โดย ดร.ธนัย ชรินทร์สาร ในงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit
ในยุคที่โลกหมุนเร็วและผันผวนจนคาดเดายาก (VUCA) การทำธุรกิจแบบเดิมอาจไม่ใช่คำตอบ ดร.ธนัย ชรินทร์สาร ได้แชร์ ‘คัมภีร์รอด’ สำหรับผู้ประกอบการในยุคที่เศรษฐกิจแยกเป็นสองทาง (K-Shape) ว่าใครจะอยู่ ขาขึ้น หรือ ขาลง อยู่ที่กลยุทธ์เหล่านี้

1. โลกยุคนี้เหมือนพายุเข้า คุณต้องเข้าใจ VUCA และ K-Shape
กำลังอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและไม่แน่นอน ซึ่ง ดร.ธนัย ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเกิดวิกฤต ธุรกิจจะถูกแยกออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจนเหมือนตัวอักษร K
- ขาขึ้น = กลุ่มที่ใช้แนวคิด และกลยุทธ์ใหม่ในการบริหารจัดการ จะเติบโตแบบก้าวกระโดดหลังวิกฤต เพราะคู่แข่งบางส่วนหายไปจากตลาด
- ขาลง = กลุ่มที่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ ไม่ยอมปรับตัว จะค่อยๆ หายไปจากกระดานธุรกิจ
2. Strategic Foresight วิชาคาดการณ์อนาคต
ดร.ธนัย แนะนำให้เรามองอนาคตแบบนักกลยุทธ์ โดยการแยกโลกข้างหน้าออกเป็น 2 ส่วน
- ส่วนที่แน่นอน เทรนด์ที่ต้องเกาะให้ติด คือสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ ไม่ต้องเดา เช่น
- สังคมสูงวัย (Aging Society) ลูกค้ากลุ่มใหญ่ในอนาคตคือผู้สูงอายุ
- โลกร้อนและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) กฎกติกาโลกเปลี่ยนไปทางนี้
- พฤติกรรม Digital-First คนต้องการความเร็ว สื่อสั้นกระชับ และความสะดวก
- AI (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วย หรือเจ้านายเราในอนาคต
- ส่วนที่ไม่แน่นอน โอกาสในการเดิมพัน คือความเสี่ยงที่ยังไม่ชัดเจน เช่น กฎหมายใหม่ หรือสงครามการค้า ดร.ธนัยบอกว่า "ความไม่แน่นอนคือโอกาส" หากเราเตรียมแผนรองรับไว้หลายๆ ทาง เราจะกล้าเดิมพันในจังหวะที่คนอื่นไม่กล้า
3. กลยุทธ์ตัวเล็กสู้ยักษ์
SMEs มักกังวลว่าจะสู้ทุนใหญ่ที่มีเงินมากกว่า มีคนมากกว่าได้อย่างไร? คำตอบคือ "อย่าสู้ในเกมที่เขาถนัด"
- เน้นกลุ่มเฉพาะ (Niche Market): หากบริษัทใหญ่คือ "ห้างสรรพสินค้า" ที่มีทุกอย่าง SMEs ควรเป็นร้านเฉพาะทางที่เก่งที่สุดในด้านนั้น เช่น คลินิกที่เชี่ยวชาญแค่เรื่องโรคปอด หรือผิวหนังโดยเฉพาะ
- ใช้ความเร็ว (Agility): บริษัทใหญ่จะเปลี่ยนทิศทางทีต้องประชุมหลายชั้น แต่ SMEs คือ "เรือเร็ว" ที่เจ้าของตัดสินใจแล้วหันหัวเรือได้ทันที ความเร็วในการปรับตัวตามใจลูกค้าคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด
4. กฎแห่งการลดลงของคุณค่า
ดร.ธนัยยกตัวอย่าง โดนัทที่คนเคยต่อคิวถล่มทลายในวันแรก แต่วันนี้ไม่มีคิวแล้ว ทั้งที่รสชาติเดิม... เพราะคุณค่าในสายตาลูกค้าลดลงตามกาลเวลา ดังนั้นเราต้องเติม Value 3 ระดับเสมอ
- ด้านการใช้งาน (Functional): ทำให้ดีขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น
- ด้านอารมณ์ (Emotional): ทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจ ภูมิใจ หรือมีความสุขที่ได้ใช้ (เช่น การรับประกันที่ดีเยี่ยม หรือแบรนด์ที่ดูเท่)
- ด้านสังคม (Social Impact): การสร้างประโยชน์ให้โลกหรือชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อสนับสนุน
5. วิชาตัวเบา และพลังของข้อมูล
ในวันที่เศรษฐกิจไม่ดี ดร.ธนัยแนะนำให้ทำธุรกิจแบบตัวเบา
- อย่าจมเงินกับสินทรัพย์: แทนที่จะกู้เงินสร้างโรงงานใหญ่โต ให้เริ่มจากการจ้างผลิต (OEM) หรือใช้ทรัพยากรของพาร์ทเนอร์ เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหรือรอจังหวะลงทุนที่ชัวร์จริงๆ
- Dataคือเข็มทิศ: ใช้เทคโนโลยี (เช่น ระบบ POS หรือสมาชิก) มาเก็บข้อมูลลูกค้า เพื่อให้รู้ว่าใครซื้ออะไร ซื้อเมื่อไหร่ จะได้เลิกใช้ "ความรู้สึก" แล้วใช้ "ความจริง" ในการบริหารธุรกิจ
สรุปหัวใจสำคัญทิ้งท้าย
ดร.ธนัย ฝากไว้ว่า "เวลา" คือสิ่งเดียวที่ทุกคนมีเท่ากันไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือร้าย ในช่วงที่งานเบาลงหรือยอดขายตก อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า แต่ให้ใช้เวลานั้นพัฒนาคน พัฒนาเทคโนโลยี และสร้างพาร์ทเนอร์เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเมื่อลมเปลี่ยนทิศอีกครั้งครับ.
ข้อมูลจาก Session ฝ่าเกมเศรษฐกิจเดือด กลยุทธ์ทางรอดของธุรกิจยุคใหม่ ในงาน Techsauce Next Entrepreneur's Summit 'The Gateway to Isan'