หลังจากที่มีข่าวเล็ดข่าวลอดสร้างความหวาดหวั่นขวัญผวาให้ตลาด Crypto มาหลายเดือน ในที่สุดกฎหมาย Cryptocurrency และภาษี ก็ได้ออกมาให้เรายลโฉมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ซึ่งก็ตามสูตร คือเต็มไปด้วยภาษากฎหมายยาวเหยียด อ่านแล้วหลับ หลับแล้วตื่น ตื่นมาอ่าน กี่ทีก็ยังมึน

หลังจากผมอ่านไปหลายรอบจนพอจะสรุปออกมาได้ ก็เลยอยากจะเอามาแชร์ให้เข้าใจตรงกัน และส่วนที่เป็นตัวเอนจะเป็นการขยายความ หรือยกตัวอย่างเพิ่ม รวมถึงแทรกความเห็นส่วนตัวของผมเข้าไปด้วยนะครับ

มีกฎหมายอะไรเกี่ยวข้องบ้าง

มีกฎหมายใหม่ 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency นี้ครับ

  1. พระราชกําหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ปี 2561 ที่พูดถึงเรื่องเงิน Crypto, ICO, Exchange, ข้อกำหนด, บทลงโทษอะไรไป
  2. พระราชกําหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2561 ที่พูดถึงเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องล้วนๆ

เข้าใจนิยามกันก่อน

เพื่อให้อ่านกฎหมายฉบับนี้ได้แซ่บยิ่งขึ้น เราต้องเข้าใจกับนิยามของคำหลายๆคำที่ใช้ในกฎหมายฉบับนี้ก่อนนะ

  • ตามกฎหมายฉบับนี้ Cryptocurrency หรือเขียนเป็นไทยว่า “คริปโทเคอร์เรนซี”คือ หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างข้ึนโดยมีความประสงค์ที่จะใช้เป็น “สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน” เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิใดๆ หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล
  • ส่วน Token Digital หรือ “โทเคนดิจิทัล” หมายถึง หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “กําหนดสิทธิ” ของบุคคลในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการ หรือกําหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการหรือสิทธิอื่นใดท่ีเฉพาะเจาะจง
  • หรือพูดง่ายๆก็คือ “คริปโทเคอร์เรนซี” ก็คือเงินคริปโต เช่น Bitcoin
  • ส่วน Utilities token, Securities token, และ Equity token ก็จัดเป็น “โทเคนดิจิทัล”
  • และทั้ง Cryptocurrency และ Token Digital สามารถเรียกเหมาๆรวมกันได้ว่า “สินทรัพย์ดิจิทัล”
  • ถ้าเจอคำว่า “ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล” ก็ให้รู้ว่าหมายความถึงคนทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับ
    1. Exchange (เช่น BX, TDAX, BitKub)
    2. Broker หรือ นายหน้า คือผู้ที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล
    3. Dealer ผู้ขายเงิน crypto หรือ token เช่น ทำเวบรับเงินจากบัตรเครดิตหรือให้คนโอนเงินมาแลกคริปโต
    4. และอะไรอื่นๆ ที่รัฐมนตรีกำหนดให้อยู่ในข้อนี้ (Crypto Credit Card ไม่รวมในกฎหมายนี้นะ เพราะจัดอยู่ใน epayment/ewallet provider ซึ่งจะถูกกำกับดูแล พรบ ระบบชำระเงิน แทน)
  • “ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล” ก็คือผู้ที่มีหน้าที่ช่วยกลั่นกรองผู้ออก ICO และตัว ICO และตรวจสอบความครบถ้วนถูกต้องของแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายโทเคนดิจิทัล และร่างหนังสือชี้ชวน (หรือเรียกง่ายๆว่าทำหน้าที่เป็น IB ในโลก ICO นั่นเอง ซึ่งในร่างฯเก่าของก.ล.ต. จะเรียกคนทำสิ่งนี้ว่า ICO Portal)

เรื่องทั่วๆ ไปก่อน

  • อย่างแรก กฎหมายนี้บอกว่าอะไรที่เข้าข่ายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ เช่นพวก ตั๋วเงินคลัง,พันธบัตร, หุ้น, หน่วยลงทุน ไม่นับว่าเป็น Cryptocurrency หรือ Digital Token (ซึ่งตรงนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่าถ้า ในอนาคต ก.ล.ต. ออกกฎว่าให้ Securities token และ Equity token ถือเป็นหลักทรัพย์ ก็อาจจะทำให้ token 2 ประเภทนี้หลุดจากการกำกับด้วยกฎหมาย Crypto นี้ไปถูกกำกับด้วยกฎหมายหลักทรัพย์ได้ทันที หรือในทางกลับกัน ก.ล.ต. ก็สามารถจะออกกฎให้หลักทรัพย์สามารถใช้กระบวนการดิจิตอลภายใต้กฎนี้ได้ด้วย)
  • ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล (ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าข่ายหรือเปล่า ย้อนกลับไปดูนิยามข้างบนนะจ๊ะ) และ ICO Portal ถือเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (แปลว่าต้องทำตามและต้อง “รับผิด” ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินด้วยนะ)
  • ถ้าคนเหล่านี้จะทำธุรกรรมหรือรับค่าตอบแทนเป็น Cryptocurrency ก็ต้องเป็น crypto ที่ได้มาจากการผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตเท่าน้ัน (อันนี้เพื่อกันการฟอกเงินหรือหลบเลี่ยงภาษีเต็มๆ จะมาปัดว่า ลูกค้าจะขุดมาจ่ายมั้ง หรือได้มาจากไหนไม่รู้ ไม่ได้)
  • คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีอำนาจหน้าที่ออกระเบียบข้อบังคับ กําหนดหลักเกณฑ์ตั่งต่างเกี่ยวกับการออกและเสนอขาย โทเคนดิจิทัลและการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

การเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน (ขายICO นั่นแหละ)

  • เฉพาะนิติบุคคลประเภทบริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดเท่านั้น ถึงจะออก ICO ได้ (คนธรรมดาอยากจะออกก็แค่รวมตัวกันไปจดเป็นบริษัทจำกัดซะก่อน ไม่ได้ยากอะไร)
  • ผู้ออก ICO ต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. และต้องยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายโทเคนดิจิทัลและร่างหนังสือชี้ชวนต่อสํานักงาน ก.ล.ต.
  • และสำหรับ ICO ที่ขายแล้วบางส่วน ยังไม่ได้ขายบางส่วน (เช่น JFin) ก็ต้องเข้ากระบวนการยื่นแบบและหนังสือชี้ชวนข้างบนด้วย จะมาอ้างว่าออกเหรียญไว้ก่อนแล้วไม่ได้
  • ขาย ICO ได้เฉพาะต่อผู้ลงทุนตามประเภทและภายใต้เงื่อนไขที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกําหนดเท่านั้น (ซึ่งก็น่าจะบังคับได้เฉพาะ primary เท่านั้น พอไปเทรดใน secondary market ก็คุมไม่ได้ละ)
  • ต้องเสนอแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายโทเคนดิจิทัลและร่างหนังสือชี้ชวน ให้ ก.ล.ต. อนุมัติก่อน ถึงขาย ICO ได้ และต้องขายผ่าน ICO Portal เท่านั้น
  • คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีสิทธิกำหนดว่า token แบบไหนต้องยื่นแบบ แบบไหนไม่ต้องยื่น
  • ถ้าทำๆ ICO ไป ก.ล.ต. เจอว่าแจ้งข้อมูลเท็จ ข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือทำๆไปแล้วกลายเป็นไม่เหมือนในแบบแสดงข้อมูลหรือหนังสือชี้ชวน ทาง ก.ล.ต. ก็มีอํานาจระงับหรือเพิกถอนการอนุญาตนั้นได้ในทันที แต่อันนี้ไม่มีผลย้อนหลังกับ ICO ที่ออกไปแล้ว
  • ผู้ออก ICO ต้องจัดทำรายงานเกี่ยวกับผลการดําเนินงานและฐานะการเงิน รวมถึงเปิดเผยข้อมูลที่อาจมีผลต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือโทเคนดิจิทัล หรือต่อการตัดสินใจลงทุน หรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาหรือมูลค่าของโทเคนดิจิทัล กับ ก.ล.ต. และสาธารณชนด้วย (อันนี้ไม่ได้บอกว่าต้องส่งรายงานทุกปี หรือทุก quater หรือยังไง น่าจะอยู่ในประกาศ ก.ล.ต. ที่จะตามมาอีกที แต่รวมๆแล้วเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลสำหรับผู้ออก ICO)

ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

  • ทวนอีกทีนะ “ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล” คือ exchange, นายหน้าตัวแทนรับซื้อขาย, คนขายเงิน crypto และสิ่งอื่นใดที่รัฐมนตรี และ ก.ล.ต. ท่านอยากให้อยู่ในข้อนี้
  • ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ซึ่งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ค่าธรรมเนียมการขออนุญาตจะเป็นไปตามท่ีรัฐมนตรีประกาศกําหนด (ซึ่งก็ยังไม่ได้กำหนดออกมา)
  • ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องมีแหล่งเงินทุนที่เพียงพอสําหรับการประกอบธุรกิจและรองรับความเสี่ยงในด้านต่างๆ ต้องมีมาตราการการรักษาความปลอดภัยจากการโจรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และต้องมีระบบบัญชีที่เหมาะสมกับกิจการและจัดให้มีการสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีที่สํานักงาน ก.ล.ต. ให้ความเห็นชอบ
  • ที่สำคัญอีกข้อคือต้องมีมีมาตรการการ KYC/CDD และมาตรการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรือการฟอกเงิน (อันนี้งานช้างเลยนะ สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้)
  • ถ้าผู้ประกอบธุรกิจมีการเก็บรักษาทรัพย์สินของลูกค้า จะต้องจัดทําบัญชีทรัพย์สินของลูกค้าแยกแต่ละรายและต้องเก็บรักษาทรัพย์สินแยกออกจากทรัพย์สินของบริษัทโดยห้ามเอาไปใช้ทำอย่างอื่น (เจตนาของข้อนี้หมายถึงผู้ประกอบธุรกิจเก็บ private key ลูกค้า หรือรับฝากโทเคนลูกค้า เหมือนกับแบบที่ลูกค้าเทรดหุ้นฝากหุ้นกับ broker)
  • ซึ่งทั้งหมดนี้ หากไม่ทำตาม คณะกรรมการ ก.ล.ต. อาจสั่งระงับการดําเนินงานท้ังหมดหรือแต่บางส่วนเป็นการชั่วคราว ไปจนถึงเพิกถอนการอนุญาตเลยก็ได้

การป้องกันการกระทําอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

  • ห้ามให้ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับฐานะทางการเงิน ผลการดําเนินงาน หรือราคา (คือรายงานราคาได้ แต่ห้ามให้ข้อมูลเป็นเท็จ ฉะนั้นสยามบลอกเชนสามารถโพสรูปจรวดได้ ไม่ผิดจ้ะ)
  • ห้ามเอาข้อมูลเท็จหรือข้อมูลไม่ครบถ้วนมาใช้วิเคราะห์หรือคาดการณ์ฐานะทางการเงิน ผลการดําเนินงาน ข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวกับผู้ออก ICO
  • ห้ามมิให้บุคคลที่รู้ข้อมูลภายในที่เกี่ยวกับผู้ออก ICO ทำการซื้อ, ขาย หรือทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น และห้ามเปิดเผยข้อมูลภายในแก่บุคคลอื่น (แบบราคาเด้งแน่แกร เดี๋ยวจะมีดีลพิเศษกับหน่วยงานนี้ๆๆ ข้ารู้ข้าเป็นคนวงใน อะไรงี้ ผิดเต็มๆนะจ๊ะ)
  • ถ้าผู้ถือ token เกินกว่า 5%, ผู้บริหาร, พ่อแม่ลูกญาติพี่น้องภรรยาสามี, บริษัทแม่บริษัทลูก มีพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดไปจากปกติวิสัย ให้เชื่อไว้ก่อนเลยว่าเป็นผู้รู้ข้อมูลภายใน
  • ห้ามผู้บริหารและพนักงานของนายหน้าซื้อขาย หรือ exchange แอบส่ง หรือแก้ไข หรือยกเลิก หรือเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายของลูกค้า
  • ห้ามส่งคำสั่งซื้อขายที่จะทำให้คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขาย และห้ามส่งคําสั่งซื้อขายในลักษณะต่อเนื่องกันโดยมุ่งหมายให้ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลหรือปริมาณการซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นผิดไปจากสภาพปกติ ของตลาด (เรียกง่ายๆว่าห้ามปั่นราคานั่นแหละ)
  • ถ้าเปิดบัญชีร่วมกัน ยอมให้คนอื่นใช้บัญชี จ่ายเงินแทนกัน นำเงินหรือสินทรัพย์มาค้ำประกันแทนกัน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นตัวการในการกระทําความผิด

