
Satya Nadella เริ่มต้นด้วยการให้ภาพลักษณ์ว่า AI ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นโค้งวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
ตั้งแต่ยุคเมนเฟรม มินิคอมพิวเตอร์ มาจนถึงยุคคลาวด์และโมบายล์ โดยหัวใจสำคัญของทุกยุคสมัยคือการพยายามเปลี่ยนสิ่งที่จับต้องได้ในโลกแห่งความจริง ไม่ว่าจะเป็นผู้คน สถานที่ หรือสิ่งของ ให้กลายเป็นรูปแบบดิจิทัล เพื่อที่จะสร้างพลังในการวิเคราะห์และคาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้แม่นยำขึ้น
สิ่งที่ทำให้ AI ในยุคปัจจุบันมีความพิเศษกว่ายุคก่อนหน้า คือการที่มันก้าวข้ามขีดจำกัดของซอฟต์แวร์แบบเดิม จากเดิมที่ซอฟต์แวร์มีต้นทุนส่วนเพิ่มและทำงานตามคำสั่งที่ตายตัว
AI กลับกลายเป็นทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก จนสามารถแปลงสภาพตัวเองได้ตามบริบทที่มนุษย์ต้องการ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเปลี่ยนเอกสารหนึ่งฉบับให้กลายเป็นเว็บไซต์ หรือเปลี่ยนจากเว็บไซต์ให้กลายเป็นแอปพลิเคชันได้ทันทีด้วยพลังของรหัสคอมพิวเตอร์ที่ AI เขียนขึ้นเอง
สิ่งนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงซอฟต์แวร์ แต่คือการยกระดับความสามารถในการใช้เหตุผลของดิจิทัลให้เข้าใกล้ขีดความสามารถของมนุษย์ไปอีกขั้น
คำถามที่ค้างคาใจใครหลายคนคือ AI กำลังเป็นเพียงฟองสบู่หรือกระแสชั่วคราวหรือไม่
ซึ่งประเด็นนี้ Satya ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า ความสำเร็จของ AI ไม่ได้วัดกันที่มูลค่าหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีนี้สามารถสร้างผลกำไรให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของโลกได้จริงหรือไม่
หาก AI ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ทางการแพทย์ การยกระดับการศึกษา หรือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โลกก็จะสูญเสียเหตุผลในการลงทุนมหาศาลกับทรัพยากรพลังงานที่ AI ต้องใช้
หัวใจสำคัญที่จะตัดสินว่า AI คือของจริงหรือไม่ คือเรื่องของการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งต้องเกิดขึ้นทั้งในฝั่งของอุปทานที่ทำให้หน่วยการประมวลผลมีราคาถูกลงเรื่อย ๆ และฝั่งอุปสงค์ที่ทุกองค์กรต้องนำ AI มาใช้เป็นตัวขยายขีดความสามารถทางปัญญา
ตัวอย่างที่ทรงพลังคือเกษตรกรในชนบทของอินเดียที่สามารถใช้ภาษาท้องถิ่นคุยกับ AI เพื่อหาข้อมูลเรื่องเงินอุดหนุนจากรัฐบาลและให้มันช่วยกรอกแบบฟอร์มให้จนสำเร็จ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า AI กำลังทลายกำแพงทักษะเดิม ๆ และดึงศักยภาพที่เคยถูกจำกัดไว้กลับมาสู่มือของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศระดับสูงหรือเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล
เมื่อ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำงาน โครงสร้างการบริหารแบบเดิมที่แบ่งเป็นแผนกและมีการไหลของข้อมูลตามลำดับชั้นจะถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
Satya เล่าถึงประสบการณ์การทำงานของตัวเองในการเตรียมข้อมูลประชุมที่ Davos ซึ่งเขาสามารถใช้ AI ดึงข้อมูลเชิงลึกแบบ 360 องศาเกี่ยวกับคู่สนทนาได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ทีมงานหลายแผนกค่อย ๆ สรุปข้อมูลส่งขึ้นมาตามลำดับขั้น สิ่งนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Flattening of Information Flow ซึ่งทุกคนในองค์กรสามารถเห็นภาพรวมและตัดสินใจได้รวดเร็วเท่ากัน
