้เห็น เข้าใจสภาพแวดล้อมรอบตัว สามารถสรุปสิ่งที่พลาดไประหว่างวันได้ ทั้งอีเมลจากเพื่อนร่วมงาน ภาพจากครอบครัว เปิดเอกสารที่กำลังร่างอยู่ วิเคราะห์ Article พร้อมแนะนำการแก้ไข จัดรูปแบบ และส่งอีเมลออกไปได้โดยรับคำสั่งเพียงสั้นๆ

ที่น่าสนใจคือ Wearable ที่ห้อยคออยู่ ซึ่งเป็น AI Wearable Proof of Concept ทำหน้าที่บันทึกช่วงเวลาสำคัญตลอดวัน เปรียบเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่มานั่งฟังการประชุมด้วย เมื่อเสร็จประชุม ผู้ใช้สามารถถาม Qira ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง Qira จะบอกได้ทันทีว่ามีการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงระหว่างใครกับใคร เนื้อหาส่วนใหญ่เถียงกันเรื่องอะไร บทสรุปคืออะไร และจะกลับมาประชุมอีกทีเมื่อไหร่ พร้อมลงนัดในปฏิทินให้เรียบร้อย

ทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันแบบ Seamless ระหว่าง Motorola Ecosystem และ Lenovo Ecosystem จัดการนัดหมายจากโทรศัพท์มือถือแล้ว Sync เข้าไปที่ Copilot Outlook สามารถ Retrieve งานขึ้นมาให้ AI ช่วยวิเคราะห์ แก้ไข และส่งงานได้โดยไม่ต้องออน Internet เมื่อกลับมา Online อีเมลก็จะออกจาก Outbox เป็น Sent Item อัตโนมัติ

XIQ ยกเครื่อง Enterprise Infrastructure จาก Silos สู่ Seamless

ในฝั่ง Infrastructure AI Lenovo มองว่าตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Traditional Compute สู่ Cloud Compute และก้าวต่อไปคือ AI Compute ที่ต้องเป็น Hybrid วิสัยทัศน์ของ Lenovo คือการนำพาธุรกิจไปสู่ Enterprise AI Twins โดยเชื่อว่า Data Knowledge Make Enterprise Intelligence Possible and Imperative

XIQ คือ Key Success Factor ของ Enterprise Infrastructure ใหม่ของ Lenovo เป็น AI Agentic ตัวล่าสุดที่ฝังอยู่ใน Infrastructure ของ Server เดิมที การให้ Server ทำงานต้องป้อนคำสั่งและวิเคราะห์ทีละเรื่อง การทำงานแบบนี้เรียกว่า Silos แต่ XIQ สามารถวิเคราะห์ แนะนำ และตัดสินใจให้ผู้ใช้งานได้ทั้งหมด

ด้านซ้ายของภาพคือ Enterprise แบบเดิมที่งานบางส่วนอยู่บน Cloud บางส่วนอยู่ที่ Device ต้อง Retrieve ข้อมูลทีละอันแล้วสร้าง Correlation ระหว่างงาน IT Operation ต้องใช้คนคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ ในขณะที่ XIQ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง Multi-Device Multi-Platform แบบ Seamless วิเคราะห์ Anticipate คาดเดาปัญหาที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า ป้องปรามปัญหา แนะนำวิธีแก้ และตัดสินใจแก้ปัญหา ทำงานเร็วกว่าปกติหลายสิบเท่า

แพลตฟอร์มใหญ่ที่ XIQ เข้าไปทำงาน แบ่งเป็น 3 ก้อนหลัก ก้อนแรกคือ Hybrid Cloud ทำให้ลูกค้าที่ใช้ Infrastructure ของ Lenovo กับ Cloud ของใครก็ตามทำงานร่วมกันได้แบบไม่ Silo อีกต่อไป ก้อนที่สองคือ Digital Workplace Platform ที่ทำ Hyper-Personalized Experience สามารถ Detect ล่วงหน้าได้ว่าซอฟต์แวร์ที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็น ERP หรือ SAP ควรจะนำมาวิเคราะห์ต่อยอดธุรกรรมอย่างไรให้เกิด Productivity สูงสุด และก้อนสุดท้ายคือ Agent Platform ที่ Manage Across Platform ได้เร็วและ Seamless กว่า

Use Case ทั่วโลก จาก Singapore Logistics ถึง FIFA และ Healthcare

Lenovo นำเคสเหล่านี้ไป Apply ที่ลูกค้าทั่วโลกเป็นจำนวนมาก หนึ่งใน Success Case ที่น่าสนใจคือ ST Logistics ในสิงคโปร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ WHA ของไทย ทำธุรกิจ Logistics และ Warehousing แต่ไม่ได้แค่ใช้ Robot ยกของขึ้นลง Robot จะทำงานได้ Optimize สูงสุดเมื่อใส่ AI Infrastructure เพิ่มเข้าไป Sensoring จะดูเลยว่าออเดอร์ที่เข้ามาในระบบวิ่งไปหยิบของที่ไหนบ่อย จากนั้น Manage Warehouse ได้ว่า Pallet ไหนใช้บ่อย Pallet ไหนไม่บ่อย ทำให้ Robot วิ่ง Efficient ขึ้น และเมื่อ IoT Optimize เต็มที่ ก็กลายเป็น Dark Warehouse ที่ไม่ต้องเปิดไฟเพราะไม่มีคน

ตัวอย่างที่ใกล้กว่านั้นคือโรงงานผลิต Computer ของ Lenovo ที่เทียนจิน ซึ่งเป็น Zero Electricity ปิดไฟผลิต ผลิตได้วันละหลายหมื่นเครื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่เพียง 1 คน ดูแค่ Monitor หน้าจอ ทั้งหมดเป็น Robotic 100% เพราะ Robot ไม่ต้องใช้ตามอง ใช้ Sensoring 100% Efficiency สูงเพราะหุ่นยนต์ไม่มีความผิดพลาดและไม่หลุดรอดสายตา

ในวงการกีฬา Lenovo เป็น Official Partner ของ FIFA และ Technology Sponsor ของ Formula 1 รวมถึง FIFA World Cup ที่จะเตะเดือนหน้า เทคโนโลยีของ Lenovo รับผิดชอบทั้งระบบเช็คล้ำหน้า Goal Line การ Reverse Angle ภาพช้า รวมถึงการถ่ายทอดสด AI สามารถแนะนำได้ว่าเมื่อบอลพาสไปจุดไหน ควรจะ Switching กล้องตัวไหน โดยไม่จำเป็นต้องใช้คน Manual Switching ทำให้การถ่ายทอดสดมีความ Seamless มากขึ้น เช่นเดียวกับ Formula 1 ที่ Frame Rate สูงระดับ 1 ต่อแสน 1 ต่อหมื่น เทคโนโลยี AI สามารถ Capture และตัดต่อให้ผู้ชมเห็นมุมมองในรถ มุมมองของ Controller ได้ทันสถานการณ์

ในประเทศไทย Nice Apparel ได้ Deploy AI Infrastructure SAP HANA แบบ For HANA ใช้ในการวิเคราะห์ Line Production การผลิตเสื้อผ้า ขณะที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นใช้ Digital Workplace Solution ที่มุ่งเน้นเรื่อง Carbon Dioxide Offset ซื้อบริการของ Lenovo เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็น Service ที่ Lenovo เคยให้ข้อมูลกับสื่อตั้งแต่ปีที่แล้ว และเริ่มเห็นการ Deploy จริงในหลายองค์กร

ด้าน Healthcare เดิมหมอต้องเอาฟิล์ม X-Ray มาดู แต่วันนี้ AI สามารถอ่านค่าและบอกได้เลยว่าเจอ Symptom ตรงไหน รอยเปื้อนน่าจะเป็นอะไร โดยเฉพาะการวินิจฉัยมะเร็งที่ต้องการ Second Opinion หรือ Third Opinion ในประเทศคาซัคสถาน Lenovo ใช้ AI Device ร่วมกับ AI Infrastructure วิเคราะห์มะเร็งได้เร็วกว่าปกติถึง 10 เท่าตัว ในอนาคตเมื่อเป็น Digital Twins จะยิ่งง่ายกว่านี้ เพราะสามารถจำลองคนที่มีบุคลิกคล้ายผู้ป่วย เพื่อทดสอบว่าเมื่อให้ Chemotherapy แล้วผลจะเป็นอย่างไร แทนที่จะให้คีโมจริงแล้วเสี่ยงต่อร่างกาย

คอมมิทเมนต์เรื่อง Privacy, Governance และ Hybrid Strategy

ในแง่ของ AI Commitment สิ่งที่ Lenovo จะไม่ Compromise คือเรื่อง Protection, Privacy และ Governance โดยมองว่าเทรนด์การ Deploy AI ทั้งหมดจะมุ่งสู่ Security มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

โดยสรุป Lenovo มองว่าตัวเองคือเจ้าของ Personal AI ด้วย 50% Mix Portfolio และเป็นผู้นำในตลาด PC ทั้งในไทยและทั่วโลก พร้อมก้าวสู่ Enterprise AI ผ่าน HTC, Neptune Liquid Cooling และ Public AI โดยมี XIQ เป็น Backbone ที่ทำให้ Public AI กับ On-Premise ทำงานเป็น Hybrid แบบ Seamless

หนึ่งในเคสที่น่าทึ่งคือลูกค้าที่ใช้ Server ในการผลิตหนังจำนวน 3-4 ร้อยเครื่อง Lenovo Migrate จาก Server เดิมเป็น Neptune Liquid Cooling Server เหลือเพียง 100 เครื่อง ใช้พื้นที่น้อยลง ผลิตความร้อนน้อยลง สร้างภาวะโลกร้อนน้อยลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 30% นี่คือทิศทางที่ Lenovo มองว่าลูกค้าทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น Consumer, Enterprise, SME หรือองค์กรขนาดใหญ่ ต้องมีเรื่อง Inclusive ความเป็นเจ้าของของ Data รวมถึงความโปร่งใสในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม วันนี้ Lenovo จึงไม่ใช่บริษัทที่ขายแค่ Product อีกต่อไป แต่กลายเป็น Consultancy Service ที่ให้คำปรึกษาลูกค้าได้ในทุกภาคส่วน

ดีมานด์ AI ยังไม่ลด แม้เศรษฐกิจไม่แน่นอน

หลังจบการนำเสนอ คุณวรพจน์ได้เปิดวงสนทนากับสื่อมวลชน โดยประเด็นแรกที่ถูกหยิบขึ้นมาคือคำถามว่าในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ดีมานด์ AI Investment ลดลงหรือไม่ คำตอบจากคุณวรพจน์ค่อนข้างชัดเจนว่าไม่พบสัญญาณดีมานด์ที่ลดลงเลย เพราะวันนี้เทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในทุกภาคส่วน แม้กระทั่งข่าวสงครามในเมืองเล็กเมืองใหญ่ก็มีการใช้ Drone มากกว่าปืนแบบเดิม ยิ่งสถานการณ์เศรษฐกิจไม่มั่นคงเท่าไหร่ องค์กรยิ่งมองหาวิธีทำให้ตัวเอง Efficient มากขึ้น ซึ่งหนทางคือการ Deploy Technology เข้ามาทำให้กำไรดีขึ้นและ Cost Effective มากขึ้น สะท้อนผ่าน Annual Demand ของ Memory ในปัจจุบันที่สูงกว่ากำลังการผลิตเกิน 3 เท่าตัวของ Annual Capacity ที่ Pending อยู่ และออเดอร์ก็ไม่มีแนวโน้มลดลงในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่ง Lenovo ในฐานะแบรนด์ PC ขนาดใหญ่ระดับโลก ก็ได้เปรียบเรื่อง Volume Purchase เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น

ทำไม Hybrid Cloud จะเป็นคำตอบของปี 2026

ประเด็นต่อเนื่องคือเรื่องการโจมตี Data Center ที่กระทบต่อทิศทาง Cloud คุณวรพจน์อธิบายว่าการโจมตีเหล่านั้นส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ Data Center ของ Cloud โดยเฉพาะจุดที่ Condense ที่สุดหรือ Farm ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Hybrid Solution กลายเป็นสิ่งที่ CIO หลายรายเห็นตรงกัน เพราะถ้าทุกคนเอาข้อมูลไปเก็บรวมกันใน Cloud Based ที่ใดที่หนึ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นความเสี่ยงก็จะสูงตาม แต่ถ้า Hybrid ถูก Deploy จริง ทุกคนจะมี Mirror อยู่ที่ไซต์ตัวเอง โอกาสเกิดการโจมตีแบบกระจัดกระจายไปทั่วโลกจึงน้อยมาก ปีนี้จึงเป็นโอกาสของ Hybrid Cloud อย่างแท้จริง สอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่ากว่า 70% ของ CIO จะ Focus มาที่ Hybrid

Back Order, Supply Chain และเกมประมูลที่เปลี่ยนไป

เมื่อสื่อถามต่อถึงปัญหา Supply Chain และ Logistics Cost ในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า คุณวรพจน์ระบุว่าตลอด 2 เดือนกว่าที่ผ่านมา Logistics Expense ยังไม่กระทบ แต่ Exchange Rate มีกระทบบ้างเพราะค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อน และเนื่องจาก Lenovo เป็นสินค้านำเข้าจึงได้รับผลเมื่อค่าเงินอ่อน ส่วน Logistics เองยังไม่เกิด Significant Increase ในด้านการส่งสินค้า ปัจจุบัน Lenovo มี Back Order ที่ส่งให้ลูกค้าไม่ได้พอสมควร ทั้ง Client PC และ Server แต่นี่เป็นปัญหาของทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่เฉพาะ Lenovo และด้วย Scale ที่ใหญ่ก็ทำให้ได้ Allocation มากกว่าแบรนด์อื่น ทำให้ยัง Retain ตำแหน่งผู้นำตลาดในไตรมาสล่าสุดได้ ทั้งนี้คาดว่าสถานการณ์นี้จะยังไม่ดีขึ้นในอนาคตอันใกล้ อย่างน้อยลากยาวถึงสิ้นปี

ฝั่งการประมูลภาครัฐและภาคเอกชนก็มีภาพที่ต่างกัน ภาคเอกชนยังพูดคุยกันได้ มีการจัดเตรียมงบประมาณใหม่เพื่อประมูลใหม่ แต่ภาครัฐที่วาง TOR มาค่อนข้างนาน ราคาที่ยื่นต่ำกว่าราคาต้นทุนเยอะมาก หลาย Vendor จึงไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ มีปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครยื่นเลยเพราะขาดทุนหนัก ในมุมยอดขายโดยรวม Consumer ในช่วงต้นปียังคงโตเพราะลูกค้า Forsee ว่าราคาจะโดดขึ้น เลยรีบซื้อ ตัวเลข Spike ขึ้นต่อเนื่อง 3 เดือน ขณะที่ Commercial Project ภาครัฐ Decline ชัดเจน แต่ Mid Market หรือองค์กรขนาดกลางกลับซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีการซื้อแบบ As a Service มากขึ้นเพื่อไม่ต้องกังวลเรื่องราคาขึ้นลง ทำให้ภาพรวมของ Lenovo ยังโตปีต่อปีแบบนิดๆ

