เมื่อสุดยอดทำเลผสานประสิทธิภาพพื้นที่ เจาะลึกเบื้องหลัง ‘One Bangkok’ ออฟฟิศที่ใช้ Invisible Tech ขับเคลื่อนชีวิตคน จนกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดหลายบริษัท

One Bangkok

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ องค์กรชั้นนำต่างเริ่มมองหาออฟฟิศที่ให้ได้มากกว่าแค่คำว่า “ทำเลดี” เพราะในโลกการทำงานยุคใหม่ โจทย์ของการเลือกสำนักงานซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ รองรับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น และที่สำคัญต้องเป็นพื้นที่ที่เข้าใจ "มนุษย์" เชื่อมต่อเทคโนโลยีได้อย่างไร้รอยต่อ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนทำงานให้เพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตในทุกมิติ ทั้ง Live, Work, Shop และ Stay ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ภายใต้โจทย์เหล่านี้ “One Bangkok” จึงกลายเป็นคำตอบใหม่ที่ถูกจับตามองในฐานะ ‘The Future of Workplace’ ที่คิดเผื่อทั้งปัจจุบันและอนาคต ด้วยความครบครันของ Ecosystem ที่ดึงดูดให้บริษัทชั้นนำระดับโลกพากันเข้ามาปักหมุด แล้วอะไรคือเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้โครงการอันยิ่งใหญ่นี้? เพื่อหาคำตอบนี้  Techsauce ขอชวนคุณสำรวจแบบลงลึกทีละก้าว ผ่านเรื่องราวของการออกแบบพื้นที่ ไปจนถึงวิถีชีวิตภายในโครงการ ที่ทั้งหมดล้วนถูกคิดมาเพื่อ "คนทำงาน" อย่างแท้จริง ก่อนเจาะลึกกรณีศึกษาล่าสุดของการย้ายบ้านครั้งใหญ่ที่สุดของ Agoda

รากฐานอัจฉริยะเพื่อคุณภาพชีวิตที่เหนือกว่า

โจทย์ตั้งต้นของ One Bangkok ไม่ได้เริ่มจากการแค่อยากสร้างตึกที่ทันสมัยที่สุด แต่เริ่มจากคำถามสำคัญว่าจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดได้อย่างไร โดยโครงการ พัฒนาขึ้นบน 3 แนวคิดหลักที่ทำงานสอดประสานกัน ได้แก่ People-Centricity การยึดถือผู้คนเป็นศูนย์กลาง, Sustainability ความยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Smart City Living การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการอยู่อาศัย

เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการใช้ชีวิตภายในโครงการเป็นไปอย่างราบรื่น คล่องตัว และเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ เทคโนโลยี “Invisible Tech” จึงถูกนำมาใช้ภายใต้แกน Smart City Living เพื่ออำนวยความสะดวกแบบไร้รอยต่อ โดยที่ผู้ใช้แทบไม่รู้ตัว แต่สัมผัสได้ถึงความคล่องตัวในทุกย่างก้าว 

One Bangkok

สำหรับพนักงานและผู้ใช้งานอาคาร เทคโนโลยีจะเริ่มทำงานทันทีที่ก้าวเข้ามาภายในโครงการเริ่มจากระบบ Smart Access & Parking ที่อ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติพร้อมบอกโซนจอดรถที่แนะนำ โดยมีระบบ โค้ดสีแยกตามอาคาร เช่น จอดโซนสีเหลืองใกล้ลิฟต์ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ โฟร์ ผสานกับระบบ Face Recognition ที่เพียงแค่เดินผ่านประตู Turnstile ลิฟต์ก็จะรู้อัตโนมัติว่าคุณอยู่ชั้นไหนและมารอรับทันทีโดยไม่ต้องกดปุ่ม

ความสะดวกสบายระหว่างวันยังถูกรวบรวมไว้ใน One Bangkok Application ที่ทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยส่วนตัว ทั้งในมุมของการใช้ชีวิตของคนทำงานสามารถตรวจสอบค่าฝุ่น PM 2.5 และอุณหภูมิทั้งในชั้นของตัวเองหรือพื้นที่ต่างๆในโครงการแบบ Real-time โดย เทียบกันให้เห็นชัดๆ ระหว่างในอาคารกับนอกอาคาร พร้อมฟังก์ชันเรียกลิฟต์ให้มารับที่ชั้นได้ทันที และ ตรวจสอบเวลาเดินรถ EV Shuttle Bus จากโครงการไปยัง BTS สถานีเพลินจิตได้อย่างง่ายดาย ส่วนในศูนย์การค้า ก็สามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่นจากร้านค้า และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นในโครงการด้วย