ผู้นำองค์กรในยุคนี้จึงไม่สามารถแค่นำ AI ไปแปะไว้บนการทำงานแบบเดิมได้ แต่จำเป็นต้องมีทัศนคติใหม่ในการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและการฝึกฝนทักษะพนักงานให้ใช้งาน AI ได้อย่างเชื่อมั่น การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างซับซ้อน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทองของบริษัทขนาดเล็กที่จะใช้ AI เป็นฐานรากเพื่อสร้างผลผลิตที่ยิ่งใหญ่ในระดับโลกได้ด้วยทรัพยากรบุคคลที่จำกัด
ประเด็นที่ Satya ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือ อธิปไตยของบริษัท ซึ่งเขามองว่าถูกพูดถึงน้อยเกินไปท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่องอธิปไตยข้อมูลของชาติ
ความเสี่ยงที่แท้จริงของภาคธุรกิจคือการที่องค์กรเช่าปัญญา จากบริษัทเทคโนโลยีภายนอกเพียงอย่างเดียว จนทำให้ความรู้เฉพาะตัวและความเชี่ยวชาญที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทรั่วไหลหายไปในระบบของคนอื่น โดยที่บริษัทไม่ได้สร้างคุณค่าหรือความได้เปรียบทางการแข่งขันกลับคืนมาเป็นของตัวเอง
ธุรกิจที่ชาญฉลาดจะต้องสามารถนำประสบการณ์และข้อมูลที่เป็นความลับเฉพาะของตนเอง มาฝังลงในโมเดล AI ที่บริษัทเป็นเจ้าของหรือควบคุมได้ เพื่อให้ AI นั้นทำหน้าที่เป็นตัวแทนและมันสมองขององค์กรอย่างแท้จริง
การทำเช่นนี้จะช่วยรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันตามหลักเศรษฐศาสตร์ และป้องกันไม่ให้มูลค่าและคุณค่าของบริษัทถูกโอนย้ายไปเป็นของบริษัทผู้พัฒนา AI เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น อธิปไตยที่แท้จริงในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่การมีที่เก็บข้อมูลอยู่ในมือ แต่คือการมีความสามารถในการควบคุม AI ที่จะขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจตัวเอง
Satya Nadella ชี้ว่า ในระยะยาว การแข่งขันระดับโลกจะถูกตัดสินด้วยตัวชี้วัดที่เรียกว่า Tokens per Dollar per Watt หรือความสามารถในการผลิตความฉลาดของ AI ให้ได้มากที่สุดภายใต้ต้นทุนเงินและพลังงานที่ต่ำที่สุด
ซึ่งสิ่งนี้จะกลายเป็นตัวกำหนด GDP ของทุกประเทศในอนาคต ประเทศหรือภูมิภาคอย่างยุโรปที่เคยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมหนัก จำเป็นต้องปรับตัวจากการเน้นเพียงแค่การตั้งกฎเกณฑ์ป้องกัน มาเป็นการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดาต้าเซนเตอร์ เพื่อสร้าง Token Factories ของตัวเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
อนาคตในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะไม่ใช่ยุคที่มี AI เพียงโมเดลเดียวที่ครองโลก แต่จะเป็นโลกของการประสานงานระหว่างโมเดลหลากหลายรูปแบบ ทั้งโมเดลขนาดใหญ่ที่รอบรู้และโมเดลขนาดเล็กที่ปรับแต่งมาเพื่อความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ใครที่สามารถนำโมเดลเหล่านี้มาผสมผสานกับบริบทและข้อมูลของตนเองได้รวดเร็วและแม่นยำที่สุด ผู้นั้นจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง โดยสรุปแล้ว AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือใหม่ แต่มันคือการเปลี่ยนพื้นฐานการผลิตและการทำงานของมนุษยชาติไปสู่ยุคที่ปัญญาสามารถเข้าถึงได้ง่ายและทรงพลังเหมือนไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่ในทุกวัน
ข้อมูลจาก Session: Conversation with Satya Nadella, CEO of Microsoft ในงาน World Economic Forum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด