คำตอบจาก AI ที่ปรากฏบนหน้าจอภายในไม่กี่วินาที ดูเหมือนเกิดขึ้นในอุปกรณ์ตรงหน้า แต่น้อยคนจะรู้ว่าก่อนมาถึงผู้ใช้ ข้อมูลต้องเดินทางผ่านโครงสร้างพื้นฐานกี่ชั้น และต้องผ่านจุดสำคัญใดบ้าง
คำถามนี้คือจุดตั้งต้นของบทสัมภาษณ์ที่ Techsauce ได้พูดคุยกับคุณ Alex Loh ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMC ซึ่งทำงานกับ SYMPHONY มาเกือบ 10 ปี ตลอดการสนทนา คำที่คุณ Alex หยิบมาใช้ซ้ำหลายครั้งคือ 'การหาจุดสมดุล' ทั้งระหว่างการลงทุนกับทรัพยากรที่มีอยู่ ระหว่างอธิปไตยทางข้อมูลกับนวัตกรรม และระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม
SYMPHONY ดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมในไทยมากว่า 20 ปี ถือใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สามซึ่งเป็นใบอนุญาตสำหรับผู้ให้บริการที่มีโครงข่ายของตนเอง บริษัทวางโครงข่ายใยแก้วนำแสงเอง โดยมีธุรกิจหลักคือบริการสำหรับลูกค้าองค์กรแบบ Business-to-Business (B2B) และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ

กลับมาที่คำถามว่า ‘ข้อมูลต้องผ่านโครงสร้างพื้นฐานกี่ชั้นก่อนถึงหน้าจอ?’
คุณ Alex ปูพื้นก่อนว่า AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในช่วงราว 5 ปีหลังโควิด-19 พฤติกรรมและรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปมาก จากกระแสคลาวด์สู่ AI ซึ่งทั้งสองอย่างกลายเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต
สิ่งที่ผู้ใช้เห็นเป็นเพียงเครื่องมือและซอฟต์แวร์ ขณะที่เบื้องหลังต้องอาศัยรากฐานสามส่วนทำงานร่วมกัน คือ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) อุปกรณ์ประมวลผลอย่างหน่วยจัดเก็บข้อมูลและชิปเซ็ต และการเชื่อมต่อ คุณ Alex เปรียบ Data Center เป็นเหมือนอาคารหรือสนามบินที่รองรับอุปกรณ์ แต่อุปกรณ์จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีโครงข่ายเชื่อมระหว่าง Data Center แต่ละแห่ง
คนส่วนใหญ่รู้จัก AI ผ่านโมเดลและแอปพลิเคชัน คำถามต่อมาจึงย้อนลงไปที่ชั้นล่างสุดอย่างสายเคเบิลใต้ทะเล (Submarine Cable) ว่าเหตุใดจึงถูกมองว่าเป็นกุญแจของเศรษฐกิจดิจิทัล คุณ Alex อธิบายว่าทั่วโลกมีสายเคเบิลใต้ทะเลมากกว่า 500 เส้น ทำหน้าที่เหมือนทางด่วนที่เชื่อมจุดเชื่อมต่อโครงข่าย หรือ Point of Presence (PoP) ในแต่ละประเทศ และทำงานคล้ายเที่ยวบินที่ต้องแวะจุดเปลี่ยนเครื่องก่อนไปยังปลายทางอื่น ข้อมูลจึงถูกส่งผ่านศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างประเทศและพื้นที่ที่มี Data Center ตั้งอยู่ หากเปรียบ Data Center เป็นสนามบิน สายเคเบิลก็คือเส้นทางที่เชื่อมสนามบินเหล่านั้นเข้าด้วยกัน
จากโครงข่ายระดับโลก คำถามถัดมาคือบทบาทของ SYMPHONY ซึ่งขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ‘บริษัทมองภูมิทัศน์ธุรกิจในอาเซียนอย่างไร?’
คุณ Alex มองว่าอาเซียนคือตลาดสำคัญ เพราะช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการรับส่งข้อมูลในภูมิภาคเพิ่มขึ้นมาก ส่วนใหญ่มาจากคลาวด์และคอนเทนต์ และ AI มีแนวโน้มจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อไป
บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งสาขาในไทยผ่านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ Foreign Direct Investment (FDI) ไม่ได้ทำงานอยู่ในจุดเดียว ข้อมูลต้องรับส่งข้ามพรมแดนและเชื่อมกับระบบในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ธุรกิจบริการ หรือโรงงานผลิต ขณะที่อาเซียนมีข้อได้เปรียบทั้งทางภูมิศาสตร์และนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน
ในมุมของคุณ Alex โครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดนจะเป็นปัจจัยเร่งการเติบโตของภูมิภาค SYMPHONY จึงวางอาเซียนเป็นตลาดหลัก ผ่านการสร้างโครงข่ายภาคพื้นดิน โครงข่ายสายเคเบิลใต้ทะเล และการตั้ง PoP ในหลายประเทศ

ประเด็นต่อมาคือความพร้อมด้าน AI ของไทย ในมุมของผู้บริหารที่เคยทำงานกับหลายประเทศ คุณ Alex มองว่า AI เป็นวาระแห่งชาติ โดยภาครัฐและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ Board of Investment (BOI) พยายามดึงผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ระดับโลก (Hyperscaler) ผู้ให้บริการ Data Center ผู้ให้บริการคอนเทนต์ และแพลตฟอร์ม Over-the-Top (OTT) เข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ คุณ Alex คาดว่าการพัฒนา AI ของไทยจะเป็น Roadmap อย่างน้อย 10 ปี
ส่วนคำถามว่าบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่คุณ Alex ได้พูดคุยด้วยมองไทยอย่างไร?
คุณ Alex ระบุว่าปัจจัยที่บริษัทเหล่านี้พิจารณาคือทำเล ความพร้อมด้านนโยบาย ทรัพยากร สิทธิประโยชน์ และความสะดวกในการเข้าถึง จุดแข็งของไทยคือทำเลที่เชื่อมต่อได้ทั้งอาเซียนและอินโดจีน รวมถึงเชื่อมไปยังศูนย์กลางอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง ไทยจึงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของภูมิภาคควบคู่กับสิงคโปร์และมาเลเซีย
อีกด้านของโอกาสคือคอขวดที่ต้องเร่งแก้ คุณ Alex ประเมินว่าไทยอาจมี Data Center เพิ่มอีก 20-30 แห่ง และความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตอาจแตะระดับ 2 กิกะวัตต์ การเติบโตระดับนี้จึงต้องเตรียมรับมือสามเรื่อง

เมื่อสายเคเบิลมีจำนวนจำกัด ขณะที่ AI ทำให้ปริมาณข้อมูลทั่วโลกเพิ่มขึ้น สายเคเบิลใต้ทะเลก็กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูงและมีความเสี่ยงตามมา คำถามถัดไปจึงเป็นเรื่องการลดความเสี่ยงนี้ ซึ่งคุณ Alex มองว่าแนวทางสำคัญคือการสร้างเส้นทางที่หลากหลาย (Route Diversity) เพื่อให้ข้อมูลมีทางเลือกในการรับส่งหากเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งมีปัญหา ควบคู่กับการทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายราย
คุณ Alex คาดว่าจะมีสายเคเบิลเชื่อมเข้าและออกจากไทยไปยังประเทศต่าง ๆ มากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น และ SYMPHONY เองก็มีแผนศึกษาว่าสายเคเบิลใต้ทะเลจะช่วยต่อยอดธุรกิจของบริษัทได้อย่างไรอีกด้วย
อีกคำถามที่หลายคนสงสัยคือ เมื่อโมเดล AI จำนวนมากฝึกด้วยข้อมูลของไทย แต่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับประมวลผลอยู่ต่างประเทศ ข้อมูลของคนไทยปลอดภัยเพียงใด และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร?
คุณ Alex ยอมรับว่าผู้ใช้มองไม่เห็นชั้นเหล่านี้จากหน้าจอ แต่ระบุว่าการที่ Hyperscaler มาตั้ง Data Center ในไทย สะท้อนความพยายามจัดเก็บข้อมูลส่วนใหญ่ไว้ในประเทศภายใต้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัย ขณะที่การประมวลผลบางส่วนอาจยังเชื่อมกลับไปยังสำนักงานใหญ่หรือศูนย์กลางหลักของแต่ละบริษัท เหตุผลหนึ่งคือความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ อีกเหตุผลคือโครงข่ายควรอยู่ใกล้ผู้ใช้เพื่อลดความหน่วง (Latency) และความไม่สม่ำเสมอของสัญญาณ (Jitter)
ด้วยเหตุนี้ คุณ Alex จึงมองว่าโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง AI ต้องออกแบบให้รองรับสองด้านไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือพื้นที่ที่นวัตกรรมเกิดขึ้น อีกด้านคือการจัดเก็บข้อมูลในประเทศอย่างปลอดภัย โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการปกป้องข้อมูลกับการเปิดรับนวัตกรรม แต่คือการหาจุดสมดุลระหว่างอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) กับการขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลให้ไปด้วยกันได้
ขยับจากโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศมาสู่ระดับองค์กร ประเด็นต่อมาคือ นอกเหนือจากโครงข่ายทางกายภาพ SYMPHONY ต้องการผลักดันมาตรฐานด้านบริการและความปลอดภัยแบบไหน?
คุณ Alex ตอบว่าจุดยืนของบริษัทคือการไปให้ไกลกว่าการเชื่อมต่อ เพราะธุรกิจทุกวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงอินเทอร์เน็ตหรือวงจรเช่าเฉพาะ (Leased Line) การปรับองค์กรสู่ดิจิทัล (Digitalization) ครอบคลุมทั้งระบบ แอปพลิเคชัน ขั้นตอนการทำงาน และฐานข้อมูล ขณะที่ AI ถูกนำไปใช้ในแอปพลิเคชัน อุปกรณ์ และกระบวนการทำงานมากขึ้น
SYMPHONY จึงให้บริการสี่กลุ่ม ได้แก่
ในส่วนของการออกแบบโซลูชันอย่างคลาวด์ควบคู่กับบริการบริหารจัดการ (Managed Service) เพื่อช่วยให้ลูกค้าทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น คุณ Alex อธิบายว่าข้อมูลต้องการทั้งโครงข่ายที่เสถียรและพื้นที่จัดเก็บที่ปลอดภัย
องค์กรที่มีโครงข่ายดีแต่ขาดระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูล ย่อมไม่สามารถปรับตัวสู่ดิจิทัลได้เต็มที่ ขณะที่สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือบริการเชิงรุกและเชิงป้องกัน บริษัทจึงให้บริการที่มีการรับประกันระดับบริการสูง พร้อมทีมเฉพาะที่เฝ้าระวังเหตุขัดข้องของโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง และเข้าแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา

การใช้พลังงานของ AI เป็นอีกประเด็นที่หลายคนกังวล โจทย์ที่ตามมาคือ SYMPHONY จะหาจุดสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร? คุณ Alex ยอมรับว่าการวางโครงข่ายและเดินอุปกรณ์ทั่วประเทศทำให้บริษัทใช้พลังงานสูงเช่นกัน แนวทางที่ใช้สนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) คือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโครงข่าย และลดการใช้พลังงานในสถานีและจุดให้บริการต่าง ๆ
คุณ Alex ระบุว่าบริษัทต้องสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของธุรกิจ ความต้องการของสังคม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทำสำเร็จได้ในระยะสั้น แต่ต้องเป็น Roadmap ระยะยาว
นอกจากพลังงาน อีกทรัพยากรที่การเติบโตระยะยาวขาดไม่ได้คือคน งานโครงสร้างพื้นฐานมักถูกมองว่าเป็นงานหลังบ้าน คำถามต่อมาจึงเป็นเรื่องที่ว่า SYMPHONY จะดึงคนรุ่นใหม่สายเทคโนโลยีให้เข้ามาร่วมงานได้อย่างไร?
คุณ Alex ไม่ได้มองว่างานนี้เป็นงานสนับสนุนหลังบ้าน แต่เป็นงานที่ขับเคลื่อนองค์กรจำนวนมาก บริษัทจึงรับบุคลากรตั้งแต่นักศึกษาจบใหม่ที่มีพื้นฐานด้านเทคนิค แล้ววางเส้นทางการเติบโตผ่านการฝึกอบรมและใบรับรองทางวิชาชีพ ขณะที่พนักงานสายงานที่ไม่ใช่เทคนิคก็ได้รับการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องเช่นกัน
แล้วคนทำงานสายนี้จะถูก AI แทนที่หรือไม่ ซึ่งคุณ Alex มองว่า AI เป็นส่วนเสริม ไม่สามารถแก้ได้ทุกปัญหา และยังต้องอาศัยการวิเคราะห์และการตัดสินใจของมนุษย์ เพราะ 'ผลลัพธ์และความรับผิดชอบยังต้องอยู่ที่มนุษย์'
ในภาพใหญ่ คุณ Alex มองว่า AI จะมีบทบาทมากขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า และทุกคนจะต้องปรับตัวใช้ AI ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไทยจึงมีโอกาสได้ประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค โดย SYMPHONY วางบทบาทเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Enabler) ที่ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ และนโยบายของภาครัฐ
เมื่อมองคำตอบของคุณ Alex ทั้งหมด จะเห็นว่าทุกประเด็นไปในทิศทางเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง AI ต้องอาศัย Data Center อุปกรณ์ประมวลผล และโครงข่ายที่ทำงานร่วมกัน ความได้เปรียบด้านทำเลของไทยต้องมาพร้อมการวางแผนไฟฟ้า ที่ดิน และเส้นทางรับส่งข้อมูล การดูแลข้อมูลคนไทยต้องสมดุลกับการขับเคลื่อนนวัตกรรม ขณะที่การเติบโตต้องไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจ
คุณ Alex ย้ำว่ารากฐานดิจิทัล (Digital Foundation) จะเป็นหัวใจของการวางแผนต่อจากนี้ และระบบนิเวศทั้งหมดต้องพัฒนาไปพร้อมกันและทำงานร่วมกัน
คำตอบจาก AI อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีกว่าจะปรากฏบนหน้าจอ แต่ในมุมของคุณ Alex รากฐานที่รองรับคำตอบเหล่านั้นคือRoadmap อย่างน้อย 10 ปี ที่ทุกภาคส่วนต้องวางแผนและสร้างไปด้วยกัน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด