โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่แผนที่เศรษฐกิจและการลงทุนถูกวาดขึ้นใหม่อีกครั้ง แม้ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกจะฟื้นตัวกลับมาแตะระดับ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือ เม็ดเงินเหล่านี้กระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
ขณะที่ World Economic Forum คาดการณ์ว่า GDP โลกจะเติบโตถึง 56 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยครึ่งหนึ่งจะถูกขับเคลื่อนโดยเอเชีย ท่ามกลางช่องว่างทางการแข่งขันที่ถ่างกว้างขึ้น อะไรคือจุดตัดที่จะชี้วัดว่าใครคือผู้นำ และใครคือผู้ตามในเกมนี้?

นี่คือบทสรุป Insight สำคัญจากเวทีเสวนา Growth Map Rewritten ที่จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ CNBC Asia โดยมี Elaine Yu (China Correspondent จาก CNBC Asia) รับหน้าที่ดำเนินรายการ ชวนขุนพลระดับท็อปจากทั้งฝั่งผู้กำหนดนโยบายรัฐ, นักลงทุน VC และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก มาร่วมถอดรหัสอนาคตเศรษฐกิจ ได้แก่
เนื้อหาจากเซสชันนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงสมการใหม่ที่ภาคธุรกิจต้องรู้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทศวรรษต่อไป
เมื่อพูดถึง AI ภาพจำของนักลงทุนส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้สร้างโมเดล หรือผู้ผลิตชิป แต่ Zou Ling ให้มุมมองที่ต่างออกไปอย่างน่าสนใจ
เขาชี้ว่าการแห่ลงทุนกระจุกตัวอยู่แค่ Frontier Tech อาจเป็นความเสี่ยง หาก AI ไม่สามารถลงไปทรานส์ฟอร์มและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมดั้งเดิมได้จริง สิ่งที่จะสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดในยุคต่อไปไม่ใช่แค่ตัวเทคโนโลยี แต่คือ Super Individuals + AI
ผู้นำในอนาคตคือองค์กรหรือประเทศที่สามารถสร้าง Ecosystem ให้คนเก่งหยิบจับเครื่องมือ AI มาใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ยิ่งกำแพงในการเข้าถึงเทคโนโลยีต่ำลงเท่าไหร่ โอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวในแนวดิ่งก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้ง ภูมิรัฐศาสตร์กลายมาเป็นตัวแปรหลักในการทำธุรกิจ แต่นี่กลับเป็นโอกาส สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หรือ Global South
Aparna Bharadwaj เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า แม้โลกจะดูเหมือนแบ่งขั้ว แต่การค้าระหว่างประเทศในกลุ่ม Global South ด้วยกันเองกลับเติบโตขึ้น 3.8% และการค้าระหว่างจีนกับ Global South โตขึ้นถึง 6%
ประเทศที่วางตัวเป็น Swing State หรือเป็นกลางทางการเมืองอย่างกลุ่ม ASEAN กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่ย้ายฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม Aparna ย้ำว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพา ค่าแรงถูกและทรัพยากรธรรมชาติจะไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศที่จะเป็นผู้ชนะในระลอกนี้ต้องแข่งขันด้วย Talent Advantage (เช่น อินเดียที่ดึงดูด Tech Giants ด้วยวิศวกรนับแสนคน) และวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม
มิติของการดึงดูดการลงทุนก็เปลี่ยนไป A. Burak Dağlıoğlu ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการย้ายความมั่งคั่ง และการลงทุนที่แท้จริง
เม็ดเงิน FDI ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากการย้ายถิ่นฐานของคนรวยไปยังประเทศที่ปลอดภัยกว่า แต่สิ่งที่จะสร้าง Growth ได้จริงคือการลงทุนในภาคการผลิตและบริการ ซึ่งนักลงทุนยุคนี้มองหาความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน พวกเขาต้องการความมั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงวัตถุดิบและส่งออกสินค้าไปยังตลาดเป้าหมายได้โดยไม่ถูกตัดขาดทางการเมือง การเดินหน้าทำข้อตกลงการค้าเสรี และการรักษาความสัมพันธ์เชิงบวกกับทุกขั้วอำนาจ จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของภาครัฐในขณะนี้
แม้กระแส AI จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล (โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ) แต่ Leslie Vinjamuri ได้เตือนถึงจุดบอดที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนมักมองข้าม นั่นคือ แรงกระเพื่อมทางสังคมและการเมือง
การเติบโตจาก AI เป็นการเติบโตที่ไม่กระจายตัว คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากตลาดหุ้น ซ้ำร้ายกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนทำงานที่มีการศึกษาสูงกำลังรู้สึกถูกคุกคามจากการแย่งงาน ความตึงเครียดนี้อาจปะทุขึ้นเป็นการเรียกร้องทางการเมืองให้รัฐออกกฎหมายควบคุม AI ที่เข้มงวด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมการลงทุนโดยตรง
บทความนี้เรียบเรียงจากเซสชัน Growth Map Rewritten ในงาน World Economic Forum (Summer Davos 2026) ณ เมืองต้าเหลียน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด