10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกปี 2026 จาก MIT Technology Review อะไรบ้างที่จะกำหนดอนาคตเรา ?

เป็นประจำทุกปีที่ MIT Technology Review สื่อด้านเทคโนโลยีระดับโลกจะประกาศรายชื่อ 10 Breakthrough Technologies หรือเทคโนโลยีที่น่าจับตามองที่สุด ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 25 แล้ว โดยกองบรรณาธิการได้คัดเลือกนวัตกรรมที่จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อชีวิตและการทำงานของเราอย่างมหาศาล ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ

นี่คือ 10 เทรนด์เทคโนโลยีแห่งปีที่คุณต้องรู้

10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกปี 2026 จาก MIT Technology Review

1.Sodium-ion Batteries แบตเตอรี่โซเดียมไอออน

ที่ผ่านมา ลิเธียมไอออน คือหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ปัญหาคือลิเธียมเริ่มขาดแคลนและราคาผันผวน โลกจึงต้องการฮีโร่คนใหม่ และนั่นคือ แบตเตอรี่โซเดียมไอออน

หลักการทำงานของมันคล้ายกับลิเธียม แต่เปลี่ยนวัสดุหลักเป็นโซเดียม หรือเกลือที่เราคุ้นเคย ซึ่งหาได้ง่ายทั่วโลกและราคาถูกกว่ามาก แม้ว่าในปัจจุบันความหนาแน่นของพลังงานจะยังสู้ลิเธียมเกรดพรีเมียมไม่ได้ แต่จุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและการทำงานในอุณหภูมิต่ำทำให้มันน่าสนใจมาก 

โดยเฉพาะจีนที่เป็นผู้นำในด้านนี้ ยักษ์ใหญ่อย่าง CATL และ BYD ได้เริ่มไลน์การผลิตจริงแล้ว และเราเริ่มเห็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในจีนใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้ สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือการนำไปใช้ในระบบกักเก็บพลังงานสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาโลกร้อน

2. Generative Coding การเขียนโค้ดด้วย AI

วันนี้เรามาถึงจุดที่ AI สามารถเขียนซอฟต์แวร์ สร้างเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันเกมได้ทั้งระบบจากการสั่งงานด้วยภาษาพูด, เครื่องมืออย่าง GitHub Copilot, Cursor หรือ Replit กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าวงการ Software Engineering

เทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า Vibe Coding กำลังเกิดขึ้น คือการที่มนุษย์ปล่อยให้ AI เขียนโค้ดส่วนใหญ่ แล้วตัวเองทำหน้าที่เพียงตรวจสอบว่าผลลัพธ์ ว่าตรงตามความต้องการหรือไม่ สิ่งนี้ทำให้กำแพงการเข้าสู่วงการโค้ดดิ้งพังทลายลง ใคร ๆ ก็สร้างแอปฯ ได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สร้างความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยของโค้ด และส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดงานโปรแกรมเมอร์ระดับเริ่มต้นที่อาจถูกแทนที่ด้วย AI ในอนาคตอันใกล้

3. Next-gen Nuclear พลังงานนิวเคลียร์ยุคใหม่

ความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจาก Data Center ของ AI และรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้พลังงานหมุนเวียนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โลกจึงหันกลับมามองพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง แต่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าขนาดยักษ์ที่สร้างช้าและงบบานปลายแบบในอดีต

เทคโนโลยี Next-gen Nuclear มุ่งเน้นไปที่เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMRs) และการใช้วัสดุระบายความร้อนแบบใหม่ เช่น เกลือหลอมเหลว (Molten Salt) หรือโลหะเหลว แทนการใช้น้ำแรงดันสูงแบบเดิม ซึ่งปลอดภัยกว่ามาก ในสหรัฐฯ บริษัท Kairos Power ได้รับอนุมัติให้เริ่มก่อสร้างแล้ว 

ขณะที่จีนก็กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้เช่นกัน คำถามสำคัญคือ จะสามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ทันความต้องการหรือไม่ ? แต่ที่แน่ ๆ นี่คือความหวังใหม่ของพลังงานสะอาดที่เสถียรที่สุด

4. AI Companions เพื่อนคู่ใจ AI

ในยุคที่ความเหงากัดกินจิตใจผู้คน AI Chatbot ได้ก้าวเข้ามาทำหน้าที่เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งคนรัก แพลตฟอร์มอย่าง Character.AI หรือ ChatGPT กลายเป็นที่พึ่งทางใจ เพราะพวกมันรับฟังเก่ง ตอบโต้ได้ฉลาด และไม่เคยเหนื่อยที่จะคุยกับเรา

แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ การผูกพันกับ AI มากเกินไปนำมาซึ่งปัญหาทางจิตใจ การหลุดออกจากโลกความจริง หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดคือโศกนาฏกรรมในวัยรุ่นที่ได้รับคำแนะนำผิด ๆ จาก AI ทำให้ปีนี้เราเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของภาครัฐ โดยเฉพาะในแคลิฟอร์เนีย ที่ออกกฎหมายควบคุมความปลอดภัยของ AI เหล่านี้ รวมถึงบริษัทผู้พัฒนาเองก็ต้องสร้าง Guardrails หรือราวกันตก เพื่อป้องกันไม่ให้ AI แนะนำสิ่งที่อันตรายต่อผู้ใช้

5. Base-edited Baby การตัดต่อพันธุกรรมเพื่อรักษาชีวิต

นี่คือเรื่องราวความสำเร็จทางการแพทย์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดเรื่องหนึ่ง กรณีของ Baby KJ ทารกที่เกิดมาพร้อมโรคพันธุกรรมหายากและรุนแรง ได้รับการรักษาด้วยเทคนิค Base Editing หรือการแก้ไขพันธุกรรมระดับตัวอักษร DNA ทีละตัวอย่างแม่นยำ จนสามารถกลับมามีชีวิตที่ปกติได้

ความสำเร็จนี้เปิดประตูสู่ยุค Personalized Medicine อย่างแท้จริง คือการผลิตยาหรือวิธีการรักษาสำหรับคนคนเดียว (N-of-1 therapies) แม้ปัจจุบันค่าใช้จ่ายจะสูงระดับล้านเหรียญและใช้เวลานาน แต่ FDA และวงการแพทย์กำลังพยายามสร้างมาตรฐานใหม่เพื่อให้อนุมัติการรักษาแบบนี้ได้เร็วขึ้นและถูกลง ซึ่งจะเป็นความหวังของครอบครัวที่มีผู้ป่วยโรคพันธุกรรมหายากทั่วโลก

6. Gene Resurrection ปลุกชีพยีนโบราณสู่อนาคต

Gene Resurrection ในโลกความจริงไม่ใช่แค่การสร้างสัตว์ประหลาดเพื่อความบันเทิง แต่มันคือการกู้คืนข้อมูลพันธุกรรม จากซากสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน

นักวิทยาศาสตร์สามารถสกัด DNA จากซากแมมมอธหรือนกโดโด เพื่อศึกษาและนำยีนบางตัวมาใส่ในสัตว์ยุคปัจจุบันเพื่อช่วยอนุรักษ์สายพันธุ์ (เช่น การเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมให้เฟอร์เร็ตเท้าดำที่ใกล้สูญพันธุ์) หรือแม้แต่ในมนุษย์ มีการวิจัยนำยีนที่หายไปในวิวัฒนาการกลับมาเพื่อรักษาโรคเกาต์ เทคโนโลยีนี้จึงเป็นสะพานเชื่อมภูมิปัญญาทางชีวภาพในอดีตมาสู่อนาคต

7. Mechanistic Interpretability ภารกิจไขปริศนากล่องดำ AI

เราใช้งาน AI กันทุกวัน แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ แม้แต่นักวิจัยที่สร้างมันขึ้นมาก็ยังไม่เข้าใจ 100% ว่ามันคิด หรือประมวลผลอย่างไร โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) เปรียบเสมือนกล่องดำที่ซับซ้อน

เทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า Mechanistic Interpretability คือความพยายามที่จะสร้างเครื่องมือเพื่อส่องเข้าไปดูการทำงานภายในของโครงข่ายประสาทเทียม บริษัทอย่าง Anthropic, OpenAI และ Google DeepMind กำลังแข่งกันพัฒนาเทคนิคนี้ เพื่อดูว่าทำไม AI ถึงโกหก ทำไมถึงมีอคติ หรือทำไมถึงเก่งเรื่องการหลอกลวง การเข้าใจกลไกภายในนี้คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราควบคุม AI ได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำขึ้น