ในส่วนของการต้อนรับแขกผู้มาเยือน (Visitor Management) ระบบถูกออกแบบให้เจ้าบ้านสามารถบริหารจัดการได้ง่ายดายผ่านแอปฯ เช่นกัน โดยผู้เช่าสามารถสร้าง Visitor Pass ในรูปแบบ QR Code ซึ่งระบุวันเวลาและชั้นที่นัดหมาย ส่งอีเมลให้แขกผู้มาเยือนสแกนเข้าตึกได้เอง ช่วยลดขั้นตอนการแลกบัตรที่ยุ่งยากและสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น

ความใส่ใจในรายละเอียดนี้ยังครอบคลุมถึงระบบแสงสว่าง ภายในออฟฟิศมีระบบไฟที่มีเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว ซึ่งหากพนักงานนั่งนิ่งนานเกินไป ไฟจะหรี่ลงเพื่อประหยัดพลังงานและเป็นสัญญาณเตือนให้ขยับตัวตามหลักสรีรศาสตร์ รวมถึงมี Daylight Sensor ที่คอยปรับแสงไฟอัตโนมัติตามความจ้าของแดดภายนอก นอกจากนี้ โครงการยังได้รับการรับรองมาตรฐาน WiredScore Platinum สำหรับความสามารถเป็นเลิศในการเชื่อมต่อระบบดิจิทัล และ SmartScore Platinum จากการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะขั้นสูงมาใช้เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของผู้ใช้งาน ส่งผลให้ทั้งโครงการได้รับการรับรองในระดับ Neighborhood เป็นโครงการแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ยกระดับสุขภาวะของคนทำงานสู่มาตรฐานสากล

เพื่อให้ทุกคนที่ใช้อาคารสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ โครงการ One Bangkok กำลังก้าวสู่การรับรองโดยมาตรฐาน WELL ระดับ Platinum  ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพทั้งด้านอากาศภายในอาคาร น้ำ แสง การออกกำลังกาย สาธารณูปโภค ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

ระบบปรับอากาศภายในอาคารถูกออกแบบให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศเป็นพิเศษ อากาศภายในผ่านการกรองด้วยไส้กรอง MERV 8 และ MERV 14 ซึ่งสามารถจัดการฝุ่น PM2.5 และ PM10 ควบคู่กับการใช้รังสี UV เพื่อช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค ขณะเดียวกัน ระบบระบายอากาศยังถูกออกแบบให้ดึงอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้าสู่อาคารในปริมาณที่สูงกว่ามาตรฐานสากลถึงประมาณ 30% ช่วยให้คนทำงานมั่นใจได้ว่าอากาศที่หายใจตลอดทั้งวันเป็นอากาศที่สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น

ในเชิงวิศวกรรมอาคาร โครงการได้เลือกใช้ระบบทำน้ำเย็นร่วม (District Colling System) เพื่อประหยัดพลังงานในการทำความเย็น ส่งผลให้เกิดข้อดีมหาศาล คือการเป็น "Zero Rooftop Plant" หรือการไม่ต้องมีคอมเพรสเซอร์แอร์วางเกะกะบนดาดฟ้า ทำให้พื้นที่ดาดฟ้าทุกตึกสามารถเปลี่ยนเป็นสวนลอยฟ้า (Roof Park) ช่วยลดความร้อนสะสมให้กับตัวอาคารและเมือง 

ต้นแบบความยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในมิติของความยั่งยืน คือการได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED for Neighbourhood Development (LEED ND) ระดับ Platinum เป็นโครงการแรกในไทย ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการออกแบบพื้นที่โดยรอบที่ใส่ใจในทุกมิติ ตั้งแต่การออกแบบที่เอื้อต่อการเดินและการพักผ่อน การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกได้ในระยะเดินถึง และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะที่ไร้รอยต่อ รวมถึงการจัดการพลังงาน น้ำ และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมรองรับการใช้อาคาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนที่จะเข้ามาใช้พื้นที่จริงอย่างยั่งยืน

การเดินทางที่ไร้รอยต่อ

ความไร้รอยต่อของการใช้ชีวิตใน One Bangkok ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในอาคาร แต่ขยายออกไปถึง "วิธีที่ผู้คนเดินทางมาถึงที่นี่" ด้วย โครงการถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับเมืองรอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้การมาทำงานหรือใช้ชีวิตในแต่ละวันเป็นเรื่องที่คาดเดาได้และไม่สร้างภาระเพิ่มให้กับคนทำงาน

ภายในโครงการมีจุดเข้า–ออกถึง 6 จุด รวมถึงทางเชื่อมพิเศษที่เปิดให้รถเลี้ยวจากทางด่วนเข้าสู่โครงการได้โดยตรง ช่วยกระจายปริมาณรถและเพิ่มตัวเลือกในการสัญจรสำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว พร้อมพื้นที่จอดรถขนาดใหญ่ที่รองรับรถได้จำนวนมาก ลดปัญหาการวนหาที่จอดในชั่วโมงเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

One Bangkok

สำหรับผู้ที่เลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะ โครงการเชื่อมต่อโดยตรงกับ MRT สถานีลุมพินี ผ่านอุโมงค์ทางเชื่อมจากทางออก 1 เข้าสู่พื้นที่โครงการได้โดยตรง ขณะเดียวกัน ผู้ที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ก็สามารถใช้บริการ EV Shuttle Service รถพลังงานไฟฟ้ารับ–ส่งฟรี ระหว่างโครงการกับสถานีเพลินจิตที่วิ่งให้บริการทุก 15 นาที ช่วยให้การเดินทางมาทำงานเป็นเรื่องง่ายและต่อเนื่อง ไม่ว่าคุณจะเลือกเดินทางแบบไหน นอกจากนี้ ยังมีบริการรถรับ - ส่ง Airport Shuttle Bus เส้นทาง วัน แบงค็อก - สนามบินสุวรรณภูมิ ให้บริการทุกวันเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าด้วย

พื้นที่สีเขียวเพื่อทุกคน

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ One Bangkok แตกต่างจากอาคารสำนักงานทั่วไปในกรุงเทพฯ คือ "สเกลของพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่ง" ที่ถูกวางให้เป็นหัวใจของโครงการ มากกว่าจะเป็นเพียงพื้นที่ประกอบเพื่อความสวยงาม พื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งรวมกันกว่า 50 ไร่ ประกอบด้วย One Bangkok Park, One Bangkok Boulevard, Wireless Park และ Parade Park ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมทั่วทั้งโครงการเพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

One Bangkok

เครือข่ายทางเดินร่มไม้ยาวกว่า 5 กิโลเมตร ช่วยเชื่อมทุกโซนเข้าด้วยกัน ทำให้การเดินระหว่างตึกออฟฟิศ ร้านค้า และพื้นที่พักผ่อน กลายเป็นกิจกรรมที่รื่นรมย์มากกว่าการเดินเร่งรีบจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมี Art Loop เส้นทางศิลปะและวัฒนธรรมความยาวกว่า 2 กิโลเมตร ที่จัดวางงานศิลป์และพื้นที่จัดแสดงไว้ตลอดเส้นทาง เพื่อเติมมิติด้านแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ให้กับชีวิตประจำวันของคนทำงาน

พื้นที่สีเขียวเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสวยงาม แต่ทำหน้าที่เป็น "พื้นที่หายใจ" ของเมืองแห่งนี้ ช่วยให้คนทำงานมีทางเลือกในการเปลี่ยนบรรยากาศจากห้องประชุมสี่เหลี่ยมไปสู่สวนสีเขียว จะใช้เป็นมุมพักสายตาในช่วงพักสั้นๆ ระหว่างวัน หรือพกแล็ปท็อปลงมานั่งทำงานท่ามกลางต้นไม้ในวันที่ต้องการเปลี่ยนมุมมอง ก็ล้วนเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริงภายใน One Bangkok 

เติมเต็มโซลูชันพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นและครบวงจร

นอกจากการมอบพื้นที่สำนักงานเปล่า (Bare Shell) ให้บริษัทออกแบบได้ตามโจทย์ของตัวเองแล้ว โครงการ One Bangkok ยังเข้าใจดีว่าหลายองค์กรต้องการโซลูชันที่ "พร้อมใช้" และยืดหยุ่นด้านงบประมาณ จึงจับมือกับพาร์ตเนอร์ระดับโลกในการพัฒนาโซลูชันพื้นที่ทำงานที่ครบวงจรยิ่งขึ้น

หนึ่งในนั้นคือความร่วมมือกับ CHANINTR (ชนินทร์) ผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านระดับไฮเอนด์ เพื่อเปิดพื้นที่ 'Twenty & Above' บนชั้น 20 ของ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ โฟร์ ในฐานะ Showcase พื้นที่สำนักงานสำเร็จรูปที่แสดงให้เห็นว่า ออฟฟิศยุคใหม่สามารถผสานฟังก์ชัน ความสวยงาม และความยืดหยุ่นเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างไร พื้นที่นี้ยังมาพร้อมบริการแพ็กเกจเช่าเฟอร์นิเจอร์รายเดือน ช่วยให้บริษัทบริหารงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดในคราวเดียว

ภายใน Twenty & Above พื้นที่ถูกจัดแบ่งออกเป็นสามโซนตามรูปแบบการใช้งานจริงขององค์กร 

One Bangkok

Zone A พื้นที่รับรองลูกค้าและห้องประชุมที่เน้นความสง่าและทรงพลัง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ระดับไอคอนนิกสไตล์โมเดิร์นมิดเซ็นจูรี่จากแบรนด์หรูอย่าง Herman Miller และ Knoll 

One Bangkok

Zone B ที่ออกแบบเพื่อรองรับการทำงานแบบ Hybrid Working เน้นเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวที่ปรับเปลี่ยนได้ง่ายจากเครือ MillerKnoll, NaughtOne และ Muuto รองรับทั้งการทำงานเดี่ยวและกลุ่ม  

One Bangkok

และสุดท้าย Zone C โซนสำนักงานแบบเปิดโล่งที่เน้นความคุ้มค่าสูงสุดของพื้นที่ ออกแบบให้ปรับเปลี่ยนผังได้ง่ายตามจำนวนพนักงานที่เปลี่ยนแปลง เหมาะสำหรับองค์กรที่มองหาพื้นที่สำนักงานที่มีความคุ้มค่า ช่วยบริหารงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกตารางเมตรตอบโจทย์การใช้งานคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว 

One Bangkok

สำหรับองค์กรที่มีรูปแบบการทำงานในรูปแบบไฮบริดและต้องการความคล่องตัวสูงเป็นพิเศษ โครงการยังจับมือกับ JustCo เปิดตัว 'THE COLLECTIVE One Bangkok' แบรนด์ Co-working Space ระดับ Luxury ที่เปิดที่นี่เป็นแห่งแรกในประเทศไทยและแห่งที่สามของโลก ณ ชั้น 28 วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ โฟร์ 

พื้นที่นี้ถูกออกแบบให้แตกต่างจาก JustCo ทั่วไปอย่างชัดเจน ทั้งบรรยากาศที่หรูหรา สงบ และเป็นส่วนตัว เสมือนเลานจ์ของโรงแรมระดับ 5 ดาว พร้อมบริการแบบเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อม เก้าอี้ Herman Miller Aeron และโต๊ะทำงานปรับระดับได้ เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้

One Bangkok

บริการอาหารเช้าระดับกูร์เมต์ กาแฟคุณภาพจาก Sarnies Bangkok ไปจนถึงบาร์ชา TWG, Aperitif Hour ทุกวัน และ Signature Cocktail ในคืนวันศุกร์ ทำให้การเลือกใช้ Co-working ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกสำรอง แต่กลายเป็นประสบการณ์การทำงานรูปแบบใหม่ที่ช่วยยกระดับภาพรวมของทั้งองค์กรและพนักงานไปพร้อมกัน

ชีวิตที่ไม่สะดุดและไม่หยุดแค่หลังเลิกงาน

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ One Bangkok เป็นออฟฟิศที่สมบูรณ์แบบในฐานะพื้นที่ทำงานยุคใหม่ คือการให้ความสำคัญกับความเป็น “Community” หรือการสร้างสังคมการทำงานที่น่าอยู่และเปิดกว้าง เพื่อเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายองค์กรเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ทุกคนในโครงการพร้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยมี “SPACE45” เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรม

One Bangkok

ภายในพื้นที่ถูกจัดสรรไว้อย่างลงตัวเพื่อตอบโจทย์ทุกความชอบ เริ่มจากการเอาใจสายออกกำลังกายแบบแอคทีฟด้วย Sky Sport Arena พื้นที่สปอร์ตคอมมูนิตี้ลอยฟ้าที่พร้อมให้คุณชวนเพื่อนร่วมงานมาดวลแมตช์กระชับมิตรหลังเลิกงาน ทั้งในสนามแบดมินตันมาตรฐานและโต๊ะปิงปอง

One Bangkok

แต่ความสนุกไม่ได้หยุดอยู่แค่กีฬา เพราะ One Bangkok ยังเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ยั่งยืนผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Club ที่จัดขึ้นเป็นประจำ เพื่อให้พนักงานที่มีความสนใจเดียวกันได้รวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นการยืดเหยียดผ่อนคลายในคลาส Sunset Yoga ที่เปิดสอนในช่วงเย็นท่ามกลางวิวพระอาทิตย์ตก การเต้นตามจังหวะใน Dance Club การเลือกดูภาพยนตร์เรื่องโปรดใน Movie Club หรือการออกแรงเต็มที่ใน HIIT (High-Intensity Interval Training) ที่หมุนเวียนมาสร้างความสดใหม่ให้กับแต่ละสัปดาห์ 

และเร็วๆ นี้ พื้นที่ชุมชนนี้จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย Community Hub ที่กำลังจะเปิดตัวบนชั้น 6 ของ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ โฟร์ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางสำหรับการพักผ่อน พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Networking) ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายแต่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนไอเดียและประสบการณ์ร่วมกัน ทำให้ One Bangkok ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่ของบริษัทต่างๆ แต่เป็น "ชุมชนของคนทำงาน" ที่ช่วยให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน

เจาะลึกกรณีศึกษา Agoda เมื่อประสิทธิภาพของพื้นที่เป็นปัจจัยตัดสินใจ

ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตที่ One Bangkok มอบให้ ล้วนนำมาสู่ความมั่นใจขององค์กรระดับโลกในการเลือกปักหมุดที่นี่ หนึ่งในกรณีศึกษาที่โดดเด่นที่สุดคือการตัดสินใจของ Agoda แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก ที่ประกาศย้ายพนักงานกว่า 4,000 คนมายัง วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ ไฟฟ์ ในเดือนเมษายน 2026 การย้ายครั้งนี้นับเป็นการย้ายสำนักงานในประเทศไทยครั้งแรกของ Agoda ในรอบกว่าทศวรรษ และทำให้องค์กรแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในผู้เช่าพื้นที่สำนักงานรายใหญ่ที่สุดของโครงการ

agoda

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Agoda ตัดสินใจเลือกที่นี่ ไม่ได้อยู่ที่ความสดใหม่ของอาคารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "ประสิทธิภาพของพื้นที่" ที่ตอบโจทย์การทำงานขององค์กรขนาดใหญ่ได้อย่างตรงจุด โจทย์หลักของ Agoda คือความต้องการรวมพนักงานจำนวนมหาศาลให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แทนที่จะต้องกระจายตัวอยู่หลายชั้นหรือหลายอาคารจนทำให้การสื่อสารและการทำงานข้ามทีมเป็นเรื่องยุ่งยาก

วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ ไฟฟ์ ตอบโจทย์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยขนาดพื้นที่ต่อชั้น (Floor Plate) ที่ใหญ่ถึง 3,000–3,500 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในขนาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ความกว้างขวางนี้ช่วยให้ Agoda สามารถรวมพนักงานให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันได้มากขึ้น จากเดิมที่ออฟฟิศอาจต้องกระจายตัวอยู่ถึง 10 ชั้น เมื่อย้ายมาที่นี่ช่วยลดจำนวนชั้นลงเหลือเพียง 7 ชั้น ทำให้การสื่อสารภายในองค์กรราบรื่น กระชับ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ ความได้เปรียบมหาศาลของพื้นที่ขนาดใหญ่นี้ คือการปลดล็อกศักยภาพการบริหารจัดการผ่านโซลูชันแบบ Build-to-Suit ที่เปิดกว้างให้ Agoda สามารถปรับแต่งพื้นที่ได้ตามความต้องการอย่างแท้จริง สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ตอบโจทย์ทั้งรูปแบบการดำเนินงานและสวัสดิภาพของพนักงานได้อย่างตรงจุด ด้วย floor plate ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อถึงกันได้หลายชั้น ผสานกับโครงสร้างอาคารที่มีความยืดหยุ่นสูงด้วยระบบ Knock-out Panel ที่รองรับการเจาะช่องระหว่างชั้นเพื่อสร้างบันไดวนหรือช่องทางเชื่อมแผนกต่างๆ และดีไซน์แบบไร้เสากลาง (Column-free) ที่เปิดรับแสงธรรมชาติและวิวเมืองได้เต็มสายตา สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ Agoda สามารถสร้างบรรยากาศการทำงานแบบ "Campus Office" ที่เน้นความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกันอย่างลื่นไหล พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้องค์กรปรับเปลี่ยนหรือขยายพื้นที่ได้อย่างยืดหยุ่นเมื่อทีมเติบโตในอนาคต

