เจาะลึกรายงาน McKinsey เผยสถานะ AI ปี 2025 เมื่อองค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นทดลอง แต่เห็นแววปฏิวัติธุรกิจ

เจาะลึกรายงาน McKinsey เผยสถานะ AI ปี 2025

โลกธุรกิจในปี 2025 เดินทางมาถึงจุดที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือที่องค์กรเกือบทุกแห่งนำมาใช้งาน อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดจาก McKinsey ในหัวข้อ "The State of AI in 2025: Agents, Innovation, and Transformation" ได้แสดงให้เห็นถึงความจริงที่น่าสนใจว่า แม้ AI จะถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่องค์กรส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้นของการนำ AI ไปใช้ประโยชน์ในระดับองค์กรอย่างแท้จริง และยังคงเผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านจากโครงการนำร่องไปสู่การสร้างผลกระทบที่วัดผลได้ในวงกว้าง

รายงานฉบับนี้ได้สรุปประเด็นสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงภูมิทัศน์ของ AI ในปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยการทดลอง, ความตื่นตัวในเทคโนโลยีใหม่ๆ และสัญญาณบวกที่เริ่มปรากฏ แม้ผลลัพธ์ทางการเงินในภาพรวมจะยังไม่เด่นชัดนัก

1. AI Agents คลื่นลูกใหม่ที่กำลังก่อตัวแรง (และเร็วกว่าที่คิด)

ขณะที่หลายองค์กรยังคงมุ่งเน้นไปที่ Generative AI แบบดั้งเดิม คลื่นลูกใหม่อย่าง AI Agents ก็ได้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและทรงพลัง AI Agents คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวไปอีกขั้น สามารถวางแผนและดำเนินการหลายขั้นตอนต่อเนื่องกันได้โดยอัตโนมัติเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ซับซ้อน เปรียบเสมือนพนักงานดิจิทัลที่มีความสามารถในการคิดและลงมือทำ

ผลสำรวจชี้ชัดว่า 62% ขององค์กรทั่วโลกได้เริ่มต้นทดลอง (Experimenting) ใช้งาน AI Agents แล้ว ตัวเลขนี้สูงอย่างมีนัยสำคัญและบ่งชี้ว่าองค์กรต่างๆ ตระหนักถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในการปฏิวัติกระบวนการทำงานที่ซับซ้อน

แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ AI Agents ได้ถูกนำไปทดลองใช้แล้วในหลายสายงาน โดยเฉพาะใน แผนกไอที (IT) และการบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องการระบบอัตโนมัติในการจัดการกับปัญหาและค้นหาข้อมูลเชิงลึกที่ซับซ้อน

การมาถึงของ AI Agents คือสัญญาณการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ AI เป็น "เครื่องมือ" (Tool) ไปสู่การมี AI เป็น "ผู้ร่วมงาน" (Collaborator) องค์กรที่ไม่เริ่มศึกษาและทดลองเทคโนโลยีนี้ตั้งแต่วันนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะตามหลังคู่แข่งในอนาคตอันใกล้

2. ปรากฏการณ์ผลกระทบสองระดับ เห็นผลในระดับจุลภาค แต่ยังไม่สะเทือนถึงมหภาค

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดประเด็นหนึ่งในรายงาน คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผลกระทบของ AI ที่เกิดขึ้นในระดับโครงการย่อย กับผลกระทบในภาพรวมของทั้งองค์กร

ความสำเร็จที่จับต้องได้ในระดับโครงการ

  • ด้านรายได้ (Revenue): AI พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจริง โดยเฉพาะในสายงาน การตลาดและการขาย (Marketing and Sales), กลยุทธ์และการเงินองค์กร (Strategy and Corporate Finance), และการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ (Product or Service Development) ซึ่งเป็น 3 อันดับแรกที่ผู้ตอบแบบสำรวจรายงานว่าเห็นการเติบโตของรายได้จากการใช้ AI
  • ด้านต้นทุน (Cost): ในขณะเดียวกัน AI ก็แสดงประสิทธิภาพในการลดต้นทุนได้อย่างยอดเยี่ยม โดยสายงานที่เห็นผลชัดเจนที่สุดคือ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering), การผลิต (Manufacturing), และไอที (IT)
  • ด้านนวัตกรรม (Innovation): มากไปกว่าตัวเลขทางการเงิน ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 64% ยืนยันว่า AI ช่วยส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเป็นคุณค่าเชิงกลยุทธ์ที่ประเมินค่าไม่ได้