8. Commercial Space Stations สถานีอวกาศเอกชน

สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ที่เรารู้จักกันดีกำลังจะปลดระวางในปี 2031 และ NASA ไม่มีแผนจะสร้างใหม่เอง แต่เลือกที่จะสนับสนุนภาคเอกชนให้เข้ามาสานต่อ

เรากำลังเข้าสู่ยุค Commercial Space Stations บริษัทอย่าง Vast Space, Axiom Space, และ Blue Origin กำลังแข่งขันกันสร้างสถานีอวกาศของตัวเองที่จะทำหน้าที่เป็นทั้งห้องแล็บวิจัย โรงงานผลิตยาในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ และที่สำคัญคือโรงแรมอวกาศสำหรับนักท่องเที่ยว นี่จะเป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจบนวงโคจรโลกต่ำ

9. Embryo Scoring คัดเลือกความฉลาดให้ลูกหลาน

เทคโนโลยีการตรวจคัดกรองตัวอ่อน (PGT) เพื่อหาโรคทางพันธุกรรมนั้นมีมานานแล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในปีนี้คือ สตาร์ทอัพหลายรายเริ่มนำเสนอการตรวจที่ลึกไปกว่านั้น คือการใช้ Polygenic Risk Scores เพื่อทำนายลักษณะของเด็กในอนาคต เช่น ระดับสติปัญญา (IQ), ความสูง, หรือสีผิว

แม้บริษัทจะอ้างว่าเป็นทางเลือกให้พ่อแม่ได้ตัวอ่อนที่ดีที่สุด แต่เทคโนโลยีนี้ก่อให้เกิดคำถามทางจริยธรรมอย่างรุนแรง ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ (เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก) และความแม่นยำของผลการทำนายที่ไม่ได้รับประกัน 100% แต่มันได้รับความนิยมอย่างเงียบ ๆ ในหมู่เศรษฐี Silicon Valley และกำลังจะกลายเป็นประเด็นถกเถียงใหญ่ของสังคม

10. Hyperscale AI Data Centers มหาอำนาจโครงสร้างพื้นฐานยุค AI

เบื้องหลังความฉลาดของ AI คือ Hyperscale Data Centers อาคารขนาดยักษ์ที่มีชิปประมวลผลนับแสนตัว เชื่อมต่อกันด้วยสายไฟเบอร์ออปติกเปรียบเสมือนสมองกลขนาดมหึมา

บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Google, และ Meta กำลังทุ่มงบมหาศาลเพื่อสร้างสิ่งนี้ แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือการใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล (ระดับ Gigawatt ที่เลี้ยงเมืองได้ทั้งเมือง) และความร้อนที่เกิดขึ้นจนต้องใช้น้ำระบายความร้อนจำนวนมหาศาล นี่คือโจทย์ใหญ่ทางวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมที่โลกต้องรับมือ เพื่อแลกกับการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI

อ้างอิง: technologyreview

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะลึกภัยไซเบอร์ 2026 จาก World Economic Forum เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคความเสี่ยง Systemic Risk

World Economic Forum (WEF) เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุด Global Cybersecurity Outlook 2026 ที่ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่โลกหมุนไวกว่าระบบป้องกัน ความเสี่ยง...

Responsive image

ทำไมต้องปั้นทีมขายยุคใหม่ด้วย Data และ AI ? ถอดบทเรียนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลครั้งสำคัญของทีมขายยิบอินซอย ด้วย Agentforce Sales

หากเราพูดถึงชื่อ ยิบอินซอย (Yip In Tsoi) ภาพจำแรกของใครหลายคนคงหนีไม่พ้น องค์กรระดับตำนานที่อยู่คู่แวดวงธุรกิจไทยมาร่วมศตวรรษ ในฐานะ System Integrator (SI) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเ...

Responsive image

รัฐแพลตฟอร์ม คืออะไร ? ต่างจากรัฐบาลดิจิทัลหรือไม่ ส่องนโยบายดิจิทัลพรรคประชาชน เมื่อคนสายเทคร่วมกันออกแบบประเทศ

เมื่อนักเทคโนโลยีออกแบบประเทศ ส่องพิมพ์เขียวรัฐแพลตฟอร์มเพื่อรีเซ็ตโครงสร้างดิจิทัลไทยจากพรรคประชาชน...