One Bangkok

ขณะที่ Agoda เลือกความใหญ่ของ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ ไฟฟ์ อาคารอื่นๆ ภายในโครงการก็ถูกออกแบบมาให้มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นแตกต่างกันไป เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของธุรกิจแต่ละประเภท เช่น วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ ทรี ที่เน้นความเชื่อมโยงกับธรรมชาติและเชื่อมต่อโดยตรงกับศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการความผ่อนคลายและสะดวกสบาย และ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ โฟร์ ที่ตั้งอยู่บนจุดตัดสำคัญของถนนพระราม 4 และถนนวิทยุ ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพใจกลางธุรกิจที่มองเห็นวิวเมืองและสวนได้อย่างกว้างขวาง ทำให้แต่ละองค์กรสามารถเลือกพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนและตอบโจทย์ธุรกิจของตนเองได้อย่างดีที่สุด

การเลือกปักหมุดของ Agoda ที่ One Bangkok ไม่ได้เป็นเพียงกรณีศึกษาเดียว เพราะองค์กรชั้นนำระดับโลกอื่นๆ อย่าง Microsoft, BMW Group, Baker McKenzie, Estée Lauder Companies และ HSBC ต่างเลือก One Bangkok เป็นฐานที่ตั้งในกรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน ซึ่งปรากฏการณ์ความสำเร็จนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในโลกยุคใหม่ "ออฟฟิศ" ต้องเป็นมากกว่าแค่สถานที่ทำงาน แต่คือรากฐานความสำเร็จ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและดึงดูดศักยภาพที่ดีที่สุดของ "คน" ออกมาได้

One Bangkok ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นเพียงอาคารสำนักงานใหม่ใจกลางพระราม 4 แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น "มาตรฐานใหม่ของพื้นที่ทำงานในเมือง" ที่ผสานประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง คุณภาพชีวิตของคนทำงาน และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบถ้วน การเลือกปักหมุดที่นี่จึงไม่ใช่เพียงการหาที่อยู่ใหม่ให้กับบริษัท แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนขององค์กร ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความสำเร็จในทุกมิติ

ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งโลกการทำงานยุคใหม่ด้วยตาคุณเอง พร้อมนัดหมายเข้าชมโครงการได้ที่ทางทีม Leasing ฝ่ายอาคารสำนักงาน โครงการ One Bangkok 

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

คนใช้ AI มีอยู่ 3 ประเภท จากงานวิจัยของ MIT

เปิดผลวิจัย MIT Sloan & BCG เผย 3 รูปแบบการทำงานร่วมกับ Generative AI ที่ส่งผลต่อทักษะและผลลัพธ์ของพนักงาน...

Responsive image

The Technological Republic เมื่อ CEO Palantir ประกาศว่า Silicon Valley ทรยศต่อประเทศ

Alexander Karp ผู้ก่อตั้ง Palantir เขียนหนังสือวิจารณ์ Silicon Valley ว่าละทิ้งพันธกิจต่อประเทศ ในยุคที่ AI คือ Hard Power ใหม่ของโลก ใครสร้างมันได้ก่อน คือมหาอำนาจ...

Responsive image

แกะรอยพนักงานไอทีเกาหลีเหนือ สร้างโปรไฟล์ Dev ปลอม (Synthetic Identity) ล้วงข้อมูลองค์กรชั้นนำ

บทความที่เล่าถึงเส้นทางสืบหาต้นทางของ 'ตัวตนปลอม (Synthetic Identities)' บนแพลตฟอร์มหางาน จนพบว่าเป็น Jasper Sleet หรือ DPRK IT workers ที่ปลอมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำงานเป็นเครือข่า...