ช่องว่างสู่ผลกำไรระดับองค์กร

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระดับจุลภาคเหล่านี้อาจสร้างภาพที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงได้เมื่อมองจากมุมของคณะผู้บริหารระดับสูง เพราะเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ในภาพรวมของทั้งองค์กร กลับมีเพียง 39% เท่านั้นที่รายงานว่าเห็นผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของความท้าทายที่เรียกว่า ช่องว่างแห่งการขยายผล (The Scaling Gap) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรส่วนใหญ่สามารถสร้างเกาะแห่งความสำเร็จขึ้นมาได้ แต่ยังขาดกลยุทธ์ โครงสร้างพื้นฐาน และทักษะที่จำเป็นในการเชื่อมโยงความสำเร็จเล็กๆ เหล่านี้ให้กลายเป็นคลื่นขนาดใหญ่ที่สามารถยกระดับผลประกอบการของทั้งบริษัทได้อย่างแท้จริง

3. เมื่อผู้นำใช้ AI เพื่อเติบโตไม่ใช่แค่เพื่อประหยัด

ความท้าทายในการขยายผลนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิค แต่มีรากฐานมาจากความแตกต่างเชิงกลยุทธ์อย่างลึกซึ้ง และบางทีข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญที่สุดจากรายงานฉบับนี้ก็คือ "รอยแยกทางความคิด" ที่แบ่งแยกระหว่างองค์กรทั่วไปกับกลุ่มที่เรียกว่า ‘AI High Performers’ หรือองค์กรที่มีประสิทธิภาพในการใช้ AI สูง ซึ่งนิยามว่าเป็นองค์กรที่รายงานว่า AI สร้างผลกระทบต่อ EBIT มากกว่า 5% และสร้างคุณค่าอย่างมีนัยสำคัญ 

จุดร่วมที่องค์กรเกือบทั้งหมดมีเหมือนกันคือการแสวงหาประสิทธิภาพ โดย 80% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมดระบุว่าประสิทธิภาพ (Efficiency) เช่น การลดต้นทุนผ่านระบบอัตโนมัติ เป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของการนำ AI มาใช้ แต่สิ่งที่ทำให้กลุ่ม AI High Performers แตกต่างและโดดเด่นออกไปคือ พวกเขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น แต่มองว่าประสิทธิภาพเป็นเพียงผลพลอยได้พื้นฐาน พวกเขาตั้งเป้าหมายที่สูงกว่าโดยมุ่งเน้นไปที่การเติบโต และ นวัตกรรม ควบคู่กันไปในสัดส่วนที่สูงกว่าองค์กรอื่นอย่างเทียบไม่ติด 

แทนที่จะถามเพียงว่า "เราจะใช้ AI ลดต้นทุนในกระบวนการเดิมได้อย่างไร?" ผู้นำเหล่านี้จะตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์ว่า "เราจะใช้ AI เพื่อสร้างธุรกิจใหม่, บุกตลาดใหม่ หรือมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้าได้อย่างไร?" พวกเขาใช้ AI เป็นแกนกลางในการทบทวนและปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ, พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในรูปแบบใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์เชิงรุกที่มุ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อผลกำไรในระยะสั้น

4. มุมมองเรื่องผลกระทบของ AI ต่อจำนวนพนักงานยังแตกต่างกันอยู่ 

พอหลายบริษัทเริ่มใช้ AI มากขึ้น ผู้คนก็มีความเห็นที่หลากหลายว่าปีหน้า AI จะกระทบจำนวนพนักงานหรือไม่ ถ้าดูเฉพาะแผนกที่ใช้ AI คนส่วนใหญ่บอกว่าปีที่แล้วจำนวนพนักงานยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง ในแผนกส่วนใหญ่มีไม่ถึง 20% ที่บอกว่าคนลดลงตั้งแต่ 3% ขึ้นไป และมีสัดส่วนน้อยกว่านั้นที่บอกว่าต้องจ้างคนเพิ่มเพราะ AI

แต่พอถามถึงปีหน้าหลายคนกลับคิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเยอะขึ้น ปีที่แล้วมีคน 17% บอกว่าพนักงานในแผนกลดเพราะ AI แต่พอปีหน้าตัวเลขนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็น 30% ที่คาดว่าพนักงานในแผนกจะลดลง และพอถามถึงภาพรวมทั้งบริษัท ความเห็นก็ยังแตกต่างกัน กลุ่มใหญ่ที่สุดคิดว่าปีหน้าไม่ค่อยมีผลอะไร กลุ่มที่สอง 32% คาดการณ์ว่าคนจะลดลงอย่างน้อย 3% ส่วนกลุ่มที่สาม 13% คิดว่าจะจ้างคนเพิ่มอย่างน้อย 3%

มีข้อน่าสนใจคือ บริษัทใหญ่ ๆ มักจะคิดว่า AI จะทำให้ต้องลดพนักงาน มากกว่าบริษัทเล็ก ๆ ส่วนกลุ่มที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือที่เรียกว่า "AI high performers" กลับมองว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดคนหรือเพิ่มคนก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่มาจากบริษัทใหญ่ บอกว่าปีที่แล้วก็มีการจ้างงานตำแหน่งที่เกี่ยวกับ AI และตำแหน่งที่เป็นที่ต้องการสูงเป็นที่ต้องการในทุกที่คือ  Software Engineers กับ Data Engineers

5. คนเริ่มหันมาจัดการความเสี่ยง AI มากขึ้น เพราะเริ่มเจอปัญหาจริงแล้ว

ข้อมูลในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาพบว่าบริษัทส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้จัดการความเสี่ยง AI กันเท่าไหร่ แต่ผลสำรวจล่าสุดจำนวนคนทื่บอกว่าบริษัทเริ่มจัดการความเสี่ยงพวกนี้ เช่น เรื่องข้อมูลส่วนตัว เรื่องที่ AI อธิบายไม่ได้ เรื่องชื่อเสียงบริษัท หรือเรื่องทำผิดกฎ ก็เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2022 เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ ปี 2022 บริษัทจัดการความเสี่ยง AI เฉลี่ยแค่ 2 อย่าง แต่ปัจจุบันจัดการเฉลี่ย 4 อย่างแล้ว

ข้อมูลยังชี้อีกว่าความเสี่ยงที่บริษัทเจอกับความเสี่ยงที่บริษัทพยายามแก้ มันคือเรื่องเดียวกัน หรือพูดง่ายๆ คือถ้าเคยเจอปัญหาจากเรื่องไหนก็จะไปหาทางป้องกันเรื่องนั้น

สรุปคือ 51% ของบริษัทที่ใช้ AI บอกว่าเคยเจอผลกระทบเชิงลบจาก AI อย่างน้อย 1 ครั้ง ปัญหาที่เจอบ่อยสุดคือ AI ทำงานไม่แม่นยำ หรือก็คือทำงานคลาดเคลื่อน ซึ่งเรื่อง "ความไม่แม่นยำ" เป็น 1 ใน 2 ความเสี่ยงหลักที่คนส่วนใหญ่บอกว่ากำลังพยายามแก้กันอยู่ แต่เรื่องที่ถูกพูดถึงบ่อยอันดับ 2 คือ "AI อธิบายไม่ได้ว่าคิดยังไง" กลับเป็นเรื่องที่บริษัทไม่ค่อยได้ลงมือจัดการเท่าไหร่ แม้ว่าจะเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงบ่อยก็ตาม และบริษัทที่ใช้ AI เก่ง ๆ มีแนวโน้มเจอปัญหาที่รุนแรงกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะเรื่อง "การละเมิดลิขสิทธิ์" กับ "การทำผิดกฎ" ซึ่งพวกเขาก็พยายามป้องกันความเสี่ยงหลายเรื่องกว่าบริษัทอื่น ๆ ด้วย

6. การใช้ AI กลายเป็นเรื่องปกติ แต่ผลสำรวจชี้ยังไม่ถึงศักยภาพสูงสุด 

ถึงการใช้ AI จะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่ผลวิจัยชี้ว่านี่แค่เริ่มต้น ศักยภาพที่แท้จริงของมันยังอยู่อีกไกล บริษัทส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นทดลองใช้ ยังไม่ได้เอาไปใช้จริงจังทั้งบริษัท อาจจะเริ่มเห็นผลดีบ้างในบางแผนก แต่ยังไม่ถึงขั้นสร้างผลกำไรให้ทั้งบริษัทได้อย่างชัดเจน

แต่ถ้าไปดูพวกบริษัทที่ทำได้ดีที่สุดจะเห็นแนวทางที่น่าสนใจ บริษัทพวกนี้เขาไม่ได้มองแค่การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาใช้ AI เป็น "ตัวเร่ง" เพื่อปฏิรูปองค์กรใหม่หมด ออกแบบวิธีทำงานใหม่ทั้งหมดและเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ

พอ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ และบริษัทต่าง ๆ ก็เริ่มใช้เป็น..โอกาสที่จะนำ AI ไป "ฝัง" ในทุกส่วนของบริษัทก็จะยิ่งมากขึ้น ซึ่งนี่คือวิธีใหม่ที่จะสร้างคุณค่าทางธุรกิจและเอาชนะคู่แข่งได้

ข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากการสำรวจออนไลน์ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน - 29 กรกฎาคม 2025 ได้สำรวจความคิดเห็น 1,993 คน จาก 105 ประเทศทั่วโลก กลุ่มตัวอย่างนี้มาจากทุกแวดวง ทั้งอุตสาหกรรมต่างๆ บริษัทเล็กใหญ่ และคนทำงานในหลากหลายตำแหน่ง โดยเกือบ 40% มาจากองค์กรที่มีรายได้ต่อปีเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และเพื่อให้ผลลัพธ์น่าเชื่อถือและไม่เอนเอียงไปประเทศใดประเทศหนึ่ง ข้อมูลจึงมีการปรับน้ำหนักของข้อมูลให้สอดคล้องกับขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ของแต่ละประเทศด้วย

อ้างอิง: mckinsey

_____________________

เตรียมความพร้อมให้ธุรกิจของคุณก้าวสู่ยุค AI อย่างมั่นใจ ด้วยการพัฒนา people, process และ technology อย่างครบวงจรไปกับ Techsauce

ร่วมสำรวจแนวทางและโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่ AI-first organization ไปกับเรา techsauce

เพื่อนร่วมทางในการพัฒนา AI journey ของคุณ ได้ที่: https://services.techsauce.co/contact-us

หรืออีเมล [email protected] 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะลึกทิศทางกรุงศรีปี 2569 ชูกลยุทธ์ ‘ONE Krungsri’ ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน พร้อมดันเป้า ESG 3.5 แสนล้าน

เจาะลึกแผน ‘Krungsri 2026’ เตรียมยุบ 4 แอปฯ เหลือ One Super App ภายในปี 2027 พร้อมขยับเป้า ESG สู่ 3.5 แสนล้านบาท และรื้อระบบ Core Banking ใหม่ด้วย AI เพื่อความยั่งยืน...

Responsive image

25 ปี IT One สู่ “Trusted IT Service Provider” ด้วย AI-Driven Services ที่เข้าใจบริบทของธุรกิจไทย

25 ปี IT One ผู้นำ IT Services ที่ผสานความแกร่ง Accenture และ SCG มุ่งสู่ยุค AI-Driven ด้วย Agentic AI และ Modern Cloud พร้อมเป็นสถาปนิกดิจิทัลขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่เวทีโลก...

Responsive image

ปั้น ‘สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้’ ให้เป็นเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่ากลยุทธ์ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย เมื่อภาครัฐจับมือเอกชนขับเคลื่อน Intangible Assets

เจาะลึกกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ยุคใหม่ เมื่อ Intangible Assets ครองโลก เผยแนวทางแก้ปัญหา 'วิจัยขึ้นหิ้ง' ของไทย พร้อมโมเดล IP Financing และการเปลี่ยน Mindset จากรับจ้างผลิตสู...