เจาะลึกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไทย ที่กำลังท้าชนต่างชาติ ใครเก็บค่า GP เท่าไหร่ จุดเด่นคืออะไร และไทยจะสู้ต่างชาติได้ไหม ?

ร้านค้าออนไลน์ไทยที่ขายผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ 3 เจ้าใหญ่ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรวมกันสูงถึง 22-40% ของยอดขายทุกคำสั่งซื้อ ตัวเลขนี้มาจากการสำรวจ SME กว่า 500 รายในช่วงไตรมาส 1-2 ปี 2569 โดยสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) ซึ่งพบว่าหลังหักค่าธรรมเนียมทุกประเภทแล้ว กำไรสุทธิเฉลี่ยของร้านค้าเหล่านี้เหลือเพียง 2.3%

ตัวเลขนี้เรียกว่า take-rate หรือสัดส่วนรายได้ทั้งหมดที่แพลตฟอร์มหักจากยอดขายผู้ขาย ไม่ได้มีแค่ค่าคอมมิชชั่นตามหมวดสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมค่าธุรกรรมการชำระเงิน และค่าโฆษณาที่ร้านค้าแทบจำเป็นต้องซื้อเพิ่ม เพราะถ้าไม่ซื้อ สินค้าจะถูกซ่อนจากผลการค้นหาโดยอัตโนมัติ 

ปัญหานี้ผลักดันให้ SME ไทยจำนวนหนึ่งรวมตัวกัน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยหันมาสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองพร้อมกันหลายเจ้า กระแสนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อ Thaimart ประกาศเปิดตัวพร้อมแคมเปญค่า GP 0% กลายเป็นแรงจุดประกายให้แพลตฟอร์มไทยเจ้าอื่นถูกพูดถึงมากขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

Techsauce ชวนสำรวจว่าแพลตฟอร์มไทยแต่ละเจ้าที่โผล่ขึ้นมาพร้อมกันนี้เป็นใคร ถือค่า GP เท่าไหร่ ทำไมกระแสนี้ถึงมาแรงในจังหวะนี้ สมาคมผู้ประกอบการและภาครัฐเริ่มขยับตัวอย่างไรบ้าง และสุดท้ายทิศทางของสนามนี้จะไปทางไหนต่อ

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชไทย มีใครบ้าง ? 

จุดขายร่วมของแพลตฟอร์มไทยแทบทุกเจ้าคือ ค่า GP ที่ต่ำกว่าคู่แข่งต่างชาติมาก โดย GP คือค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มหักจากยอดขายของผู้ขายในแต่ละคำสั่งซื้อ (ย่อมาจาก Gross Profit ศัพท์ที่วงการอีคอมเมิร์ซ และฟู้ดเดลิเวอรี่ไทยใช้เรียกส่วนแบ่งนี้) 

เรามาลองไล่ดูทีละเจ้าว่าแต่ละแพลตฟอร์มวางสูตรค่า GP และจุดยืนของตัวเองไว้อย่างไร เริ่มจากเจ้าที่จุดกระแสนี้ขึ้นมาก่อนอย่าง Thaimart

Thaimart

เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 หลังใช้เวลาเตรียมโครงสร้างธุรกิจนานถึง 5 ปี ปัจจุบันมีพนักงานราว 450 คน นำโดยพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ 'นอท' ซีอีโอบริษัท Thaimart Marketplace ที่หลายคนรู้จักในฐานะผู้ปลุกปั้นแพลตฟอร์มลอตเตอรี่ออนไลน์กองสลากพลัส ก่อนขยับมาสร้างมาร์เกตเพลสของตัวเอง 

จุดแข็งของ Thaimart คือการยกเว้นค่า GP 0% ให้ร้านค้าที่เปิดในปีแรก ก่อนจะเก็บแบบขั้นบันไดในปีถัดไป คิดเป็นเพดาน 5% ในปีที่ 2 ไต่ขึ้นเป็น 8% ในปีที่ 3 และ 10% ในปีที่ 4 นอกจากค่า GP แล้ว Thaimart ยังมีค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (payment fee) แยกต่างหากอีก 3% แต่ปัจจุบันยังยกเว้นไม่เก็บจนถึงสิ้นปี 2569 

ในฐานะแพลตฟอร์มเปิดใหม่ แทนที่จะแข่งด้วยคูปองส่วนลด Thaimart เลือกแข่งด้วยระบบตรวจสอบร้านค้าก่อนเปิดขาย พร้อมนโยบายคืนสินค้าและคืนเงินที่ชัดเจน เพื่อดึงผู้ใช้ และผู้ขายเข้ามาในระบบ

ThailandPostMart 

ดำเนินการโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด รัฐวิสาหกิจที่มีเครือข่ายโลจิสติกส์ครอบคลุมทั่วประเทศ เน้นกลุ่มสินค้าชุมชน OTOP และผู้ผลิตรายย่อย ค่า GP ปกตินอกช่วงโครงการยังไม่มีข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ในโครงการ 'ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย' ที่ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แพลตฟอร์มนี้ยกเว้นค่า GP ให้ทั้งหมดตลอดช่วงโครงการ

Pantip Mall

เปิดตัวในสถานะเบต้าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมแล้วราว 500 ร้าน พร้อมประกาศแผนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเกิดจากการ่วมมือกันระหว่าง Pantip.com คอมมูนิตี้ออนไลน์ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน และ ShopSCAPE ผู้นำด้าน Enterprise E-commerce จุดขายคือค่าคอมมิชชั่นโปรโมชัน 3% สำหรับร้านค้ากลุ่มแรก เทียบกับแพลตฟอร์มต่างชาติที่เก็บรวมค่าคอมมิชชั่น ค่าธุรกรรม และค่าการตลาดรวมกันแล้วสูงถึง 12-15%

ShopChill 

ชูจุดขาย GP 0% ตลอดอายุการใช้งาน มีค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (payment fee) แยกต่างหากราว 2.68% แพลตฟอร์มนี้ยังชูนโยบาย Thai Seller Protection ปกป้องผู้ขายไทยด้วยการไม่เปิดให้ร้านค้าต่างชาติเชื่อมต่อระบบขายโดยตรง 

Nex Gen Commerce

ดำเนินการโดย INET หรือบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทเทคโนโลยีไทยที่อยู่ในวงการมาเกือบ 30 ปี ร่วมมือกับ SME D Bank โดยเก็บค่า GP คงที่เพียง 1% ต่ำที่สุดในบรรดาแพลตฟอร์มไทยที่มีข้อมูลเปิดเผย

นอกเหนือจากลิสต์ด้านต้นยังมี THAI THAI BY ECO Commerce แอปที่ผสมโมเดล Creator Commerce เข้ากับมาร์เกตเพลส เชื่อมครีเอเตอร์ สินค้า และระบบขนส่งไว้ในที่เดียว เก็บค่า GP 0% เช่นกัน 

รวมถึง YJ Mall ที่ก่อตั้งโดย ยิว ฉัตรมงคล สมแก้ว อดีตตำรวจที่ผันตัวมาเป็นนักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักล้านคนบนโซเชียล วางระบบเป็น 3 ฝั่งคือลูกค้า นายหน้าหรือ affiliate และร้านค้า เจ้าตัวสื่อสารจุดยืนชัดเจนว่าต้องการช่วยแบรนด์ไทยสเกลอัพ หลังมองว่าแพลตฟอร์มต่างชาติสร้างแรงกดดันให้ผู้ขายไทยมากเกินไป ส่วนโครงสร้างค่าธรรมเนียมยังไม่เปิดเผยชัดเจนต่อสาธารณะ

หลังรู้จักหน้าตาผู้เล่นฝั่งไทยในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ์แล้ว คำถามต่อไปคือตลาดที่พวกเขากำลังแย่งชิงกันมีขนาดใหญ่แค่ไหน และคู่แข่งต่างชาติที่ครองพื้นที่อยู่เดิมแข็งแกร่งกว่ากันเพียงใด

ตลาดที่ต่างชาติครองแทบเบ็ดเสร็จ

รู้หรือไม่ว่า แพลตฟอร์มต่างชาติ 3 เจ้าใหญ่ครองส่วนแบ่งตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคอาเซียนปี 2568 รวมกันสูงถึง 98.8% ของมูลค่าสินค้ารวมที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม (GMV) ทำให้ผู้เล่นรายเล็กและแพลตฟอร์มไทยหน้าใหม่แทบไม่เหลือพื้นที่ยืน ขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเองก็ยังเติบโตต่อเนื่องทุกปี ยิ่งตอกย้ำว่าพื้นที่ที่แพลตฟอร์มไทยต้องแย่งชิงคืนมานั้นใหญ่แค่ไหน

อีกปัจจัยที่ซ้ำเติมผู้เล่นไทยคือสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน ซึ่ง SME ไทยร้องเรียนเป็นอันดับ 2 รองจากปัญหาค่าธรรมเนียม  โดยผู้ค้าไทยมองว่าร้านค้าต่างชาติไม่ต้องแบกรับต้นทุนภาษีนำเข้าา ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือมาตรฐาน มอก. เท่ากับผู้ขายในประเทศ

แพลตฟอร์มต่างชาติรายล่าสุดที่เข้าตลาดไทยยังเลือกดีลตรงจากโรงงานจีนแล้วตั้งราคาขายเอง แทนที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้ขายเข้ามาเหมือนแพลตฟอร์มต่างชาติรายใหญ่อีก 2 เจ้า ซึ่งตอบโต้ด้วยการเปิดบริการร้านค้าที่แพลตฟอร์มดำเนินการเองขึ้นมาแข่งในกลุ่มสินค้าราคาถูกโดยตรง

แรงกดดันจากทั้งค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มต่างชาติและคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ นี้เองที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มขยับตัวรวมกลุ่มกันอย่างเป็นทางการมากขึ้น

สมาคมนัดคุย รัฐเริ่มขยับ

จุดที่จุดกระแสให้แพลตฟอร์มไทยเริ่มพูดคุยกันเองมาจากโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวของ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้บุกเบิกวงการอีคอมเมิร์ซไทย ที่ระบุว่าสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยได้นัดคุยกับ ThailandPostMart, Thaimart, Pantip Mall และ ShopChill เพื่อหารือความร่วมมือ พร้อมเสนอให้ตั้ง 'คณะทำงานกลุ่มผู้ประกอบการ' ขับเคลื่อนมาร์เกตเพลสไทยภายใต้สมาคมที่ก่อตั้งมาแล้ว 21 ปี

ในอีกทางหนึ่ง สมาคมฯ ภายใต้การนำของ คุณกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้ยื่นข้อเสนอ 3 เรื่องต่อรัฐสภาไปแล้วก่อนหน้านี้ ให้กำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติเข้มข้นขึ้นตามแบบอินเดีย จีน เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย จัดตั้งหน่วยงานกลางร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อรับเรื่องร้องเรียนอย่างจริงจัง และผลักดันนโยบาย 'Thai First' พร้อมมาตรการภาษีสนับสนุนผู้ขายที่จดทะเบียนถูกต้องในประเทศ

ฝั่งภาครัฐก็เริ่มขยับตาม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมาเกือบ 2 เดือนแล้ว 

โดยพบว่าภาระของผู้ขายไม่ได้มีแค่ค่า GP แต่ยังรวมค่าคอมมิชชั่น ค่าร่วมแคมเปญ และค่าเพิ่มการมองเห็นสินค้าด้วย ขณะเดียวกัน คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ก็มีอำนาจกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทมาร์เกตเพลสแล้วตามประกาศที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569

ในระยะยาวยังมีข้อเสนอให้พัฒนา Open Commerce Network หรือ OCN ขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางด้านอีคอมเมิร์ซ เชื่อมระบบชำระเงิน ขนส่ง และมาตรฐานการค้าเข้าด้วยกัน โดยย้ำว่าไม่ใช่การให้รัฐสร้างแพลตฟอร์มมาแข่งกับเอกชนโดยตรง แต่เป็นกติกากลางที่มุ่งผลักดันให้แพลตฟอร์มทุกเจ้าเปิดเผยโครงสร้างค่าธรรมเนียมอย่างโปร่งใส มากกว่าการเข้ามาสร้างแพลตฟอร์มแข่งกับเอกชนโดยตรง

ควบคู่ไปกับโครงการ 'ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย' ที่ผลักดัน SME และวิสาหกิจชุมชนกว่า 2,000 รายขึ้นขายบนแพลตฟอร์มไทยตลอดเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 พร้อมแจกโค้ดส่วนลดรวม 50 ล้านบาท

ท่ามกลางแรงหนุนจากทั้งสมาคมและภาครัฐที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้ คำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้คือแพลตฟอร์มไทยจะยืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาวหรือไม่

บทพิสูจน์แพลตฟอร์มไทย คือเมื่อ GP 0% หมดอายุ 

สิ่งที่ต้องจับตาคือค่า GP 0% ที่แพลตฟอร์มไทยส่วนใหญ่ใช้ดึงดูดร้านค้าตอนนี้ ล้วนผูกกับช่วงโปรโมชันหรือโครงการภาครัฐ ไม่ใช่นโยบายถาวร Thaimart เองก็ประกาศไว้ชัดเจนว่าค่า GP จะขยับขึ้นเป็นขั้นบันไดตั้งแต่ปีที่ 2 

ส่วน ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce ที่ยกเว้น GP อยู่ในโครงการ 'ไทยช่วยไทย' ก็เป็นมาตรการชั่วคราวเช่นกัน คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ เมื่อค่าธรรมเนียมกลับมาเก็บเต็มอัตรา แพลตฟอร์มไทยเหล่านี้จะรักษาฐานร้านค้าและผู้ซื้อไว้ได้อย่างไร

โจทย์ใหญ่กว่านั้นคือ network effect หรือปรากฏการณ์ที่แพลตฟอร์มยิ่งมีผู้ใช้มาก ยิ่งดึงดูดทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรายใหม่เข้ามาเพิ่มเป็นวงจรต่อเนื่อง ผู้บริโภคไทยคุ้นชินกับแพลตฟอร์มต่างชาติ 3 เจ้าใหญ่มานานหลายปี มีฐานผู้ใช้งานรวมกันหลายสิบล้านคน ขณะที่แพลตฟอร์มไทยเปิดตัวมาได้เพียงไม่กี่เดือน กระแส 'อุดหนุนแบรนด์ไทย' จะแปลงเป็นพฤติกรรมการซื้อซ้ำในระยะยาวได้มากแค่ไหนนั้น ยังเป็นโจทย์ที่แพลตฟอร์มไทยยังต้องใช้เวลาพิสูจน์

อีกความเสี่ยงคือ fragmentation หรือการที่ผู้เล่นไทยกระจายตัวแข่งกันเองพร้อมกันในเวลาไล่เลี่ยกัน แทนที่จะรวมพลังสร้างฐานผู้ใช้ก้อนใหญ่ก้อนเดียวที่แข็งแรงพอจะสู้กับผู้เล่นต่างชาติ ข้อเสนอตั้ง 'คณะทำงานกลุ่มผู้ประกอบการ' ภายใต้สมาคมฯ อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้แพลตฟอร์มไทยทำงานร่วมกันมากขึ้น แต่ยังไม่มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรมให้เห็นจากการนัดพูดคุยครั้งนี้

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เมื่อข้อมูลโตเร็วกว่าที่คิด ระบบขององค์กรพร้อมแค่ไหน? Seagate Exos Systems ช่วยองค์กรวาง Storage ให้ทันยุค AI

เมื่อข้อมูลเติบโตเร็ว องค์กรต้องมีระบบจัดเก็บข้อมูลที่พร้อมรองรับทั้ง AI ความปลอดภัย และการขยายตัว ทำความรู้จัก Seagate Exos Systems ทั้ง Exos SCALE, Exos PROTECT และ Exos FUSE เพื...

Responsive image

ทำไมวันนี้ต้องมอง ‘เมืองทองธานี’ เป็นเมืองอัจฉริยะที่มีทุกอย่าง เจาะดีล AIS-บางกอกแลนด์ สร้าง Intelligent Infrastructure ที่เมืองทอง

เจาะลึกโปรเจกต์ ‘Muang Thong NEXT’ เมื่อ AIS จับมือ บางกอกแลนด์ ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 5G-Advanced และ AI พลิกโฉมเมืองทองธานีสู่ Hub Connectivity City รองรับผู้คนกว่า 2.2 ล้า...

Responsive image

Agentic Commerce คืออะไร? เมื่อ AI เริ่มช้อปปิ้งแทนคน โจทย์ใหม่ที่แบรนด์ต้องรู้

ในอนาคตเราอาจไม่ต้องมาเปรียบเทียบราคาหรืออ่านรีวิวสินค้าเองอีกต่อไป เพราะเรากำลังเข้าสู่เทรนด์ที่เรียกว่า ‘Agentic Commerce’ หรือการให้ AI ซื้อของแทนเรา...