เจ้าหน้าที่

  • เจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปในออฟฟิซและดาต้าเซนเตอร์ เพื่อตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์และหนี้สินของผู้ประกอบธุรกิจ รวมทั้งตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
  • เจ้าหน้าที่มีสิทธิตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูล หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล เพื่อตรวจสอบหลักฐาน
  • มีสิทธิยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เอกสาร หลักฐาน หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิด
  • เมื่อหน่วยงานที่มีหน้าที่และอํานาจตามกฎหมายเก่ียวกับสินทรัพย์ดิจิทัลของต่างประเทศร้องขอ ให้สํานักงาน ก.ล.ต. มีอํานาจให้ความช่วยเหลือ ในการรวบรวมหรือตรวจสอบข้อมูลหรือหลักฐาน
  • พยานหลักฐานทั้งหมดที่ได้มา สามารถนำมาใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานในการกล่าวโทษ สอบสวน และดําเนินคดีได้

โทษทางแพ่งและอาญา

  • ใครออก ICO โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือขายโดยไม่ผ่าน ICO Portal โทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับเป็นเงินไม่เกินสองเท่าของมูลค่า ICO หรือทั้งจําทั้งปรับ
  • ใครออก ICO โดยไม่ยื่นแบบแสดงข้อมูล และหนังสือชี้ชวนให้ถูกต้อง โทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
  • ให้ข้อมูลเป็นเท็จในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายโทเคนดิจิทัลและร่างหนังสือชี้ชวน ติดจําคุกไม่เกินห้าปี และปรับเป็นเงินไม่เกินสองเท่าของราคา ICO
  • ถ้าปล่อยขาย ICO ก่อนที่แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายและร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นไว้ต่อสํานักงาน ก.ล.ต. มีผลใช้บังคับ โทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับเป็นเงินไม่เกินหนึ่งเท่าของราคา ICO
  • แต่ถ้า ก.ล.ต. ระงับ แล้วยังทำไม่รู้ไม่ชี้ขายต่อไปอีก ก็จําคุกไม่เกินสองปี หรือปรับเป็นเงิน 2 เท่า หรือทั้งจําทั้งปรับ

อะไรประมาณนี้แหละ หัวข้อนี้ยาวมาก รายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก ขอสรุปมาพอให้เห็นภาพละกันว่า อะไรที่ห้ามๆไว้ข้างบนน่ะ ถ้าฝ่าฝืนมีโทษหมดนะ ทั้งจำทั้งปรับ

ระยะปลอดภัย

คนที่ทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องยื่นคําขออนุญาตตามที่บอกไว้ภายใน 90 วันนะจ๊ะ

มาดูเรื่องภาษีกันบ้าง

  • กฎหมายใหม่บอกว่าให้เพิ่ม 2 สิ่งนี้เข้าไปในรายได้พึงประเมิน ในข้อเดียวกับพวกดอกเบี้ยหรือปันผล (ใครกรอกภาษีเอง จะอ๋อทันทีว่าข้อนี้คือ มาตรา 40 วงเล็บ 4)
    1. เงินส่วนแบ่งของกําไร หรือผลประโยชน์ได้จากการถือ Crypto (ส่วนแบ่งของกำไร หรือผลประโยชน์ในรูปของ token นี่ชัดเจน ตีราคาได้ แต่ถ้าผลประโยชน์เป็นสิทธิในการใช้งาน เป็นรางวัล หรือเป็นอะไรที่คิดเป็นเงินไม่ได้ล่ะ จะคิดภาษียังไง)
    2. ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอน Crypto เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน (เรียกง่ายๆว่าคิดภาษีจากส่วนต่างกำไรจากการเทรดนี่แหละ)
  • ให้หักภาษีไว้ 15% เลย ทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อข้างบน