Client PC ขึ้น 30%, Server กระโดด 300% กับเคส RAM ระยองที่กลายเป็น "ทอง"

มาถึงประเด็นเรื่องราคาที่ปรับขึ้นและการบริหารจัดการ Net Plastic คุณวรพจน์อธิบายว่าราคาขึ้นเยอะตามต้นทุน Shortage ตั้งแต่ Memory, SSD, CPU ไปจนถึง GPU เมื่อ Component มากกว่า 60-70% อยู่ในภาวะขาดแคลน ต้นทุนสูงขึ้น Lenovo จึงปรับราคาขึ้นทุกเดือนตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน อย่างน้อยเดือนละ 1 รอบ แต่ตัว PC Client ยอดจำหน่ายไม่ตก Server อาจส่งของไม่ทันบ้าง แต่ยังโต Double Digit เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในแง่การบริหารจัดการ Lenovo เคยพูดถึง Net Zero ปี 2050 โดยภายใน 3-4 ปีข้างหน้า (2030) ต้อง Halfway Through 50% เคสมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ Net Zero โดยมีออปชันให้ลูกค้าเลือก Configure To Order (CTO) เช่น ลูกค้าองค์กรซื้อ 100 เครื่องใส่กล่องเดียวแบบ Stack ลดวัสดุ เลือกสินค้า Recycle 100% เลือกโหมดขนส่งแบบไฟฟ้าที่ไม่ใช้ Fuel และออก Carbon Offset Certification ให้ลูกค้า Lenovo เริ่มทำเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2020 ครบ 6 ปีแล้ว ทำให้ต้นทุนไม่สวิงมากเกินไป

เมื่อสื่อขอให้สรุปตัวเลขราคาที่ปรับขึ้นแบบเป็นรูปธรรม คุณวรพจน์ระบุว่า Client PC ปรับขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับปลายปีที่แล้ว ส่วน Server ปรับขึ้นประมาณ 3 เท่าตัว หรือ 300% ลูกค้ายังซื้อเพราะกังวลว่าจะขึ้นไปอีก ไม่หยุดแค่ 300% มีเคสตัวอย่างที่น่าสนใจคือลูกค้าที่ระยอง ต้นปีที่แล้ว Distributor อยาก Clear Stock ทิ้ง RAM มาให้ 700 ชิ้นที่ราคา 2,000 บาทต่อชิ้น วันนี้กลับ Resell ที่หน้าบ้านในราคา 32,000 บาทต่อใบ ตัวเลขที่เปลี่ยนใน 8 เดือนนี้สะท้อนภาพความตึงตัวของตลาดได้เป็นอย่างดี

AI Infrastructure ไทย: Telco และ Banking นำ ภาครัฐยังตามไม่ทัน

ในมุมความพร้อมของ AI Infrastructure ในประเทศไทย คุณวรพจน์มองว่าสอดคล้องกับงานวิจัยที่ Telco ของไทยล้ำหน้าไปพอสมควร Deploy ไปเยอะแล้ว FSI Banking ก็เช่นกัน ส่วนอุตสาหกรรมอื่นยังมี Room ให้โตอีกเยอะ โดยเฉพาะภาครัฐ ที่ยังไม่ได้ Deploy แบบเป็นชิ้นเป็นอัน ยัง Deploy แบบจุดโน้นจุดนี้ ยังไม่ Seamless เชื่อมโยงกัน เพราะ AI จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนที่ลงทุนทำงานร่วมกันเท่านั้น เมื่อสื่อตามต่อด้วยคำถามเรื่อง Weakness ของไทยในเชิง Infrastructure คุณวรพจน์ระบุว่าปัจจุบันมีช่องโหว่เรื่อง Security ค่อนข้างหลากหลายในหลายประเทศรวมถึงไทย เป็นเรื่องที่เข้าไปแก้กันเยอะ อีกเรื่องคือ API หลายองค์กรใช้ ERP ของแบรนด์ดัง การจะนำ ERP หรือ Back End Operating System นั้นๆ มาใช้ AI ต่อยอดต้องใช้ ISV และโปรแกรมเมอร์เขียน API Code ปีนี้นโยบายของ Lenovo จึงเน้นสร้าง ISV Community ที่โฟกัส Vertical หลักอย่าง Manufacturing, Retail, Healthcare เป็น Primary และมี Secondary ในกลุ่ม Banking เพื่อเมื่อลูกค้ามี Inquiry สามารถนำ ISV จับมือกับ Engineer ของ Lenovo ไปคุยรับโจทย์ เขียน Code ทำ POC ให้เกิด Error น้อยที่สุดแล้ว Deploy เพราะนี่คือ Solution ที่ต้อง Personalize ไม่สามารถใช้ซอฟต์แวร์ตัวเดียวจบทุกบ้านได้

ส่วนเรื่องความพร้อมของ Data ในประเทศไทย คุณวรพจน์มองว่ายังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ภาครัฐเห็นชัดว่าข้อมูลของแต่ละหน่วยยังไม่ Link กัน 100% มีหลายเคสที่จดหมายจับความเร็วมาแล้วยังต่อภาษีได้อยู่ องค์กรเอกชนก็เช่นกัน เคยเจอ Corporate ที่พัฒนาในเชิง IT ดีมาก แต่ไม่สามารถ Link ไปที่ Warehouse และ Finance ได้ กลายเป็น AI 3 ก้องที่ไม่คุยกัน Warehouse มี AI ของตัวเอง Finance มี AI วิเคราะห์ R&D ก็มี แต่ไม่ Seamless เมื่อวิเคราะห์ได้ว่าสินค้าตัวนี้ขายไม่ดี ก็ต้องเอาเข้าที่ประชุมแทนที่จะ Link ไป Agentic บอก Warehouse ลดสั่งซื้อ ในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อสื่อถามว่า Lenovo Qira จะรองรับภาษาไทยเมื่อไหร่ คำตอบคือตอนนี้ยังไม่มีภาษาไทย ปีนี้ยังเป็นภาษาอังกฤษไปก่อน มีแผนแต่ยังไม่ใช่ปีนี้

กระแส AI PC, Windows 11 และสัดส่วน B2B กับ B2C ปี 2026

ปิดท้ายด้วยคำถามเรื่องตลาด AI PC ในประเทศไทย ที่คุณวรพจน์มองว่าคนเริ่มเห็นความต้องการมากขึ้น เช่น คนที่เล่น Claude บน CPU Core i3 ธรรมดาจะเห็นว่า Render ภาพแล้วเครื่องหมุนติ้ว ทำให้เริ่มรู้แล้วว่าต้องมี NPU ทำงานร่วมกับ GPU โชคดีที่ต้นทุน NPU ไม่ขึ้น ขึ้นเฉพาะ Memory ทำให้ Price Gap ระหว่าง PC ทั่วไปกับ AI PC ลดลง เพราะ PC ทั่วไปแพงขึ้นจาก CPU, GPU, Memory, SSD ที่ขึ้น ขณะที่ AI PC แพงอยู่แล้วและไม่ได้แพงขึ้นเท่าไหร่ ผนวกกับ AI Tools เป็น Common Practice เมื่อใช้กับ Device ที่อืดก็ Enforce ให้ต้อง Migrate เหมือนการเปลี่ยนโทรศัพท์เมื่อ OS อืด ทุกวันนี้ AI PC จึงเป็น Common Use แต่ก็ยังมีลูกค้าที่ซื้อ AI PC ตัวท็อปไปอวดเพื่อนโดยไม่ได้ใช้ AI Features อยู่ใน Portion ที่ Significant

ในแง่กำลังซื้อ คุณวรพจน์ยอมรับว่าราคาที่ปรับขึ้นซ้ำเติมระดับหนึ่ง อยู่ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ง่าย GDP ถูก Revise ลงเหลือ 1.6 เมื่อต้นทุนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาขายก็ต้องปรับขึ้นตาม แต่ Factor บวกคือเทคโนโลยีขาดไม่ได้ องค์กรอาจต้องปรับการใช้จ่ายส่วนอื่นเพื่อลงทุนกับ IT ที่คุ้มกว่า โชคดีที่ Lenovo อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูงในเรื่องเหล่านี้ และอีกตัวเร่งคือการหยุด Service ของ Windows 11 ปีที่แล้วคนอาจยังไม่เปลี่ยนทันที แต่เมื่อผ่านไป 6-8 เดือน เริ่มชัดว่าเปิดไฟล์เพื่อนแล้วไม่เหมือนเพื่อน Edit กลับไม่ได้ Lenovo จึงพยายามรักษาราคาต่ำกว่า 20,000 บาทเอาไว้บางส่วนเพื่อลดภาระผู้บริโภค แต่กลุ่มสินค้าขายดีที่สุดในตลาด Consumer ตอนนี้คือกลุ่มหมื่นปลายๆ ถึง 20,000 กลางๆ ไม่ใช่หมื่นต้นหรือหมื่นกลาง ส่วน AI PC จะเริ่มที่ราว 20,000 กลางๆ

คำถามสุดท้ายเป็นเรื่องสัดส่วน B2B กับ B2C ในประเทศไทย โดยปีที่แล้วอยู่ที่ 70-30 โดย Commercial 70% เพราะมีโปรเจกต์ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) ถ้าไม่รวม MOE จะอยู่ที่ราว 55-45 โดย Commercial ต้องซอยอีกเป็น SMB กับโปรเจกต์ใหญ่ ปีนี้คาดว่าสัดส่วนจะลงตัวมากขึ้นที่ SMB 25%, Consumer 35% ที่เหลือเป็นโปรเจกต์ใหญ่

ที่มา: งานแถลงข่าวกลุ่มย่อยของ Lenovo Thailand นำโดย คุณวรพจน์ ถาวรวรรณ ผู้จัดการทั่วไป Lenovo ประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เปิดรายงาน ‘Project Thara’ เจาะลึกตลาด RWA Tokenization ไทย เครื่องมือระดมทุนยุคใหม่สำหรับภาคธุรกิจ กับโอกาสโต 1.7 ล้านล้านบาท

Key Messages จาก Project Thara รายงานเชิงลึกที่เผยการประเมินกลุ่มสินทรัพย์ในไทยซึ่งพร้อมในการแปลงเป็นโทเคนดิจิทัล ว่ามีโอกาสสร้างมูลค่าผ่าน RWA Tokenization ถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร...

Responsive image

LINE MAN Wongnai เปิดตัว AI Customer Service ดูแลร้านค้า ได้ใช่แค่ 'ตอบคำถาม' แต่ 'แก้ปัญหาจบครบในที่เดียว

LINE MAN Wongnai เปิดตัว AI Customer Service ร่วมกับ LINE Plus ภายใต้ ActEngine AI ดูแลร้านค้าพาร์ทเนอร์กว่า 700,000 ร้านแบบ End-to-End ลดเวลาจัดการเคส 66% เพิ่มความแม่นยำ 16% จัดก...

Responsive image

9 เรื่องที่ผู้บริหารต้องเข้าใจก่อนลงทุน Agentic AI พร้อมแนวทางปรับใช้ทั้งองค์กร และการวัด ROI อย่างเป็นรูปธรรม

เจาะลึก 9 บทเรียนสำคัญที่ผู้บริหารต้องเข้าใจก่อนลงทุน Agentic AI ตั้งแต่วิธีคิดแบบ End-to-End การวาง Governance จนถึงการวัด ROI ที่จับต้องได้จริงจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ABeam Consult...