ความเห็นส่วนตัว

  • ในส่วนของการกำกับดูแล Crypto และ ICO ก็มีทั้งส่วนที่ชอบและไม่ชอบนะครับ มาตรการปกป้องคุ้มครองนักลงทุนเป็นสิ่งที่ผมอยากให้มีมานานแล้ว และพยายามผลักดันให้เกิดจากการที่ ecosystem ร่วมกันสร้างมาตรฐาน สร้างมาตรการการกำกับดูแลกันเองด้วยซ้ำ ไม่ได้อยากให้มีรัฐลงมาคุม แต่ในเมื่อกฎออกมาแล้ว และออกมาได้ค่อนข้างดี ก็ถือว่าเป็นข้อที่ชอบและเห็นด้วยครับ
  • เรื่องว่าพวกคะแนนสะสม แต้มเกม loyalty point ต่างๆจะถูกรวบมาอยู่ใน พรก. นี้ไหม ในกฎก็ให้อำนาจ ก.ล.ต. ยกเว้นให้อยู่แล้ว ไม่ต้องตกอกตกใจกันไป
  • การเก็บภาษีจากส่วนต่างกำไรนี่เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่ใช่เล่นนะครับ ว่าจะเอาหลักฐานจากไหนว่าทุนมาเท่าไหร่ ถ้าขุดมาล่ะจะคิดต้นทุนยังไง ถ้าเอาข้อมูลจาก exchange จะตรวจสอบอย่างไรว่าการซื้อขายนั้นตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ และการตั้งกฎเกณท์เหล่านี้ขึ้นมาให้ครบถ้วนครอบคลุมและเป็นธรรมนี่ก็ใช้เวลาไม่น้อยเลย สรรพากรจะออกขั้นตอนรายละเอียดได้ทันไหม
  • ส่วนเรื่องหนีไปเทรดต่างประเทศ ไปออก ICO ต่างประเทศ หรือหลบไปใช้บัตรเครดิต crypto มีคนพูดถึงกันไปเยอะแล้วนะครับ ไม่ขอสอนจรเข้ว่ายน้ำ :D
  • ส่วนต้นทุนและภาระที่เพิ่มมาสำหรับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงเรื่องภาษีนั้น เป็นประเด็นใหญ่มาก และไม่ได้กระทบเฉพาะกับสำหรับสาย trade เท่านั้น แต่จะส่งผลกับ token economy ของไทยเรามากด้วยเช่นกัน

ขอแสดงความขอบคุณ

  • ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี ก.ล.ต.
  • คุณอาจารีย์ ศุภพิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน ก.ล.ต.
  • คุณทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

ที่ช่วยตรวจสอบและแก้ไขความถูกต้องของบทความครับ

RELATED ARTICLE

Responsive image

ทำความรู้จัก TAGTHAi (ทักทาย) แอปจองทริปท่องเที่ยวไทยครบวงจร

แอป TAGTHAi เปิดตัวครั้งแรกด้วยการรองรับถึง 3 ภาษา ทั้ง ไทย จีน อังกฤษ โดยมีจุดเด่นด้วยการเป็น One Stop Service แนะนำ ที่เที่ยว ที่พัก ที่กิน แหล่งช้อปปิ้ง และกิจกรรมที่น่าสนใจ พร้...

Responsive image

Transformation ของ ‘วิชาช่าง’ Upskill ด้วยคอร์สเรียนออนไลน์จากสยามเทค

Transformation ของ ‘วิชาช่าง’ Upskill ด้วยคอร์สเรียนออนไลน์จากสยามเทค...

Responsive image

Recession or Not? โลกจะเกิดเศรษฐกิจถดถอยจริงหรือไม่?

บทวิเคราะห์ : Recession or not โลกจะเกิดเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ โดย SCB Chief Investment Office (SCB CIO)...